การจะแก้ปัญหาภูเขาหัวโล้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ทำได้ไม่ยาก ถ้าจับหัวใจของคนในพื้นที่ได้
เช่นเดียวกับการทำการตลาด ที่ต้องเข้าถึงหัวใจของผู้บริโภค จับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายให้อยู่หมัด ก่อนจะวางกลยุทธ์ยิงหมัดตรง โดนไม่โดน ซื้อไม่ซื้อ วัดใจกันตรงนั้น
“ภูเขาหัวโล้น” เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายต่อหลายฝ่ายพยายามแก้มานาน เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งหมายรวมไปถึงแหล่งน้ำสะอาดจากธรรมชาติที่จะยังคงมีหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนพื้นที่ราบอย่างต่อเนื่องไปภายภาคหน้า

เช่นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย บ้านนาหมูม่น มีการขุดพบน้ำผุด (ตาน้ำ) มากที่สุด ปัจจุบันพบทั้งสิ้น 5 จุด ที่ถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้ใช้อุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเพราะวิถีชุมชน ที่ยังคงรากวัฒนธรรมความเชื่อที่ว่าบริเวณตาน้ำ หรือ “ห้วยภู” เป็นถิ่นที่อยู่เก่าของต้นตระกูล เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพต้องร่วมกันดูแลรักษา ทำให้บริเวณห้วยภูยังคงมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์
ผลจากการสำรวจทรัพยากรป่าไม้ของชุมชน โดยคณะวิจัยจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พบว่า พื้นที่ป่าชุมชนบ้านนาหมูม่นมีสภาพป่าเต็งรังผสมไผ่ และป่าเบญจพรรณผสมไผ่ มีชนิดพรรณไม้กว่า 142 ชนิด เป็นไม้ยืนต้น 64 ชนิด ไม้ล้มลุก 23 ชนิด ไม้เถา 20 ชนิด ไม้พุ่ม 12 ชนิด พืชวงศ์หญ้า 18 ชนิด และเฟิร์น 5 ชนิด และยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่จำนวนมาก
เหตุนี้เป้าหมายเพื่อลดปัญหาเขาหัวโล้นและฟื้นฟูฐานทรัพยากรอาหาร ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เข้าไปวางยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนร่วมกับจังหวัดเลย จึงใช้เกษตรทางเลือกเข้ามาสร้างภาวะอยู่ดีมีสุข ทั้งมิติสุขภาพและทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากสิ่งที่ถนัดนั่นคือ การปลูกพืชผักปลอดภัย

รพร.ด่านซ้าย เปิดแนวรุก
สร้างตลาดส่งเสริมสุขภาพชุมชน
ทุกเช้าวันจันทร์ที่ข้างตึกผู้ป่วยฉุกเฉิน ภายในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (รพร.) ด่านซ้าย มีผู้คนคึกคักแวะเวียนเข้ามาจ่ายตลาด
ใช่ ที่นี่เป็นตลาดผักปลอดภัยที่ส่งตรงจากเกษตรกรใน หมู่บ้านก้างปลา โดยมีเกษตรกรเป็นผู้ขายเอง มีใบรับรองเป็นสมาชิกกลุ่มพืชผักปลอดภัยบ้านก้างปลา พร้อมคิวอาร์โค้ดให้สแกนตามเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

นพ.ภักดี สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการ รพร.ด่านซ้ายบอกว่า คนทั่วไปเข้าใจว่าโรงพยาบาลมักเป็นฝ่ายตั้งรับ ทำหน้าที่รักษาพยาบาล แต่การส่งเสริมสุขภาพไม่ให้ป่วยก็สำคัญ เราคิดว่าถึงจุดหนึ่งเราต้องเปลี่ยน อะไรที่ทำให้คนสุขภาพไม่ดี กินหวาน-มัน-เค็ม ไม่ออกกำลังกาย การดื่มเหล้าสูบบุหรี่ เราสนใจ แต่ถ้าแค่จัดงานส่งเสริมสุขภาพ งานเลิกก็จบ ไม่มีความต่อเนื่อง
หมดยุคที่โรงพยาบาลจะทำหน้าที่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำหน้าที่ในเชิงรุกด้วย นั่นคือ การส่งเสริมสุขภาพ จึงชักชวนคนในองค์กรให้ลุกขึ้นมาทำงานด้วยใจ มีทั้งหัวหน้าพยาบาล นักวิชาการสิ่งแวดล้อม หน้าห้องทันตกรรม หน้าห้องยา ฯลฯ คนเหล่านี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมือง เราชวนให้เขากลับไปเรียนรู้วิถีท้องถิ่นดูว่ามีอะไรที่จะกระตุกให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อน เช่น ครอบครัวหนึ่งปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทางโรงพยาบาลก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งคือเป็นกำลังใจกับผู้ปลูกว่ามีตลาดรับซื้อ ขณะเดียวกันผู้ป่วยที่นี่ก็ได้บริโภคอาหารสุขภาพ โดยแม่ครัวจะออกแบบเมนูตามผักที่ชาวบ้านปลูก ชาวบ้านก็ภาคภูมิใจที่ได้ปลูกผักให้โรงพยาบาล
อาจารย์หมอผู้อำนวยการบอกว่า เราเปิดตลาดกรีนเนทนี้มา 3-4 ปีแล้ว โดยที่เกษตรกรจะตรวจสารปนเปื้อนในผักเอง ซึ่งสามารถทำได้เองง่ายๆ นั่นคือทุกอย่างอยู่บนฐานของความเชื่อใจกัน ที่นี่ถือเป็นต้นแบบ เราจะมีการต่อยอดตลาดแบบนี้ไปอีก 5-6 หมู่บ้าน เป้าหมายคือ การสร้างตลาดให้เป็นที่พบกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ปลูกเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
“การปลูกผักเป็นแค่รายได้เสริม บางคนเก็บผักพื้นบ้านมาวางขาย เมื่อเห็นว่าขายได้มีเงินเข้ากระเป๋าทุกเดือนก็จะช่วยกันคงสภาพของสิ่งแวดล้อม เกิดกระแสการหวงป่า นั่นคือเป้าหมายของเรา” และว่า
“สำหรับหมอ ผักพื้นบ้านเป็นยา ผมขอย้ำว่าชาวบ้านไม่ได้อยากปลูกข้าวโพด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้เริ่มมีการเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่แล้ว นานเข้ากระแสปลูกข้าวโพดจะลดลง เพราะสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การตั้งรับเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่เราทำด้วย “งานบันดาลใจ” ชวนคนในท้องถิ่นทำ และทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ผอ.รพร.ด่านซ้ายบอก
ตั้งเป้าเพื่อการบริโภค ลดการพึ่งตลาด
กลับมาที่บ้านนาหมูม่น จุดตั้งต้นของการชักชวนชาวบ้านปลูกผักปลอดภัย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สกว.บอกว่า งานวิจัยจะไม่มีประโยชน์ถ้าสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สกว.จึงใช้ความรู้เป็นตัวช่วยในการทำงานและให้ชาวบ้านเป็นผู้ขับเคลื่อน

“ชาวบ้านที่นี่เป็นนักวิจัย ค้นหาข้อมูลความรู้ เพราะเขาอยู่กับข้อมูลและเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง โดยนักวิจัยเข้ามาช่วยวิเคราะห์จับประเด็นหนุนเสริม ที่สำคัญคือการจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คนในพื้นที่ต้องเห็นความสำคัญ นำไปปฏิบัติจึงจะประสบความสำเร็จ สกว.เริ่มเข้ามาตั้งแต่ปี 2543 เริ่มจากโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร เริ่มการพัฒนาฐานทรัพยากรพืชพันธุ์พื้นเมืองจากไก่พื้นเมืองพันธุ์ชีท่าพระ เราใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน” และว่า


การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดได้ต้องเริ่มจากระดับพื้นที่ก่อน เราเอาการบริโภคเป็นตัวตั้ง โดยส่งเสริมให้ปลูกผักปลอดภัย แทนการทำเกษตรเชิงเดี่ยว พอเข้มแข้งแล้ว มีเหลือกินก็แบ่งปันถ้าเหลืออีกก็ขาย ฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นการลดความเสี่ยงของการพึ่งพาตลาดเต็มๆ เราเห็นศักยภาพของโรงพยาบาลในฐานะเป็นตลาดของพื้นที่ แต่ในอนาคตหรือแม้แต่ตอนนี้เริ่มมีการมองถึงการขยายไปนอกพื้นที่ ซึ่งขอบเขตไม่ต้องใหญ่โตมากมาย แต่อยู่ในระดับที่เราบริหารจัดการได้ เพราะท้ายที่สุดคือ เราและเครือข่ายได้บริโภคของดี ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของคนในพื้นที่
ทางด้าน รศ.ดร.เอกรินทร์ พึ่งประชา ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะหัวหน้าโครงการ ขยายความเพิ่มเติมว่า ถ้าพูดถึง “ภูเขาหัวโล้น” ตรงๆ จะเหมือนการสร้างศัตรู โดยเฉพาะกับเกษตรกรที่ทำพืชเชิงเดี่ยว ผมคิดว่าต้องมีทางเลือกให้กับเกษตรกร
“ทางเลือกที่ดีน่าจะเป็นเกษตรผสมผสาน และสิ่งสำคัญคือ ตลาด เราจึงต้องมีการขับเคลื่อนเรื่องตลาด ซึ่ง รพร.ด่านซ้าย เป็นเครือข่ายสำคัญที่เข้ามาช่วยตรงนี้ และศักยภาพของตัวเกษตรกรเองเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อน เราแค่เป็นตัวประสานงาน เป็นจุดเริ่มต้นของพลังที่อำเภอด่านซ้าย เพราะเรื่องภูเขาหัวโล้นเราจะไปห้ามก็ไม่ได้ เราใช้การสร้างทางเลือก และหมู่บ้านตัวอย่างให้คนเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเคลื่อนจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้าน เพราะมันเกี่ยวกับป่าชุมชน เกี่ยวกับฐานทรัพยากรหมู่บ้าน เกี่ยวกับดินน้ำป่า” รศ.ดร.เอกรินทร์บอก
โชว์รูมแปลงผัก กวักเรียกแนวร่วม
นั่งพูดคุยกับพอหอมปากหอมคอ ได้เวลาโดยสารรถอีแต๊กไปดูโชว์รูมแปลงผักประจำหมู่บ้านนาหมูม่น ที่เชิงห้วยภู
รศ.ดร.เอกรินทร์ เล่าถึงการทำ “เหมืองน้ำ” ของที่นี่ว่า ถูกถือครองโดยตระกูลที่ค้นพบตาน้ำ การใช้อยู่ใช้กินตกอยู่กับตระกูลนั้น แต่ตรงพื้นที่ที่เรามาทำแปลงผักสาธิต ป้าสวัสดิ์ เครือหงษ์ เจ้าของพื้นที่อนุญาตให้ใช้ได้ เพราะเห็นว่ามีพืชพรรณไม่น้อยที่หายไป อยากให้พืชเหล่านั้นกลับคืนมาจึงให้พื้นที่ตรงนี้มาทำ และให้แชร์ระบบน้ำ สำหรับปลูกพืชปลอดภัยส่งตลาดด่านซ้ายกรีนเนท

“จากที่นี่ถ้าขึ้นไปบนภูจะเห็นว่าชาวบ้านทำสวนยางพารา ปลูกข้าวโพด ฯลฯ พื้นที่จึงมีลักษณะเป็นเขาหัวโล้น เราจึงเลือกทำแปลงสาธิตพืชผักปลอดภัยที่นี่ เป็นเหมือนโชว์รูมให้ชาวบ้านที่ผ่านขึ้นไปยอดภูด้านบนได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง เห็นความสำคัญของพื้นที่ของแหล่งน้ำ
“ตาน้ำตรงนี้เรียกว่า “น้ำผุดน้ำซำ” ที่มีก็เพราะมีป่าที่ด้านบนหล่อเลี้ยงอยู่ แต่ถ้าป่าหายไปจะส่งผลกับน้ำซับตรงนี้แน่นอน” และว่า
เมื่อมีทางเลือกใหม่คือ การปลูกผักอินทรีย์ โดยเราทำแปลงสาธิตให้เห็น รวมทั้งมีการคำนวณรายได้เทียบกันระหว่างการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งแต่ละรอบมีรายได้สุทธิไม่มาก กับการปลูกผัก นอกจากสร้างรายได้ให้แล้ว ยังทำให้ชาวบ้านสุขภาพดีขึ้น ไม่ต้องรับกับสารเคมี และยังมีผักปลอดภัยไว้กินในครัวเรือน เหลือก็นำไปขาย ทำให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งสนใจและเปลี่ยนวิถีทำกิน ทิ้งไร่ข้าวโพดหันมาปลูกผักอินทรีย์กันมากขึ้น” อาจารย์เอกรินทร์บอกก่อนจะพาไปชมทัศนียภาพแบบพานอราม่าบนยอดภู ที่ไร่รับลมชมดาว

วิโรจน์ อินทรวงษ์ เจ้าของไร่รับลมชมดาว คือหนึ่งในเกษตรกรเกษตรอินทรีย์นำร่องเปิดใจว่า ตนเองเริ่มจากการทำไร่ข้าวโพดมา 5 ปี พอมีหนี้สินเพิ่มก็ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพิ่ม จากเดิมเพียง 8-10 ไร่ก็ขยายเป็น 30-40 ไร่ แต่หนี้สินไม่เคยหมด เพราะต้องลงทุนมาก เช่น ถ้าปีไหนมีรายได้ 150,000 บาท เฉพาะที่ลงทุนก็ราว 80,000 บาท พอทาง สกว.ชวนปลูกพริกปลอดสารเมื่อปลายปี 2559 ก็ลองดู รายได้ดีมาก สามารถส่งออกไปญี่ปุ่น แต่ตอนหลังเจอปัญหาทั้งแมลงและน้ำท่วมเสียหาย จึงปลูกพริกน้อยลง และหันมาทำแปลงเกษตรปลอดภัย เสริมกับการปลูกยางพารา แก้วมังกร รวมทั้งเลี้ยงไก่ดำ
“ถ้าเทียบกับตอนปลูกข้าวโพด รายได้ดีกว่า ภาวะหนี้สินดีขึ้น (หัวเราะ) ตอนนี้ส่งผลผลิตไปขายที่โรงพยาบาลด่านซ้าย และมีส่งเคอร์รี่ไปกรุงเทพฯ ด้วย” และบอกถึงเหตุผลที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์ว่า
“ผมชวนภรรยาหักดิบเลย ส่วนหนึ่งเพราะอยากให้งานวิจัยลุล่วงและอยากมีสุขภาพดี ผมเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะอยู่กับอาจารย์เอกรินทร์มานาน มองว่าต่อไปจะทำนาข้าวไรซ์เบอร์รี่” เขาบอกพร้อมกับทอดสายตามองที่ดินของตนอย่างมีความสุข
นอกจากปลูกผัก วิโรจน์บอกว่ายังปลูกไม้ยืนต้น เช่น มะขาม มะม่วง ตะลิงปลิง ไผ่หวาน รวมทั้งอโวคาโด ซึ่งเฉพาะอโวคาโดนั้นให้ผลผลิต 7,000-8,000 บาทต่อต้นต่อฤดูกาล ที่สำคัญคือ พอไปเจาะเลือดตรวจสุขภาพแล้วไม่พบสารปนเปื้อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

แม้ว่าปัจจุบันจะมีแค่ 2 หมู่บ้านของที่อำเภอด่านซ้าย คือที่บ้านนาหมูม่น และที่บ้านก้างปลา ที่เป็นหมู่บ้านนำร่องในโครงการ แต่ ภูมารินทร์ คงเพียรธรรม นายอำเภอ (หญิง) ด่านซ้ายบอกว่า จะนำตลาดกรีนเนทเป็นประเด็นการขับเคลื่อนในยุทธศาสตร์จังหวัดเลยปีนี้
“ด่านซ้ายมี 10 ตำบล เราตั้งใจจะขยายผลโดยให้มีหมู่บ้านนำร่องเช่นนี้ในทุกตำบลๆ ละ 1 หมู่บ้าน และสิ่งที่นายอำเภออยากจะเพิ่มเข้ามาคือ โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อยากนำมาผสมในเรื่องของการส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้นด้วย เพราะเราจะได้ป่ากลับคืนมา” นายอำเภอหญิงบอกความตั้งใจ
ณ วันนี้ด่านซ้ายโมเดล เพิ่งจะเริ่มต้น แต่ด้วยความหวังด้วยพลังของชุมชน เชื่อว่านี่จะเป็นโชว์รูมสำคัญที่ขยายไปสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ป่าก็จะถูกรุกน้อยลง

