สุจิตต์ วงษ์เทศ : โขนร่วมสมัย ทำได้เมื่อมีเสรีภาพ

26.04.19 | 17:21 น.

ความคิดสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพ มักเกิดและเติบในในสังคมที่มีเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยสากล ถ้าเสรีภาพขัดข้องกะพร่องกะแพร่งก็ไม่มีเรี่ยวแรงพลังสร้างสรรค์อะไรทั้งนั้น ถึงมีก็ไม่อร่อย

โขน การละเล่นสวมหน้ากาก มีช่องทางพัฒนาได้ ให้เป็นการแสดงร่วมสมัย หรืออย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อสังคมอนาคต แต่จะมีก็ต่อเมื่อสังคมและการเมืองไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อความคิดสร้างสรรค์

โขน เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ในอาเซียน มีกำเนิดอย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน (แต่สมัยหลังอาจมีพัฒนาการบางอย่างต่างกันในรายละเอียด ส่วนหลักการสำคัญตรงกัน) ได้แก่ เครื่องราชบริโภค, เนื้อหา, รูปแบบ ดังนั้นก่อนจะพัฒนาปรับปรุงโขนให้เป็นร่วมสมัย ต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อทำความเข้าใจอย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่

1. รากเหง้าของหน้ากากและท่าฟ้อนเต้นเล่นระบำของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว

2. เปรียบเทียบการแสดงตามประเพณีที่ถูกทำให้ร่วมสมัยของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งมีความหลากหลายและมีลักษณะร่วมสมัยมากที่สุดเป็นที่รับรู้ทั่วโลก ผมขอความรู้จากผู้รู้เรื่องเหล่านี้ จะสรุปสั้นๆ ดังนี้

Advertisement

บาหลี การแสดงกลางแจ้งเรียก Kecak ออกเสียงเป็นไทยว่า กะจัก เป็นการแสดงคล้ายเข้าทรง ให้ผู้เล่นช่วยกันออกเสียงว่า จัก-กะจัก ซ้ำๆ เป็นจังหวะต่างๆ ประกอบเรื่องรามายณะ

กะจัก ปัจจุบันยอมรับกันว่าเป็นการแสดงที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวโดยศิลปินชาวเยอรมันชื่อ วอลเตอร์ สปายส์ ขณะเขาอยู่ที่บาหลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่ก็มีร่องรอยว่าศิลปินพื้นเมืองชาวบาหลีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งคือ อี ลิมแบก ได้ประดิษฐ์ท่ารำของกะจักไว้ก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อสปายส์พบเข้า จึงพัฒนาโดยเอาเครื่องกาเมลันออก แต่สร้างเสียง กะจัก เข้าไปแทน

ชวา รามายณะฉบับชวา เรียกว่า กากาวินรามายณะ (มาจากคำว่า กาวยะ หรือกาพย์) การแสดงรามายณะของชวา จัดอยู่ในการละเล่น วาหยัง วง หรือ วาหยัง โอรัง ที่จะเล่นแค่เรื่องรามายณะ และมหาภารตะ (หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่แต่งเพิ่มในชวา และไม่มีในอินเดีย เช่น อรชุนวิวาหะ)

คำว่า วง และ โอรัง แปลว่า คน ส่วนคำว่า วาหยัง แปลว่า เชิดหนัง

โขนร่วมสมัย

ที่เขียนมานี้ สืบเนื่องจากผมไปเล่าเรื่องโขนเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ในห้องประชุมกะทัดรัด สนองความต้องการของนิสิตกลุ่มน้อยๆ (แต่กระตือรือร้นไม่น้อย) ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร) เมื่อก่อนเที่ยงวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 2562

นิสิตชวนสนทนาอย่างองอาจเกี่ยวกับลู่ทางพัฒนาโขนให้เป็นการแสดงมีคนดูในยุคนี้ แต่ประสบการณ์ผมมีไม่มาก จึงแลกเปลี่ยนแบ่งปันไม่ได้ดังใจปรารถนา ครั้นจบแล้วมาคิดต่ออีก โดยขอความรู้เพิ่มเติมจากผู้รู้ แล้วเขียนมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มเติมเพื่อฝากถึงนิสิตที่กระตือรือร้นเหล่านั้น จะได้ไม่หยุดลองถูกลองผิดความคิดสร้างสรรค์

โขนไม่เหมือนเดิม

โขนที่รู้จักทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะในรายละเอียดปลีกย่อยได้ผ่านการแก้ไขปรับปรุงดัดแปลงมาแล้วหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ดังนั้น ถ้าจะพัฒนาโขนต่อไปอีกระดับหนึ่งก็ไม่น่าจะถูกกล่าวหาเสียหาย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโขน เพื่อเป็นการแสดงสู่สาธารณชนที่เคยมีแล้ว ดังนี้

1. หลัง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรสถาปนากรมศิลปากร พัฒนาโขนละครและนาฏดุริยางค์ทั้งหลาย แต่คนส่วนมากไม่ดู

2. หลัง พ.ศ. 2500 มีโรงละครแห่งชาติ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย มีฉากใหญ่โตและแสง, สี, เสียง แต่คนส่วนมากไม่ดู

นักปราชญ์ นักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์ ร่วมสัมมนาปรึกษาหารือหลายครั้งหลายหนเพื่อหาลู่ทางพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโขนให้เป็นที่นิยมของคนดู แต่ไม่สำเร็จ

คิดนอกกรอบ

ความพยายามผ่านมา ล้วนอยู่ในกรอบของความเป็นโขนในรัฐจารีตที่มีขนบต่างๆ ควบคุมกำกับเข้มแข็ง เคยมีผู้แนะนำให้คิดนอกกรอบ ดังนี้

1. คืนสู่สามัญ หมายถึง แสดงแบบดั้งเดิม ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เท่าที่จำเป็น ไม่เน้นอลังการ ไม่มีฉากสีสันวิจิตร แต่ใช้พื้นหลังดำ เปิดไฟสว่างเต็มเวที ไม่สี เพื่ออวดนาฏศิลป์เต็มที่ มีอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ แสดงออกด้วยฟ้อนเต้น และเพลงดนตรีตามประเพณี เพียงปรับกะทัดรัดเท่านั้น

2. สุขภาพร่างกาย หมายถึง แสดงโขนเป็นกิจกรรมออกกำลังเพื่อความแข็งแรงของร่างกายของคนสมัยใหม่ จะเข้าเครื่องโขนก็ได้ ไม่เข้าเครื่องก็ได้

คิดนอกกรอบแล้วถ้ายังไม่สำเร็จ ก็อย่าท้อแท้ ต้องคิดอีกทำอีก