นานาสาระว่าด้วย”พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

3.05.19 | 12:05 น.
1. “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” ภาพเขียนโดย อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ ภาพนี้อยู่ที่อาคารรัฐสภา

สำหรับคนไทยเดือนพฤษภาคม 2562 จะไม่เหมือนเดือนพฤษภาคมอื่น ด้วยมี “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” อันเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญของชาติเกิดขึ้น ที่มีขั้นตอนการเตรียมงานมาอย่างต่อเนื่อง

เพื่อร่วมกับคนทั้งชาติในการถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ครั้งนี้

นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนพฤษภาคม 2562 จัดทำเป็นวาระพิเศษอีกครั้ง ครั้งนี้บทความทั้งเล่มนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ในมิติต่างๆ จำนวน 19 เรื่อง ด้วยเนื้อหาข้อมูลที่ลุ่มลึก จากการทำงานหนักของนักเขียน นักวิชาการนับสิบคน จึงขอยกตัวอย่าง 2-3 บทความมาแจ้งท่านผู้อ่านให้ได้ทราบ และโปรดอุดหนุน ดังนี้

“ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ.2328” โดย บ. บุหงามาศ เขียนถึงความรับรู้โดยทั่วไปเกี่ยวกับสถานที่ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ.2328 เป็นไปตามพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงกล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ความว่า

“…แต่การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำในรัชกาลที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญอย่าง 1 ที่ย้ายสถานที่มาทำพิธีที่ราชมนเทียรหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 แทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทที่ไฟไหม้นั้น เป็นที่ประดิษฐานพระบรมศพอยู่…”

Advertisement

แต่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับ “สถานที่ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ในครั้งนั้นแตกต่างไป เนื่องจากได้พบหลักฐานคือ “ต้นฉบับสมุดไทยอันเป็นที่มาของพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)” มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับถึงสถานที่ตั้งการพระราชพิธี “แตกต่าง” กับเนื้อความใน “พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 1 ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์คำอธิบาย” ซึ่งนับเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการอ้างอิงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ต้นฉบับสมุดไทยอันเป็นที่มาของพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ระบุว่า สถานที่ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ.2328 คือ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ไม่ใช่ พระที่นั่งอมรินทราภิเษก อย่างที่เข้าใจกันมาแต่เดิม

ภาพประกอบข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์กรุงปารีส เมื่อเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์เสวยราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๕ โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ (เอกสารต้นฉบับของสะสม คุณไกรฤกษ์ นานา)

“งานบรมราชาภิเษก บูรพมหากษัตริย์ไทย ประวัติศาสตร์ที่เคยขึ้นหน้า 1” โดย ไกรฤกษ์ นานา ที่เล่าให้เห็นว่า ความสนใจของต่างชาติเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยว่า

การสืบทอดราชวงศ์ของราชสำนักสยามตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 (ครองราชย์ พ.ศ.2394-2411) เป็นที่สนใจของชาวตะวันตกเรื่อยมา เพราะจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของพระเจ้าแผ่นดินในช่วงเปิดประเทศซึ่งผูกพันอยู่กับชาติตะวันตกโดยตรง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ตรัสเล่าว่าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ยังทรงฉงน และมีรับสั่งถามพระองค์ถึงสถานะของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เพราะไม่เข้าพระราชหฤทัยว่าสำคัญอย่างไรกับพระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรก (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้นเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วทวีปยุโรป และขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์หลายฉบับ สื่อมวลชนในโลกตะวันตก ทั้งยุโรปและอเมริกา เผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินไทยพระองค์ใหม่ และต่างพากันคาดการณ์กันว่ายุคใหม่ของสยามประเทศจะเป็นอย่างไร เนื่องจากในหลวงทรงเป็นคนหนุ่มหัวก้าวหน้าทำให้มีแนวโน้มว่าสยามกำลังดำเนินไปสู่ยุคแห่งความศิวิไลซ์

โดยขั้นตอนเกี่ยวกับพระพิธีบรมราชาภิเษกที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักคุ้นตาที่สุด ซึ่งสื่อต่างประเทศเผยขึ้นหน้า 1 อยู่บ่อยครั้ง ก็คือ การเสด็จเลียบพระนครอันเป็นกิจกรรมกลางแจ้งที่มิได้ปิดบัง ทำให้ประชาชนรวมทั้งชาวต่างประเทศในพระนครสามารถบันทึกภาพและจดจำได้ดี

ภาพถ่ายทางอากาศพระบรมมหาราชวัง (ภาพจากหนังสือสถาปัตยกรรมพระบรมมหาราชวัง สำนักราชเลขาธิการ พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2513)


“พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : ศึกษาจากหลักฐานด้านวรรณคดี” โดย ศ.ดร.นิยะดา เหล่าสุนทร ราชบัณฑิต อธิบายว่า

พิธีราชาภิเษก ตามที่ปรากฏในวรรณคดีมีไม่มากนัก อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่จุดหมายสำคัญของวรรณคดี แต่การอภิเษกสมรสจะมีการพรรณนาถึงมากกว่า เพราะเป็นการบรรลุเป้าหมายหรือสัมฤทธิผลที่กวีมุ่งหมายไว้ที่ดำเนินเรื่องมาแต่ต้นจนสำเร็จลง วรรณคดีไทยมีน้อยเรื่องที่พรรณนาถึงการได้ราชสมบัติหรือพิธีราชาภิเษก เท่าที่สำรวจมีดังนี้

กาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ-ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง, สังข์ศิลป์ชัยกลอนสวด-ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง, รามเกียรติ์ บทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสิงหไกรภพ นิทานคำกลอนของสุนทรภู่

โดยในกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ เป็นวรรณคดีโบราณ ที่ไม่สามารถระบุปีที่แต่งได้ชัดเจนเพราะหลักฐานไม่ปรากฏ แต่ภาษาที่ใช้เป็นภาษาโบราณ และขนบที่ใช้แต่งที่เป็นกาพย์ขับไม้ดำเนินเรื่องแทบจะไม่พบในสมัยหลังเลย มีเนื้อเรื่องสั้นๆ แบ่งเป็นตอนได้ 8 ตอน ดังนี้

ตอนขึ้นเรือนหลวง ตอนสิบสองกำนัน ตอนสมโภช ตอนสมพาส ตอนเด็ดคลุก ตอนถามยา ตอนม้าชั่วน้อย และตอนสุดท้ายไม่ปรากฏชื่อ ตอนที่เกี่ยวข้องกับพิธีราชาภิเษกคือตอนแรกของเรื่อง ได้แก่ ตอนขึ้นเรือนหลวง และตอนสิบสองกำนัน เนื้อเรื่องของตอนแรกคือตอนขึ้นเรือนหลวง

สรุปจากบทประพันธ์ข้างต้นก็ได้แต่ความว่าพระรถทำพิธีราชาภิเษกโดยขึ้นไปประทับบนเกยที่ประดับไว้อย่างงดงาม มีข้าเฝ้าแวดล้อม จากนั้นนางเมรีก็มาเฝ้าเพื่อทำพิธีเสกสมรสต่อไป ท่ามกลางความชื่นชมของทุกฝ่าย

“พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด้จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จกลับจากราชการทัพเมืองเขมร ทรงรับชเญจากข้าราชการและราษฎรขึ้นทรงราชย์” ภาพเขียนสีปูนเปียกบนเพดานโดมด้านทิศเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม


นอกจากนี้ยังมีบทความอื่น เช่น “ปัญจราชาภิเษก : วรรณกรรมตำราแบบแผนพิธีราชาภิเษกของสยาม เมื่อแรกสถาปนาพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์-อภิลักษณ์ เกษมผลกูล และ กมล การกิจเจริญ, พระที่นั่งองค์สำคัญที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชพิธีบรมราชาภิเษก-รศ. ยุวดี ศิริ, มะเดื่อ ไม้ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีไทยโบราณ-พานิชย์ ยศปัญญา, เจ้านายฝ่ายในของจีน-ถาวร สิกขโกศล ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนเมษายนนี้ ที่อยากเชิญชวนท่านผู้อ่านมาดูความงาม และสาระของพระราชพิธี ตลอดจนร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก