ทุกคนต่างอยากมีความสุข พ้นไปเสียจากความเดือดเนื้อร้อนใจ
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือที่จะได้มา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอยากหรือไม่อยาก แต่เกิดด้วยเหตุหลายอย่างที่มาประกอบกันเข้า และผลสรุปออกมาเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อาจจะเหมือนหรือตรงกับที่อยากให้เกิดขึ้น หรือไม่เป็นไปตามที่อยากก็ได้ แล้วแต่เหตุจะส่งผลไปทางไหน
เพราะบางครั้งที่ตรงกับที่อยาก จึงทำให้เกิดความคิดไปว่าอยากได้อะไรแล้วคิดทำให้เกิดสิ่งนั้นจะได้ผลตามที่อยาก
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หลายเรื่องพยายามคิด พยายามทำแล้ว กลับไม่สมอยาก หรือไม่เป็นไปตามที่อยาก พอใจน้อยกว่าที่่อยาก หรือบางทีก็มากกว่า
ซึ่งถ้ามองให้ดีจะพบว่ามันไม่ได้ขึ้นกับความอยากของเรา
เพราะเช่นนี้เอง ที่ทำให้บ่อยครั้งคิดหวัง และลงมือเพื่อทำให้ได้สิ่งนั้นแล้วเกิดความผิดหวัง คือได้ไม่สมใจ
ผลที่ได้ผิดไปจากความคาดหวังจะทำให้เกิดความเศร้าเสียใจ
และในอารมณ์แบบนี้แหละที่คนเรามักต้องการใครสักคนที่เข้ามาปลอบโยน ซึ่งจะทำให้เกิดกำลังพาความรู้สึกพ้นไปจากความโศกเศร้า วิตกกังวลนั้น
วิธีปลอบใจที่มักได้ผลคือ ให้ความหวัง หรือพูดให้หวนคิดว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้่นไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าเสียใจอย่างไร หรือมอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่าทางจิตใจให้ เพื่อนำจิตกลับมาเสียจากเรื่องที่ทำให้เสียใจนั้น
ความเศร้าเสียใจก็จะบรรเทาเบาบางลง หรือหายไป
ถึงตรงนี้เมื่อทบทวนให้ชัดจะพบว่าแท้จริงแล้ว เหตุแห่งความเศร้าเสียใจนั้น ไม่ใช่เรื่องไม่ได้สมอยากเสียทีเดียว ตัวการจริงๆ ที่ทำให้เกิดทุกข์ใจขึ้นคือ “ความคิด” ที่เกิดขึ้นหลังไม่ได้สิ่งที่อยากมากกว่า
ความคิดที่ว่าเมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้วจะทำให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นความหวังต่อเนื่องจากเมื่อได้สิ่งที่อยากได้ พอไม่ได้ก็เกิดอาการสิ้นหวัง เสียดาย กังวลว่าจะส่งผลไปต่างๆ นานา
ด้วยเหตุนี้เอง การปลอบโยนที่ดีที่สุดคือทำให้เกิดความคิดว่า แม้ไม่ได้สิ่งที่อยากมา แต่ความหวังต่อเนื่องที่วาดไว้ใช่ว่าจะเสียหายไปเสียทีเดียว ยังมีโอกาส หรือยังมีช่องทางอื่นที่จะได้มา
คำปลอบโยนที่ประสบความสำเร็จคือการทำให้ความหวังกลับมาอยู่ในความรู้สึกนึกคิดได้ใหม่
จึงมีคำพูดทำนอง “ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง” หรือ “ความหวังเป็นพลังของชีวิต” ให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ
ทว่าหากมองในทางกลับกัน “ความหวัง” เป็นตัวทำลายพลังชีวิตก็ได้ “ชีวิตที่อยู่อย่างไม่มีหวังย่อมชวนให้หมองเศร้า ทดท้อ”
ในโลกปกติ การปลอบโยน หรือกระตุ้นให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีความหวังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์เราใช้ดูแลกัน ใครที่ให้ความหวังกับคนอื่นได้มากจะเป็นผู้ที่ได้รับความรักใคร่อยากสัมพันธ์สัมผัส
ในด้านกลับกับใครที่ไม่อยู่ในฐานะที่เป็นความหวังของใครได้ ย่อมไม่ได้รับความสนใจอยากใกล้ชิด
ความสัมพันธ์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น คือ “สามารถให้ความหวังได้”
และในทางกลับกัน คนคนหนึ่งจะรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองได้ เมื่อเป็น “ความหวัง” อย่างใดอย่างหนึ่งให้ใครต่อใครได้
ความหวังในกันและกันจึงเป็นตัวการสำคัญที่กำหนดความสัมพันธ์ของคน
คนที่ให้ความหวังไว้แล้วไม่ทำตามที่หวัง หรือให้ความหวังเพื่อหวังประโยชน์บางอย่าง เมื่อได้แล้วเลิกที่จะให้ความหวัง จะถูกมองว่าเป็นพวกหลอกลวง
มิจฉาชีพที่หลอกลวงเอาผลประโยชน์ด้วยการให้ความหวังยังทำมาหากินได้เสมอ ตราบใดที่คนยังต้องการความหวัง
ทั้งที่แท้จริงแล้ว ชีวิตที่ไม่ได้อยู่ด้วยความหวังต่างหากที่ปลอดภัยจากความเดือดเนื้อร้อนใจกว่า
ไม่หวังอะไรจากใคร ย่อมไม่เดือดร้อนกับความรู้สึกว่าไม่จริงใจของใคร
คนที่อยู่กับชีวิตที่ไม่ต้องหวังอะไรได้ คือคนที่มีความสงบในจิตใจมากกว่า
เพียงแต่จะอยู่อย่างไม่มีหวังให้มีพลังได้ ต้องเข้าเรียนรู้และฝึกฝนให้จิตใจอยู่ในภาวะที่รับรู้ว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นจากเหตุอันหลากหลายกว่าแค่อยาก แค่หวัง หรือกระทั่งแค่พยายามให้เป็น
เมื่อเห็นเช่นนี้ได้ แม้จะมีความหวังอยู่ที่ชีวิตก็ไม่เดือดร้อนจากความไม่สมหวัง
ไม่หมดพลังไปกับความไม่สมอยาก
ชีวิตดำเนินไปโดยไม่ต้องอาศัยการปลอบประโลมของใคร

