ชาวบ้านร่วมกันรำถวายเจ้าพ่อเจ้าแม่ บริเวณลานหน้าศาลประจำหมู่บ้านมอญที่บ้านเว่ขะราว ริมคลองลัดหลวง ต. บางพึ่ง อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2562
รำถวายเจ้าพ่อเจ้าแม่ในศาลประจำหมู่บ้านมอญที่บ้านเว่ขะราว ริมคลองลัดหลวง ต. บางพึ่ง อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2562
เป็นงานประจำปีมีหลังสงกรานต์ ผมเคยร่วมงานเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว (พ.ศ. 2538) คราวนี้ย้อนไปอีกครั้ง แต่หลงทางและรถติดมาก กว่าจะถึงก็ใกล้งานเลิก
แท้จริงแล้วรำถวายเจ้าพ่อเจ้าแม่เป็นพิธีกรรม “เลี้ยงผี” สืบเนื่องมาแต่ยุคดั้งเดิมสมัยดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ของชุมชนอุษาคเนย์ทุกเผ่าพันธุ์เหมือนกันหมด และที่สำคัญคือ ไม่เกี่ยวกับสงกรานต์ เพราะสมัยดั้งเดิมยังไม่ติดต่ออินเดีย
การละเล่นทอดแหตามประเพณีเลี้ยงผีที่สิงในเครื่องมือทำมาหากิน โดยมีปี่พาทย์มอญพร้อมไม้ตะขาบทำเพลงประกอบตลอดพิธีรำถวายเจ้าพ่อเจ้าแม่บ้านเว่ขะราว อ. พระประแดง จ. สมุทรปราการ
ไม้ตะขาบในวงปี่พาทย์มอญ หมายถึงกระบอกไม้ไผ่ผ่าซีก แต่ไม่ให้แยกจากกัน แล้ววางตั้งขึ้นใช้มือสองข้างจับซีกไผ่แล้วปล่อยให้ดีดกระทบกันเสียงดังโป๊กๆ ประกอบจังหวะการละเล่นในพิธีกรรมกลางแจ้ง เช่น หนังใหญ่ (ในสมุทรโฆษคำฉันท์ แต่งราว พ.ศ. 2000 เรียก “จรขาบ” คือ ตะขาบ) น่าเชื่อว่าเป็นประเภทเดียวกับโกร่ง คือกระบอกไผ่แห้งวางราบแล้วใช้ไม้ตีกระบอกพร้อมกันหลายคนให้จังหวะเล่นหนังใหญ่ หรือโขนกลางแปลง
สงกรานต์เป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของอินเดีย มีเมื่อราศีมีนย้ายเข้าสู่ราศีเมษตอนเดือนเมษายน ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนศักราชใหม่ (ไม่ใช่เปลี่ยนปีนักษัตร เพราะอินเดียไม่มีปีนักษัตร)
สงกรานต์เป็นพิธีพราหมณ์ในราชสำนัก ราวหลัง พ.ศ. 1000 ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา ดังนั้นประชาชนพลเมืองสมัยนั้นไม่รู้จักสงกรานต์
ครั้นถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรื่องราวของสงกรานต์ค่อยๆ แพร่หลายลงสู่ชาวเมืองราวสมัย ร.3 อีกนานกว่าจะถึงชาวบ้านราวสมัย ร.5
ชาวบ้านมีเลี้ยงผีหน้าแล้งอยู่แล้ว เมื่อรู้จักสงกรานต์จากทางการซึ่งถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ จึงพากันผนวกเลี้ยงผีหน้าแล้งเข้ากับสงกรานต์นับแต่นั้นมา เพื่อยกระดับประเพณีเลี้ยงผีพื้นเมืองให้ขลังขึ้น
เลี้ยงผีบรรพชน
เลี้ยงผีหน้าแล้งของทุกเผ่าพันธุ์ในอุษาคเนย์เป็นพิธีกรรมทางศาสนาผี มีผู้หญิงเป็นเจ้าพิธีและเป็นคนทรง เพราะผีบรรพชนลงทรงผู้หญิง (ไม่ลงทรงผู้ชาย)
ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์โดยเฉลี่ยราวเดือน 1, 2, 3 ทางจันทรคติ หรือเดือนอ้าย, เดือนยี่, เดือนสาม ตรงกับสุริยคติตามปฏิทินสากล คือ ธันวาคม (ปลายปีเก่า), มกราคม (ขึ้นปีใหม่), กุมภาพันธ์
เดือนอ้าย หรือเดือน 1 ทางจันทรคติ (อยู่หลังลอยกระทง เดือน 12) ขึ้นฤดูกาลใหม่ (ปัจจุบันเรียกปีใหม่) เท่ากับปีใหม่แท้จริงของภูมิภาคสุวรรณภูมิ รวมทั้งไทย (ไม่ใช่ไปตู่เอาสงกรานต์ของอินเดีย)
เปลี่ยนปีนักษัตรตอนนี้ (ไม่ใช่เปลี่ยนตอนสงกรานต์ เพราะอินเดียไม่มีปีนักษัตร)
หน้าแล้ง
หลังเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์เป็นหน้าแล้ง โดยเฉลี่ยราวเดือน 4, 5, 6 ทางจันทรคติ ตรงกับปฏิทินสากล มีนาคม, เมษายน, พฤษภาคม
[พ้นจากนี้จะเข้าหน้าฝนเป็นเป็นฤดูทำนา หรือฤดูการผลิตใหม่ ตรงกับมิถุนายน, กรกฎาคม, สิงหาคม]
หน้าแล้งไม่มีน้ำทำนา เพราะทุกแห่งแล้งหมด แม่น้ำลำคลองแห้งขอด บางสายแห้งผาก (ปัจจุบันแม่น้ำหลายสายมีเขื่อน จึงไม่แห้ง)
ชาวบ้านซึ่งทำนาเป็นหลักต้องว่างงานนา พากันทำกิจกรรมอื่นไม่ต้องใช้น้ำฝน ที่สำคัญเป็นงานส่วนรวมของคนทั้งชุมชน ได้แก่ เลี้ยงผีบรรพชน คือ ผีมด (เขมร), ผีเม็ง (มอญ), ผีฟ้า (ไต-ไท) ฯลฯ รวมถึงผีบ้านผีเรือน และผีที่สิงสู่อยู่ประจำเครื่องมือทำมาหากิน (เป็นต้นทางประเพณีไหว้ครูดนตรีไทย และไหว้ครูทั้งมวล) เช่น ผีครก, ผีสาก, ผีนางด้ง, ผีสุ่ม, ผีแห เป็นต้น มีการละเล่นต่างๆ สนุกสนาน
งานส่วนตัวเฉพาะครัวเรือน ได้แก่ งานศพ ร่วมกันขุดกระดูกคนตายที่ฝังไว้ตั้งแต่ปีก่อนๆ จนเน่าเปื่อยเนื้อหนังหลุดหมดแล้ว เอามาชำระล้างสะอาดเพื่อใส่ภาชนะดินเผาหรืออื่นๆ แล้วทำพิธีใหม่ใส่เฮือนเฮ่วในป่าเฮ่ว เรียกพิธีศพครั้งที่ 2
หลังรับศาสนาและสงกรานต์จากอินเดีย งานเกี่ยวกับพิธีศพครั้งที่ 2 ถูกปรับเป็นชักบังสุกุล

