เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2562 เวลา 04.00 น. วงการดนตรีคลาสสิกไทยได้สูญเสียนักเป่าบาสซูน (Bassoon) ที่มีฝีมือสุดยอดคนหนึ่งไป ด้วยโรคมะเร็งปอด ภัทราวุธ พันธ์พุทธพงษ์ ตอนที่พบว่าตัวเองเป็นโรคร้ายนั้น หมอได้แนะนำให้พักและบอกเขาว่าจะอยู่ได้แค่ 2 ปี แต่ภัทราวุธก็ยื้อชีวิตมาอีก 10 กว่าปี โดยอาศัยการรักษาและบำบัดด้วยเสียงดนตรี เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการรักษากับโรงพยาบาล โดยใช้ชีวิตอยู่อย่างธรรมดาที่สุด
ภัทราวุธ พันธ์พุทธพงษ์ เป็นหัวหน้ากลุ่มนักบาสซูนประจำวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO) ซึ่งเขายังเป็นนักบาสซูนที่ได้ร่วมงานกับวงดนตรีต่างๆ ในเมืองไทย ภัทราวุธเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2514 ที่กรุงเทพมหานคร เข้าศึกษาที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนวิชาดนตรีปฏิบัติ เป่าเครื่องบาสซูน
ภัทราวุธ ได้เริ่มเล่นบาสซูนเป็นนักดนตรีในวงโยธวาทิต โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ได้มีโอกาสเข้าร่วมการอบรมการเล่นบาสซูนกับนักดนตรีชั้นนำของโลก ลอเร็น กลิกแมน (Loren Glickman) นักบาสซูนชาวอเมริกัน ก่อนที่จะเข้าศึกษาต่อที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2532) ในปี พ.ศ.2533 ภัทราวุธได้รับทุนศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีที่ฮ่องกง (Hong Kong Academy for Performing Arts) วิชาเอกบาสซูน เรียนอยู่หนึ่งปีแล้วจึงกลับมาศึกษาต่อจนจบครุศาสตรบัณฑิต
ขณะที่ศึกษาอยู่คณะครุศาสตร์นั้น ภัทราวุธมีโอกาสได้ศึกษาวิชาการอำนวยเพลงกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก ชูชาติ พิทักษากร ศึกษากับพลเรือตรี วีระพันธ์ วอกลาง จึงได้รับเลือกเป็นวาทยกรให้แก่วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Symphony Orchestra)
ภัทราวุธ มีโอกาสไปเข้าร่วมค่ายฝึกอบรมเชิงปฏิบัติเครื่องบาสซูนหลายครั้ง อาทิ พ.ศ.2531 เข้าร่วมการประชุมปฏิบัติการดนตรีเยาวชนอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ.2534 ได้ร่วมกับวงเยาวชนอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย และในปี พ.ศ.2539 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ในปี พ.ศ.2534 ภัทราวุธได้ผ่านการคัดเลือกให้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตกับวงเยาวชนอาเซียน (Asian Youth Orchestra, AYO) ในตำแหน่งหัวหน้าเครื่องบาสซูน (Principal Bassoon) แสดงคอนเสิร์ตในหลายประเทศด้วยกัน ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และฮ่องกง ในปี พ.ศ.2535 ได้รับทุนไปเข้าร่วมค่ายเครื่องบาสซูน (Bassoon Camp) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐนอร์ทแคโรไลนา ในปี พ.ศ.2542 ได้รับทุนไปเข้าค่ายดนตรีที่ประเทศแคนาดา (Montreal International Music Camp) รัฐควิเบก ต่อมาในปี พ.ศ.2548 ได้รับทุนไปเข้าค่ายที่ประเทศจีน (Canton International Summer Music Academy)
ภัทราวุธ เป็นนักดนตรีที่ขยัน ขวนขวายศึกษาหาความรู้ และพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลา ได้มีโอกาสเรียนกับนักบาสซูนชั้นนำของโลก อาทิ ลอเร็น กลิกแมน (Loren Glickman, Julliard School of Music) มาร์ก พ็อปกิน (Mark Popkin, North Carolina School of Arts) แมททิว รัคกีโอ, ริชาร์ด สโวโบดา (Matthew Ruggiero, Richard Svoboda, Boston Symphony Orchestra) และแดเนียล มะซึกาวา (Daniel Matsukawa, Philadelphia Orchestra) เป็นต้น
ภัทราวุธ ได้ร่วมแสดงดนตรีกับวงออเคสตราหลายวง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ World Philharmonic Orchestra ตำแหน่งผู้ช่วย (Associate Principal) ในปี พ.ศ.2539 เข้าร่วมกับวง Asia Philharmonic Orchestra ที่ประเทศเกาหลี ปี พ.ศ.2541 ได้ร่วมกับวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ (Bangkok Symphony Orchestra) ไปแสดงคอนเสิร์ตในงานสัปดาห์การแสดงของวงออเคสตราแห่งเอเชีย (Asia Orchestra Week) ที่ประเทศญี่ปุ่น 2 ครั้ง คือ ปี พ.ศ.2545 และในปี พ.ศ.2547 ซึ่งครั้งที่ 2 ได้เป็นนักดนตรีรับเชิญ (Guest Principal) ให้กับวงมาเลเซีย (National Symphony Orchestra of Malaysia)
ในปี พ.ศ.2548 ได้รับเชิญให้เป็นผู้ฝึกสอนกลุ่มเครื่องดนตรีบาสซูน และเป็น Assistant Conductor ให้แก่วงโกตาบารู (Kota Kinabalu Symphony Orchestra) ประเทศมาเลเซีย ในปี พ.ศ.2549 เดินทางไปร่วมงานสัมมนาบาสซูน (Double Reed Conference) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้บันทึกเสียงกับวงไหมไทยออร์เคสตรา วงบางกอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Bangkok Symphony Orchestra) วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) และวงเอเชียฟีลฮาร์โมนิกออเคสตรา (Asia Philharmonic Orchestra)
ในปี พ.ศ.2552 ได้ไปแสดงคอนเสิร์ตในงานสัปดาห์การแสดงของวงออเคสตราแห่งเอเชีย (Asia Orchestra Week) อีกครั้งหนึ่ง ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และได้แสดงในงานคอนเสิร์ตแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.2555 ณ กรุงโตเกียว อีกด้วย
ภัทราวุธ ได้ร่วมเล่นกับวงดนตรีต่างๆ หลายวง อาทิ เป็นสมาชิกของวงเยาวชนไทย (Thailand Youth Orchestra, TYO) วงซิมโฟนีออเคสตราแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Symphony Orchestra) วงไหมไทยออเคสตรา วงเครื่องลมไม้โปรมูสิกา (Pro Musica Woodwind Quintet) วงเครื่องลมไม้บางกอกซิมโฟนีออเคสตรา (Bangkok Symphony Orchestra Woodwind Quintet) วงบางกอกซิมโฟนีออเคสตรา (Bangkok Symphony Orchestra)
เป็นผู้ร่วมก่อตั้งวงมีฟ้า (Mifa Sinfonietta) วงรังสิตฟีลฮาร์โมนิกออเคสตรา (Rangsit Philharmonic Orchestra) ได้ร่วมจัดตั้งโครงการเทศกาลเครื่องลมไม้ (Woodwind Festival) เทศกาลวงหัสดนตรี (Chamber Music Festival) ที่จัดขึ้นโดยสถาบันดนตรีมีฟ้า
ภัทราวุธ เป็นข้าราชการในวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร เป็นวิทยากรรับเชิญประจำวง ให้กับวงกรมศิลปากร ในการแสดงตามโครงการแนะนำดนตรีแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในหลายจังหวัด เป็นวิทยากรให้กับรายการคุยเรื่องดนตรี ก่อนการแสดงของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ภัทราวุธได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากลุ่มบาสซูนให้กับวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร (Thailand National Symphony Orchestra) และในปี พ.ศ.2548 ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มบาสซูนวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra)
นอกจากนี้ ภัทราวุธยังเป็นอาจารย์พิเศษ สอนอยู่ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยเพลงให้กับวงเยาวชนไทย (Thailand Youth Orchestra) อีกด้วย
ภัทราวุธ ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 แต่ภัทราวุธก็ยังทำงานในหน้าที่นักดนตรีตลอดมา เพราะเขาบอกอยู่เสมอว่า “ดนตรีช่วยให้ผมมีชีวิตอยู่ได้” บางวันนั้น เขาเหนื่อยและหมดแรง ยกเครื่องมือขึ้นเป่าไม่ไหว ก็ต้องให้เพื่อนในวงเป่าแทน แต่ตัวภัทราวุธก็ยังนั่งอยู่ในวง เพื่อจะฟังเสียงดนตรี
เพราะเขานึกถึงพระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับสั่งไว้ว่า “ดนตรีช่วยขจัดความเจ็บปวดในระหว่างวัน” เขาจึงมีชีวิตอยู่ได้เพราะเสียงดนตรี
วันที่ผมไปเยี่ยมภัทราวุธ (5 เมษายน 2562) ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ได้คุยสอบถามเรื่องราวต่างๆ นั่งสนทนาเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บป่วย และได้ถามว่า “คุณอยากได้อะไรไหม คุณอยากให้ผมทำอะไรไหม”
ภัทราวุธได้ตอบทันทีว่า “อาจารย์ครับ ผมอยากได้ชีวิตกลับคืนมา ผมยังไม่อยากตาย”
ภัทราวุธไม่ได้ตายไปจากความจำของเพื่อน ลูกศิษย์ และประวัติศาสตร์นักดนตรีคลาสสิกของไทย ภัทราวุธเป็นนักบาสซูนฝีมือดีที่สุดของไทยและของอาเซียน เป็นครูบาสซูนที่ดีมาก เป็นตัวอย่างของความขยันเอาใจใส่และตั้งใจทำ ชีวิตของภัทราวุธนั้น รักดนตรีคลาสสิก รักลูกศิษย์ รักโรงเรียน เป็นตัวอย่างของการศึกษาดนตรีด้วยตัวเอง โดยเฉพาะฝีมือศิลปะการเป่าบาสซูน เขาการทำทุกอย่างเพื่อให้มีโอกาสสัมผัสดนตรีและได้เล่นดนตรี ที่สำคัญก็คือ การได้เล่นดนตรีที่ดีขึ้นและได้พัฒนาฝีมือที่ก้าวหน้า
ชีวิตของภัทราวุธ เป็นการสิ้นสุดยุคคนดนตรีคลาสสิก (ในเมืองไทย) ที่ไม่มีครูสอน ยุคที่ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง ยุคของดนตรีที่ไม่มีอาชีพ นักดนตรีไม่มีงานทำ คนในสังคมให้ความเชื่อถืออาชีพดนตรีน้อย แต่คนดนตรีรุ่นหลังของภัทราวุธนั้นโชคดีกว่า
เพราะคนรุ่นหลังมีครูที่เก่ง มีครูที่ช่วยถางทาง ได้สร้างอาชีพดนตรีให้มีเกียรติและเชื่อถือได้ โดยมีครูที่ชื่อ ภัทราวุธ พันธ์พุทธพงษ์

