หน้าแรก ประชาชื่น ร้างผู้คนบนไท...

ร้างผู้คนบนไทม์ไลน์ 1 ปี รื้อ-ย้าย ชุมชน ‘ป้อมมหากาฬ’

27.04.19 | 18:11 น.

25 เมษายน พุทธศักราช 2561 คือ วันสุดท้ายที่เมืองหลวงของประเทศไทย นาม “กรุงเทพมหานคร” ยังมีชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้ายอยู่ในแผนที่ ก่อน “ชุมชนป้อมมหากาฬ” จะถูกลบทิ้ง กลบฝัง ท่ามกลางซากปรักหักพังของเรือนไม้โบราณที่ล้มครืนลงหลังแล้วหลังเล่าในวันรุ่งขึ้นจนยากจะย้อนจินตนาการถึงภาพชีวิตที่เคยอยู่อาศัยเป็นเวลาหลายศตวรรษ ปิดตำนานการต่อสู้เรียกร้องสิทธิการอยู่อาศัยในพื้นที่เดิมร่วมกับโบราณสถานสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์อย่างตัวป้อมและกำแพงพระนครที่ยืดเยื้อยาวนาน 25 ปีลงในที่สุด

27 เมษายน หรือวันนี้เมื่อ 1 ปีที่แล้ว พื้นที่สำคัญในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของชุมชนป้อมมหากาฬและกรุงเทพฯ อย่าง “ตรอกพระยาเพชรปาณี” ถูกไถเกลี่ยด้วยรถตักดินพร้อมๆ กับการรื้อถอนเรือนปั้นหยาสำคัญหลายหลัง

การเข้าดูแลพื้นที่โดยภาครัฐภายใต้ชุดความคิดในการ “พัฒนา” เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว มุ่งหวังให้เป็น “สวนสาธารณะ” แห่งใหม่ของคนไทยบนพื้นที่ราว 4 ไร่ ตามแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์เกือบ 50 ปีก่อน

ทว่า จากวันนี้จนถึงวันนี้ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพเช่นไร เปลี่ยนแปลงไปในวิถีทางอย่างที่เคยถูกประกาศไว้จริงหรือไม่ และสังคมไทยได้อะไรการรื้อชุมชนเพื่อสร้างสวนสาธารณะแห่งนี้?

ธวัชชัย วรมหาคุณ อดีตประธานชุมชนก้มกราบขอบคุณกำลังใจ แม้พ่ายแพ้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2561 ก่อนถึงวันปิดฉากชุมชน เมื่อวันที่ 25 เมษายน ปีเดียวกัน


ภูมิทัศน์ใหม่ กับความแคลงใจของสังคม?

Advertisement

เป็นข้อเท็จจริงที่ยากปฏิเสธ ว่าหลังการปรับภูมิทัศน์พื้นที่ว่างเปล่าหลังกำแพงป้อมมหากาฬ โดยกรุงเทพมหานคร สวนสาธารณะแห่งนี้ก็ถูกตั้งคำถามตลอดมา ปรากฏในโลกออนไลน์โดยเฉพาะเพจที่ติดตามประเด็น “พื้นที่สาธารณะ” และการพัฒนาเมือง ซึ่งสะท้อนความห่างไกลของการเป็นสวนสาธารณะที่ “ตอบโจทย์” ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ที่ไม่เพียงพอ ห้องน้ำที่ไม่ค่อยจะถูกสุขลักษณะ ใช้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ยังไม่นับประเด็นความปลอดภัยที่นักวิชาการเคยท้วงติงหลายครั้ง ว่าพื้นที่ว่างหลังกำแพงป้อมมหากาฬ ไม่เหมาะสมต่อการเป็นสวนสาธารณะเนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด ฝั่งหนึ่งคือกำแพงสูง มีรั้วรอบขอบชิด อีกฝั่งหนึ่งก็ติดคลองโอ่งอ่าง

10 สิงหาคม 2561 เฟซบุ๊ก Friends of the River หรือ “เพื่อนแม่น้ำ” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ ถอดบทเรียนป้อมมหากาฬ โดยมีข้อความว่า

“หลายคนอาจตื่นเต้นกับการมีสวนสาธารณะแห่งใหม่ริมป้อมมหากาฬ แต่หารู้ไม่ว่าที่นี่แลกมากับการรื้อชุมชนประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัฐมักใช้คำกล่าวอ้างของการมีสวนสาธารณะเพื่อลบประวัติศาสตร์ชาวบ้านและวิถีชุมชน และเลือกที่จะอนุรักษ์ไว้เพียงสิ่งปลูกสร้าง

วิธีการพัฒนาแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้วในสังคมยุคนี้ เราสามารถมีทางเลือกที่สามที่ชุมชนและวิถีชีวิตอันมีคุณค่าสามารถอยู่ร่วมกับพื้นที่สาธารณะได้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้คน

บทเรียนราคาประวัติศาสตร์ที่ไม่อยากให้เกิดกับแม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองของเราอีกต่อไป เพราะหาไม่แล้วเราจะไม่เหลืออะไรที่บ่งบอกความเป็นเราอีกเลย”

สวนสาธารณะป้อมมหากาฬในปัจจุบัน

ภายในคลิป ปรากฏถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของ ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิก ผู้ก่อตั้งกลุ่มเพื่อนแม่น้ำ ขณะเยี่ยมชมสวนสาธารณะบริเวณป้อมมหากาฬ โดยกล่าวว่า หากเรามาป้อมมหากาฬตอนนี้ เราอาจไม่รู้เลยว่าในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นชุมชนชานพระนคร ซึ่งจริงๆ สวนสาธารณะในรูปแบบนี้ มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในยุคนี้อีก เพราะไม่เคารพบริบทว่ามันเคยเป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาก่อน นอกจากนั้นยังขาดกิจกรรมที่รองรับกับคนทุกเพศทุกวัยที่ให้ได้มาใช้สวน รวมถึงคุณภาพที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้งานที่ดี

“รัฐมักใช้สวนสาธารณะ หรือการสร้างสวนเป็นคำกล่าวอ้างในการรื้อ หรือลบร่องรอยของประวัติศาสตร์ ซึ่งแท้จริงแล้ววิถีชีวิตชุมชนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่กำแพงเมืองเพียงอย่างเดียว

“จริงๆ รัฐเองควรเปิดโอกาสให้สังคมได้รู้ถึงทางเลือกที่ 3 ที่ทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับสวนสาธารณะได้ มีพิพิธภัณฑ์ชุมชน อาคารบ้านเรือนที่เคยมีมา ชุมชนอยู่กันในวิถีเดิม ขณะที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้ ขณะเดียวกันก็เป็นสวนสาธารณะได้ด้วย มันอาจจะดีกว่าที่เราจะเรียนรู้ ดีกว่าให้เรามาเดินในสวนสาธารณะร้างๆ ในกำแพงประวัติศาสตร์ แต่มันไม่ได้สัมพันธ์หรือมีความทรงจำอะไรกับพวกเราเลย”

 

ใต้ต้นไม้ใหญ่ มองเห็นวัดราชนัดดาราม
ทางเข้าห้องน้ำชาย

เมื่อมาพิจารณาถึงความสำเร็จในปริมาณของผู้เข้าใช้สวนสาธารณะในการประกอบกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย เรียนรู้ประวัติศาสตร์ หรืออื่นๆ แม้ไม่มีตัวเลขชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้าข่าย “บางตา” จนอาจเรียกได้ว่า “ร้างผู้คน” โดยคนไทยส่วนใหญ่ใช้เป็นทางเดินผ่านระหว่างฝั่งคลองหลอดวัดเทพธิดารามและตัวป้อมมหากาฬ หัวมุมถนนมหาไชย บางส่วนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แวะเข้าเดินชมบรรยากาศและอ่านป้ายข้อมูลเพียงไม่นานก็ผ่านไปยังจุดอื่น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเย็น ก็พอมีคนสวมชุดออกกำลังกายมาเอ็กเซอร์ไซส์เรียกเหงื่ออยู่บ้าง โดยเป็นคนวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในย่านใกล้เคียง รวมถึงหนุ่มๆ สาวที่เข้ามาถ่ายรูปลงโซเชียลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งชวนให้ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการพัฒนาพื้นที่ด้วยการรื้อถอนบ้านเรือนซึ่งนักประวัติศาสตร์ โบราณคดี อีกทั้งสถาปนิกจำนวนมากยืนยันว่ามีคุณค่าในเชิงวิชาการ และมี “มูลค่า” ในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

 

มุมมองจากสวน เห็นภูเขาทอง ซึ่งเดิมนักท่องเที่ยวต่างชาติมักเดินเข้าเยี่ยมชุมชนก่อน
ไฟสนามชำรุด ยังไม่มีการซ่อมแซม


ป้ายประวัติศาสตร์บนอากาศที่ว่างเปล่า

อีกหนึ่งประเด็นที่หลายฝ่ายห่วงใยเสมอมา ก็คือการสูญสลายหายสิ้นของประวัติศาสตร์ชุมชนแห่งนี้บนพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ในฐานะชุมชนชานพระนครแห่งสุดท้าย หลอมรวมผู้คนจากต่างถิ่นที่อยู่ในแต่ละห้วงเวลา มีพลวัตร ความเคลื่อนไหวโยกย้ายเข้าออก อันเป็นธรรมชาติของคำว่าชุมชน

อย่างไรก็ตาม หลังการรื้อชุมชน ได้มีการนำแผ่นป้ายข้อมูลปกลงจุดต่างๆ ในชุมชนเดิม ระบุชื่อสถานที่อันเคยมีอยู่ในอดีต อาทิ ตรอกนกเขา, ตรอกถ่าน และตรอกพระยาเพชรปาณี โรงลิเกแห่งแรกในกรุงเทพ สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีภาพเบื้องหน้าคืออากาศที่ว่างเปล่า

“มันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ นี่คือสิ่งที่ผมกลัวว่ามันจะเกิดขึ้น”

คือ ความเห็นของ ศาสตราจารย์ไมเคิล เฮิร์ซเฟล นักมานุษยวิทยา รั้ว “ฮาร์วาร์ด” สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งที่โลกใบนี้เคยมี หลังเดินทางไปยังชุมชนป้อมมหากาฬที่บัดนี้กลายเป็นสวนสาธารณะ เมื่อ 3 เดือนก่อน โดยยืนมองความเวิ้งว้างหลังกำแพงสูงที่ถูกปูหญ้าเขียวขจี

“ตอนที่ผมไปดู ไม่มีใครมาเยี่ยมเลย หลายคนก็บอกว่าไม่มีคนสนใจหรอก สวนนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความน่าสนใจ จุดใหญ่ที่สุดคือห้องน้ำ (หัวเราะ) แม้ว่าเมืองใหญ่มีความต้องการที่จะมีสวนสาธารณะ แต่มีอีกหลายอย่างมากๆ ที่จะสามารถทำอะไรให้มีประโยชน์กับคนกรุงเทพฯได้มากกว่านี้ ผมแน่ใจว่าคนทำงานในสวนสาธารณะตอนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ กทม. ซึ่งไม่ได้สนใจว่าที่นี่เคยมีชุมชนเก่าแก่

ป้ายเหล่านั้นก็มีจุดเดียวที่กล่าวถึงชุมชน แต่ไม่เคยพูดว่าเคยมีคนอยู่อาศัยที่นี่ เขานำเสนอประวัติศาสตร์ทางการของรัฐ ของเมือง ผมบอกตลอดว่าสิ่งที่นักท่องเที่ยวสนใจที่นี่คือวิถีชีวิตเก่าแก่และประเพณีของคนไทย ชาวบ้านป้อมมหากาฬรักษาวิถีชีวิตเก่าแก่ของเขาสำเร็จ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ กทม.กลัวที่สุด ไม่ใช่การที่ชาวบ้านละเมิดกฎหมาย”

ป้ายบ่งบอกชื่อตรอกพระยาเพชรปาณี จุดกำเนิดวิกลิเกแห่งแรกของกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 สองฟากทางเดินในตรอกเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชาวบ้านในชุมชนป้อมมหากาฬซึ่งบัดนี้กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า

ในฐานะผู้ลงพื้นที่ศึกษาชุมชนป้อมมหากาฬมานานอย่างน้อย 13 ปี ศาสตราจารย์ไมเคิลเอ่ยคำว่า “เศร้าใจมาก” ทั้งยังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

“กทม.ทำลายชีวิตของชุมชน ทำลายสิ่งที่สำคัญ ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นทรัพยากรของประเทศไทย นักท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณนั้นเขาไปภูเขาทอง ไปเยี่ยมวัดหลายๆ แห่ง แต่คนที่บังเอิญเข้าไปในชุมชนต่างก็ประทับใจชาวบ้านมาก เพราะได้เห็นตัวอย่างวิถีชีวิตเก่าแก่ในเมืองใหญ่”

รถยนต์ขันบนทางเดินหรือลู่วิ่งได้ ชวนให้ตั้งคำถามถึงความปลอดภัย

อาคารพระยาญาณประกาศและนิทรรศการที่คนไทยไม่เคยได้ชม

ท่ามกลางเสียงพร่ำบ่นด้วยว่า “เสียดาย” ในประวัติศาสตร์ที่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติควรได้เรียนรู้

8 กรกฎาคม 2561 จักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวกับสื่อมวลชนในประเด็นนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่จะจัดขึ้นในอาคารพระยาญาณประกาศ ท่าเรือเก่าริมคลองโอ่งอ่าง ในขอบเขตกำแพงป้อมมหากาฬว่า ได้มอบหมายให้สำนักผังเมือง ศึกษาข้อมูล เพื่อจัดทำนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ป้อมมหากาฬ อาทิ เรื่องราวของป้อมปราการพระนครทั้ง 14 ป้อม ที่ปัจจุบันเหลือเพียงป้อมมหากาฬและป้อมพระสุเมรุเท่านั้นความสำคัญเกาะรัตนโกสินทร์ และข้อมูลท่องเที่ยวสถานที่สำคัญโดยรอบ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมา

ผ่านมาจนถึงวันนี้ นอกจากนิทรรศการดังกล่าวยังไม่ปรากฏแก่สาธารณะ แต่อาคารเก่าแก่ก็ยังถูกทิ้งร้าง ไม่มีการทำความสะอาดทั้งตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบซึ่งเต็มไปด้วยขยะ หากย้อนกลับไปในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2561 ก็เกิดกระแสตั้งคำถามถึงการบูรณะอาคารดังกล่าวซึ่ง ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ระบุว่า กทม.กลายเป็นผู้เข้าไปทำลายโบราณสถานเสียเอง โดยไม่ได้แจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงให้ทราบคือกรมศิลปากร ต่อมา กทม. ได้ออกมาโต้ว่า อาคารพระยาญาณประกาศ ไม่ใช่โบราณสถาน แม้จะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 โดยหยิบยกประเด็นที่ว่า “ไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียน”

 

อาคารพระยาญาณประกาศ ท่าเรือสมัยรัชกาลที่ 6 อยู่ในสภาพปิดตาย ขาดการดูแล ทำความสะอาด และยังไม่มีนิทรรศการประวัติศาสตร์ตามที่ภาครัฐเคยประกาศต่อสาธารณะ
พื้นที่ระหว่างคลองโอ่งอ่าง และอาคารท่าเรือ เป็นมุมที่เต็มไปด้วยขยะ


รื้อแล้วไปไหน? ชีวิตหลังโยกย้ายและชุมชนใหม่หลังแพแตก

หันมาดูชาวบ้านในชุมชนซึ่งทยอยโยกย้ายออกจากพื้นที่หลังกำแพงป้อมมหากาฬอย่างต่อเนื่องระลอกแล้ว ระลอกเล่า ทั้งเต็มใจ และจำใจ จนกระทั่งกลุ่มสุดท้ายในช่วงปลายเดือนเมษายน 2561

ชาวบ้านเหล่านี้มีที่ไปหลากหลาย บางส่วนย้ายไปอยู่ “บ้านอิ่มใจ” ของกรุงเทพมหานคร บางส่วนอาศัยที่ชุมชนกัลยาณมิตร ย่านบางซื่อ บางส่วนออกไปหาบ้านเช่าอยู่เอง นอกนั้นกลับภูมิลำเนา โดย กทม.ให้ความช่วยเหลือในการขนย้ายข้าวของ และมอบเงินเยียวยา ซึ่งในปลายเดือนกรกฎาคม 2561 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่าได้มีการติดตามความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดย กอ.รมน. กทม.ยังร่วมติดตามด้วย พบว่าชาวบ้าน “มีความพึงพอใจทั้งหมด”

ตุลาคม 2561 ครบรอบ 6 เดือนของการย้ายออกจากชุมชน ลือศักดื์ มีแย้ม วัย 53 ปี ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมาเกือบทั้งชีวิต บอกว่า ย้ายไปอยู่บ้านเช่ากับพี่สาวย่านหนองแขม ในราคาเดือนละ 4,000 บาท ยอมรับว่าต้องให้พี่สาวเป็นคนจ่ายค่าเช่า เพราะรายได้ลดลงมากหลังย้ายออกไป อาชีพก็ยังรับจ้างทั่วไป

“รายได้ลดลงมาก เพราะไม่รู้จักใคร อยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่เหมือนที่นี่ ที่เป็นพี่น้อง แต่แพแตกไปแล้ว ทุกคนกระสานซ่านเซ็น พูดไม่ออก ความรู้สึกหดหู่มาก มองสวนแล้วเหมือนไม่ใช่บ้านเราอีกต่อไป หลานก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า”

ล่าสุด ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งรวมเงินกันซื้อที่ดินย่านพุทธมณฑลสาย 2 เพื่อสร้างบ้านและชุมชนป้อมมหากาฬขึ้นใหม่อีกครั้ง ด้วยการปลูกสร้างเรือนไม้จากไม้เก่าส่วนหนึ่งที่รื้อถอนจากเรือนเดิมในชุมชน เบื้องต้นมีชาวบ้านร่วมโครงการ 8 ครอบครัว บนที่ดินขนาด 106 ตารางวา ทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเมื่อ 17 มีนาคม 2562 นำโดย ธวัชชัย วรมหาคุณ อดีตประธานชุมชน ซึ่งเอ่ยว่า “แม้ไม่ใช่พื้นที่เดิม แต่จิตวิญญาณยังคงอยู่”

การรื้อถอนบ้านเรือนในชุมชนป้อมมหากาฬในช่วงปลายเดือนเมษายน 2561 ปิดฉากการต่อสู้ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ


นอกจากนี้ การเชิญชวนให้ผู้คนร่วมแบ่งปันประสบการณ์เพื่อเป็น “ฐานข้อมูลชุมชนป้อมมหากาฬ” ผ่านเฟซบุ๊กของชุมชนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงแรกของการรื้อย้ายก็ยังดำเนินต่อไป

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในช่วง 1 ปีหลังแผ่นไม้แผ่นสุดท้ายถูกขนย้ายออกนอกกำแพงป้อมมหากาฬพร้อมชีวิตและลมหายใจของชาวบ้าน สวนปูหญ้าเขียวขจีที่ถูกเนรมิตขึ้นหลังจากนั้น คือแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ คือพื้นที่สาธารณะที่คุ้มค่าหรือไม่ สังคมไทยรับรู้และตัดสินได้ด้วยตัวเอง

บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนที่ดินย่านพุทธมณฑลสาย 2 เตรียมสร้างบ้านจากไม้เก่าที่ขนย้ายจากบ้านเดิม