ระะบบอุปถัมภ์เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ซึ่งเรียกทั่วไปว่าอำนาจนิยม นับเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม “คนไม่เท่ากัน” แสดงออกด้วยระเบียบทางสังคมที่สะท้อนชนชั้นลดหลั่น ได้แก่ ที่สูง ที่ต่ำ ผู้ใหญ่ ผู้น้อย, รุ่นพี่ รุ่นน้อง ฯลฯ
เข้ากันได้ดีมากๆ กับระบบโซตัส แต่ไปด้วยกันไม่ได้กับความเป็นสมัยใหม่ในความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกไม่เหมือนเดิม
รัฐบาลชุดหนึ่งสมัยก่อน พ.ศ. 2500 ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงพยายามปรับเปลี่ยนคำสรรพนามเรียกบุรุษที่ 2 จากคำนับญาติเป็นอย่างอื่นที่เข้าสู่สากล แต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกยึดอำนาจ
เครือญาติ
รากเหง้าเก่าแก่ของระบบอุปถัมภ์ มาจากลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว มีชื่อเรียกแบบนับญาติ ทั้งต่อผู้เป็นญาติและไม่เป็นญาติ ว่า ปู่, ย่า, ตา, ยาย, ลุง, ป้า, น้า, อา, พี่, น้อง
สังคมไทยสมัยก่อนโดยทั่วไปแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมตามสมควรกับ “ผู้ไม่เป็นญาติ” ที่เพิ่งพบหน้ารู้จักกัน ด้วยการนับญาติ เรียกผู้อาวุโสกว่าพ่อแม่ของเราว่า ลุง-ป้า, ผู้อาวุโสน้อยกว่าพ่อแม่ของเราว่า น้า-อา
ส่วนมากจะนับญาติข้างแม่เป็นหลักเรียก น้า ด้วยเหตุที่ยกย่องหญิงเป็นใหญ่ ครั้นยกย่องชายเป็นใหญ่ จึงนับญาติข้างพ่อเป็นสำคัญว่า อา
บ้านพี่เมืองน้องของรัฐจารีต
รัฐจารีตสมัยเริ่มแรก มีโครงสร้างทางการเมืองการปกครองระบบเครือญาติ หรือ “บ้านพี่เมืองน้อง โดยผู้หญิงทหน้าที่เชื่อมโยงอำนาจผ่านการแต่งงาน
เหตุจากอุษาคเนย์มีคนน้อย แต่พื้นที่มาก บ้านเมืองต่างๆ ล้วนต้องการคนเพื่อเป็นกำลังการผลิตและการสงคราม (ป้องกันตนเองกับรุกรานคนอื่น) จึงสร้างเครือข่ายเครือญาติด้วยการแต่งงานกับลูกหลานบ้านเมืองอื่นทั้งใกล้และไกล เช่น พระราชาเมืองหนึ่งยกลูกสาวของตนไปเป็นชายาหรือสนมของพระราชาอีกเมืองหนึ่ง (ฝ่ายพระราชาอีกเมืองหนึ่งก็ทำอย่างเดียวกัน) ทั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงเป็นเครือญาติกัน เมื่อมีเหตุเภทภัยจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แล้วไม่เบียดเบียนกัน (หลักฐานเรื่องนี้มีในจารึกวัดศรีชุม กรุงสุโขทัย กับพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา)
อย่างนี้พระราชาเมืองน้อยต่างยกลูกสาวให้พระราชาเมืองใหญ่ หวังได้พึ่งพาอำนาจคุ้มครองมิให้ถูกคุกคามจากเมืองอื่น ซึ่งเป็นต้นตอของความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อกับลูกน้อง หรือลูกพี่กับลูกน้อง (ต่างจากเครือญาติที่เรียก “ลูกพี่ลูกน้อง”)
เพื่ออนาคตสดใส ไม่นับญาติ
โลกไม่เหมือนเดิม ส่วนไทยไม่เหมือนสมัยก่อน
การเรียกคนอื่นแบบไม่นับญาติ (ไม่เกี่ยวกับการเรียกพ่อแม่พี่น้องท้องเดียวกัน) เป็นเรื่องปกติ เคยมีแล้วสมัยโบราณกาล ได้แก่ นาง, นาย, อ้าย, อี, ท่าน, คุณ, ออ, ออเจ้า ฯลฯ ถ้าจะเรียกอย่างไม่นับญาติอีกก็ไม่น่าผิดประเพณีวัฒนธรรม
ปัญหามีขึ้นเพราะส่วนมากเลื่อมใสอำนาจนิยม แล้วได้ประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์เลยมีอคติต่อผู้ต้องการให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีอนาคตสดใสและเสมอภาค

