เปิดความจริง ‘เมืองศรีเทพ’ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ถกศูนย์กลางทวารวดี ? ย้อนอดีต หนีไฟป่า ฝ่าดงงูเห่า

4.05.19 | 19:24 น.
ขรรค์ชัย บุนปาน (นั่งพิงต้นไม้) กับเพื่อนนักศึกษาโบราณคดี ขณะขุดค้นบ้านพุเตย เพชรบูรณ์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (ซ้ายสุด) คณบดีคณะโบราณ ทรงเดินทางไปเยี่ยมก่อนพาไปเมืองศรีเทพ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้พบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี เมื่อราว พ.ศ.2510

เป็นข่าวใหญ่มหึมา สำหรับวงการประวัติศาสตร์โบราณคดี แต่ไม่ยักมีสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องออกตัวค้านอย่างเป็นทางการเสียอย่างนั้น สำหรับกรณีสัมปทานเจาะน้ำมันที่เล็งตั้งแท่นแบบชิดใกล้ “มหาสถูปเขาคลังนอก” ยุคทวารดี ที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ นำมาซึ่งการคัดค้านอย่างหนักหน่วงจากชาวบ้านที่ต้องยกเครดิตให้เต็มๆ

งานนี้ยอมไม่ได้ บัณฑิตโบราณคดี รั้ววังท่าพระ อย่าง ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ฝีปากคมมาก ควงแขนไปทอดน่องกันถึงที่ นอกจากขยี้ปมร้อนอย่างไม่ผ่อนปรนแล้ว ยังร่วมถกปมศูนย์กลางทวารวดีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะอยู่ที่เมืองโบราณแห่งนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งคู่ยังย้อนเล่าเรื่องราวเมื่อราว 60 ปีก่อน ครั้งการโจรกรรมซึ่งทำเอาหลักฐานทางโบราณคดีที่ถ้ำถมอรัตน์ เขาศักดิ์สิทธิ์แห่งศรีเทพพังพินาศ

ไม่ว่า’ศรีเทพ’มาจากไหน? แต่’คนไทย’อยู่ที่นี่!

เปิดรายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ประจำเดือนเมษายน ตอน “ทวารวดีเมืองศรีเทพ ลุ่มน้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์” ท่ามกลางความอลังการของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยกลุ่มโบราณสถานงดงาม ไม่ว่าจะเป็น ปรางค์สองพี่น้อง ปรางค์ศรีเทพ และเขาคลังใน อันมี “คนแคระ” ใบหน้าบอกอารมณ์หลากหลายเป็น “ซิกเนเจอร์”

เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรเจ้าเก่า ชี้เป้าให้ สุจิตต์ เล่าถึงภาพรวมของเมืองศรีเทพและอำเภอศรีเทพที่มีประวัติยาวนาน และน่าสนใจยิ่ง

Advertisement

“ศรีเทพเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ประกอบด้วย เมืองใน ซึ่งมีคูน้ำคันดิน รูปคล้ายวงกลม เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ กับ เมืองนอก รูปคล้ายสี่เหลี่ยมยาวออกไป เป็นที่อยู่อาศัยของพวกขุนน้ำขุนนาง เศรษฐี ถึงจะรู้จักกันว่าเป็นเมืองทวารวดี แต่จริงๆ แล้วมีมาก่อนหน้านั้น เพราะขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ อายุ 2,000 กว่าปี และโครงกระดูกหมาซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นำทางคนตายไปหาแถนบนฟ้า พอสืบต่อมาเป็นเมืองยุคทวารวดีแล้ว ก็ยังพบร่องรอยวัฒนธรรมเขมรในยุคหลังจากนั้น คือ ปรางค์ต่างๆ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ตรงนี้ มีชุมชนตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ลงมาถึงทวารวดี และวัฒนธรรมเขมร เพราะฉะนั้น คนไทยไม่ได้มาจากไหนตามที่ประวัติศาสตร์ไทยชอบบอกว่า หนีมาจากที่นั่นที่นี่ อย่าไปสนใจ ไม่มีหรอก มันไปๆ มาๆ อยู่แถวนี้แหละ” สุจิตต์เล่า ก่อนจะโซโล่เรื่องราวของอำเภอศรีเทพอันมีหลักฐานเกี่ยวโยงถึงชื่อที่ปรากฏใน “พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน”

“ศรีเทพเป็นอำเภอสร้างใหม่เมื่อสัก 50 ปีที่แล้ว ติดกับอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ถนนเส้นนี้คลาสสิกมาก คนไม่ค่อยรู้จัก สมัยก่อนทุรกันดารมาก มีเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. ว่าไข้ป่าชุกชุม เดิมเมืองศรีเทพอยู่ในเขตอำเภอวิเชียรบุรี พอถนนหนทางสะดวกขึ้น ประชากรมีเพิ่มขึ้น เลยแยกมาเป็นอำเภอศรีเทพ

ถามว่าคนรู้จักเมืองศรีเทพตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ต้องบอกว่า เพราะสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์เรื่องนิทานโบราณคดี เลยทำให้คนรู้จักเรื่องเมืองนี้ขึ้นมา แต่ชื่อนี้มีความเป็นมาเก่าแก่ดั้งเดิมสืบย้อนไปอีก ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน ซึ่งตราขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว พ.ศ.2000 มีตำแหน่งหมอช้าง ชื่อหมอศรีเทพ แต่จะเกี่ยวข้องกันกับเมืองศรีเทพหรือเปล่าไม่ทราบ นอกจากนี้ ขุนวรวงศา ผู้ยึดอำนาจจากพระไชยราชาธิราช ก็ถูกเรียกว่าพันบุตรศรีเทพ คล้ายๆ ว่าบ้านอยู่ศรีเทพหรือเปล่าไม่รู้ แต่ชี้ให้เห็นว่าเป็นชื่อเก่าสืบเนื่องกันมา”

รายการขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอน ทวารวดีเมืองศรีเทพ ลุ่มน้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ ออกอากาศผ่านเฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบมติชนทีวี อังคารที่ 30 เมษายน เวลา 14.00 น.

เปิดปมสันนิษฐาน ศูนย์กลาง’ทวารวดี’ จาก ยอร์ช เซเดส์ ถึง พิริยะ ไกรฤกษ์

มาถึงศรีเทพ ไม่พูดถึงประเด็นศูนย์กลางทวารวดีไม่ได้ โดยล่าสุด ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ เสนอว่า ที่นี่คือศูนย์กลางทวารวดี ไม่ใช่นครปฐมอย่างที่ ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ นักปราชญ์ฝรั่งเศสเคยสันนิษฐานไว้ ส่วน ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ขอไม่ฟันธง แต่เห็นตรงกันว่า นี่คือเรื่องใหญ่มาก

“ทวารวดีอยู่ที่ไหน เกี่ยวพันกับศรีเทพอย่างไร ขอแนะนำให้ดูในหนังสือ ‘ศรีเทพ เมืองศูนย์กลางของทวารวดี?’ โดย อ.พิริยะ ไกรฤกษ์ เพิ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2560 ซึ่งเขาเห็นว่าศรีเทพนี่แหละคือศูนย์กลางของรัฐทวารวดี ไม่ใช่นครปฐมหรือที่อื่น ในขณะที่ส่วนมากจะเชื่อตามที่ท่านศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ บอกว่าอยู่นครปฐม หลักฐานคือเหรียญที่มีชื่อทวารวดี ทั้งที่เหรียญนั้นไม่ได้พบจากการขุดค้นด้วยซ้ำ ชาวบ้านเจอแล้วเอาไปให้เจ้าหน้าที่

สมมุติว่าให้เลือกข้าง ส่วนตัวมองว่า ของ อ.พิริยะมีน้ำหนักมากกว่า ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของศรีเทพที่เชื่อมโยงได้ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำถึงแม่น้ำโขง เพราะฉะนั้นที่นี่คือชุมทางการคมนาคมของดินแดนภายใน เชื่อมได้ถึงอ่าวตังเกี๋ย เวียดนาม ขึ้นไปถึงมณฑลยูนนาน นี่ไงทวารวดี มีประตูสิบทิศ ติดต่อได้หมด นี่ยังไม่นับข้างล่าง ข้างล่างลงไปเข้าอ่าวไทยได้สบาย ลงแม่น้ำป่าสัก ลงแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญกว่านั้น ทวารวดีเป็นชื่อเมืองของพระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์ ซึ่งศรีเทพคือแห่งเดียวที่พบประติมากรรมพระกฤษณะ มีอยู่ 3-4 องค์ นี่สำคัญกว่าเหรียญที่นครปฐม แต่ถ้าใครอยากเถียง ให้ไปเถียงกับ อ.พิริยะเอง” กล่าวจบ อดีตสองกุมารสยาม ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน

เขาถมอรัตน์ ถูกโจรสกัดพระพักตร์ ตัดเศียรพระโพธิสัตว์ และพระพุทธรูปจากถ้ำขาย เจมส์ ทอมป์สัน ทำแหล่งโบราณคดีพังพินาศ นับเป็นบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย

เล่าความหลัง ‘ขรรค์ชัย’ ดีล เจ้าอาวาส ได้เศียรพระนารายณ์ถวาย ‘ม.จ.สุภัทรดิศ’

จากนั้น เข้าโหมดย้อนอดีตชีวิตที่ไม่ใช่การย้อนความหลังอย่างไร้ความหมาย เพราะเรื่องราวต่อไปนี้ ส่งผลต่อการค้นพบหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี ‘จิ๊กซอว์’ สูญหายได้ถูกพบอย่างน่าอัศจรรย์ โดยนักศึกษาหนุ่ม ชื่อ ขรรค์ชัย บุนปาน

“ประมาณ พ.ศ.2510 คุณขรรค์ชัย มาขุดค้นกับ อ.พิสิฐ เจริญวงศ์ ที่บ้านพุเตย เลยเมืองศรีเทพไปราว 20 กว่า กม. วันหนึ่ง หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล โอรสสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพฯ เสด็จไปเยี่ยมในฐานะคณบดีคณะโบราณคดี ว่าเป็นตายร้ายดีประการใด แล้วก็พากันเช่ารถมาลงที่บ้านโคกสะอาด เดินลัดทุ่งนา 8 กิโล มาเมืองศรีเทพ เพราะยังไม่มีถนน ขากลับพระสงฆ์ที่วัดแห่งหนึ่งซึ่งแทบจะร้างอยู่แล้ว คุณขรรค์ชัยเขาไปตีสนิทพระ ถามไปถามมา พระเอาหินมาให้ดู ปรากฏว่าเป็นเศียรพระนารายณ์ สวมหมวกทรงกระบอก ริมฝีปากงามละม่อม เลยกล่อมพระให้ถวาย ม.จ.สุภัทรดิศ พระก็ถวาย ม.จ.สุภัทรดิศถวายเงินพระไปร้อยนึง แล้วผลัดกันแบกกลับ มีเวรสะพาย 3 คน คนที่หนึ่งชื่อนายสุจิตต์ วงษ์เทศ สะพายก่อน คนที่สอง นายขรรค์ชัย คนที่สาม นายสินชัย กระบวนแสง ต่อมาได้เป็นอาจารย์คณะโบราณคดี ตอนนี้เกษียณไปแล้ว”

ขรรค์ชัย ยิ้มกว้าง เมื่อได้ฟังความหลังครั้งหนุ่มมาก ก่อนที่ สุจิตต์ เล่าต่อถึง “จุดพีค” เมื่อต่อมาพบว่า สามารถนำไปต่อเข้ากับพระวรกายของเทวรูปองค์หนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) พระนครได้พอดีเป๊ะ!

“กลับมา ท่านสุภัทรก็นำเศียรไปตั้งไว้ที่คณะโบราณคดี ไปๆ มาๆ เจ้าหน้าที่กรมศิลป์มาวัดขนาดแล้วบอก เอ๊ะ! ขนาดมันเข้ากันได้กับเทวรูปในพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่นานแล้ว แต่หาเศียรไม่ได้ พอเอาไปต่อปั๊บ โอ้โห! พระนารายณ์มาโปรดเลย เข้ากันเป๊ะ ก็จัดแสดงที่ พช. พระนครมาถึงทุกวันนี้”

เศียรพระวิษณุ (นารายณ์) ที่ขรรค์ชัย-สุจิตต์และเพื่อนนักศึกษาโบราณคดีเจรจากับพระสงฆ์ให้ถวาย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล แล้วนำใส่เป้สะพายหลังผลัดกันแบก 8 กิโลเมตร ปัจจุบันจัดแสดงที่ พช.พระนคร

บุกเขาคลังนอก ขยี้ปมแท่นเจาะน้ำมัน เปิดโศกนาฏกรรมโจร ‘ถมอรัตน์’ ตัดเศียรพระขายฝรั่ง

ถัดจากอุทยานประวัติศาสตร์ เดินทางออกนอกเมือง ไปยังมหาสถูปสุดยิ่งใหญ่ “เขาคลังนอก” ทางทิศเหนือของเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งเพิ่งเกิดประเด็นบริษัทเอกชนวางแผนตั้งฐานแท่นขุดเจาะน้ำมันจนถูกต่อต้านจนยอมล่าถอย

ความงดงามยิ่งใหญ่ของโบราณสถานที่กลายเป็นฉากหลังของรายการ ยิ่งสร้างบรรยากาศชวนถกถึงความสำคัญที่สังคมไม่อาจเปิดไฟเขียวให้ใครเดินหน้าหาน้ำมันในย่านนี้ได้ เนื่องด้วยความห่วงใยของผลกระทบที่อาจเกิดต่อโครงสร้างสถาปัตยกรรมโบราณ

“เขาคลังนอก เป็นโบราณสถานสำคัญตั้งอยู่นอกเมืองศรีเทพ ผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีบันได 4 ด้าน ถ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะมีองค์ระฆังอยู่ด้านบน ยอดแหลม จุดที่เรานั่งอยู่ตรงนี้เป็นด้านทิศตะวันตก ผมถามนักโบราณคดีว่าทำไมจึงให้ความสำคัญกับด้านทิศตะวันตก เขาบอก ตอนขุดค้น พบว่าบันไดด้านทิศตะวันออก กับอีก 2 ด้าน มันถูกปิดด้วยก้อนหิน ไม่มีการให้ขึ้นลงตั้งแต่ก่อนขุดพบ แต่เปิดขึ้นลงทางเดียวคือด้านทิศตะวันตกตั้งแต่โบราณแล้ว แต่โบราณแค่ไหนไม่ทราบ ทำไมถึงให้ขึ้นแต่ทิศตะวันตก ก็ไม่ทราบอีก แต่จุดที่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกราว 15 กิโลเมตร คือเขาถมอรัตน์ เพราะฉะนั้นระบบความเชื่อของคนในสมัยนั้น ต้องมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกันระหว่างศาสนสถานของเมืองศรีเทพกับเขาถมอรัตน์ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีภาพสลักพระพุทธรูปกับพระโพธิสัตว์ในถ้ำ อายุประมาณ พ.ศ.1300-1400 คือราวๆ พันกว่าปีมาแล้ว”

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ยังย้อนอดีตเล่าถึงข่าวใหญ่เมื่อเกือบ 60 ปีก่อนที่ไม่ต่างจากพล็อตภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

“ราวปี 2503 มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นที่เขาถมอรัตน์ คนร้ายลักลอบไปตัดเศียรพระในถ้ำทั้งพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปประมาณ 11 องค์ เอาลงไปขายให้ฝรั่งชื่อ นายเจมส์ ทอมป์สัน กรมศิลปากรเพิ่งมารู้เมื่อ พ.ศ.2505 เลยแจ้งความที่โรงพักอำเภอวิเชียรบุรี กับสน.ปทุมวัน เพราะบ้านฝรั่งอยู่ในซอยเกษมสันต์ 2 ร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนรับแจ้งความ และมีการแจ้งกองปราบฯด้วยอีกทางหนึ่ง ฝรั่งเลยติดต่อ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ช่วยไกล่เกลี่ย โดยบอกว่าจะยอมคืนของให้ ท่านสุภัทรรับความว่าจะไปบอกอธิบดีกรมศิลป์ แต่วันรุ่งขึ้น นายเจมส์ ทอมสัน ให้คนขับรถขนของทั้งหมดไปกองวางไว้หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไม่มีใครรู้เรื่องเลย ขอประทานโทษผมไม่ได้แต่งเองนะครับ เป็นคำให้การอยู่ในบันทึกของรัฐมนตรี ทั้งหมดนี้พิมพ์อยู่ในนิตยสารศิลปากร ซึ่งอดีตอธิบดีกรมศิลปากรคนหนึ่งเป็นคนรวบรวมเรียบเรียงเขียนเอาไว้เอง ชื่อนายนิคม มูสิกะคามะ”

สุจิตต์บอกอีกว่า ฝรั่งนาม เจมส์ ทอมสัน ก็คือคนเดียวกับ จิม ทอมป์สัน นักธุรกิจใหญ่และบุคคลสำคัญคนของโลกคนหนึ่งนั่นเอง

“ประเทศไทยไม่ควรลืม นักโบราณคดีไม่ควรลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพชรบูรณ์ก็ไม่ควรลืม ควรทำพิพิธภัณฑ์ย่อยๆ มิวเซียมเล็กๆ หรือนิทรรศการชั่วคราวไว้ที่ตีนเขา ในวัดก็ได้ ทางที่ดีควรจะทำไว้ที่เมืองศรีเทพด้วย นอกจากเป็นความรู้เพื่อดักคอในการทำลายโบราณวัตถุสถาน ยังเป็นเรื่องราวที่ขายได้ในการท่องเที่ยวปัจจุบัน”

มหาสถูปเขาคลังนอก โบราณสถานสำคัญนอกเมืองศรีเทพ

หนีไฟป่า ฝ่าดงงู ‘มติชน-ศิลปวัฒนธรรม’ หวิดไม่เกิด

ความเข้มข้นของเรื่องราวยังไม่หมดสำหรับรายการประจำเดือนนี้ เพราะขรรค์ชัย-สุจิตต์ ยังนำเสนอเรื่องราวสุดระทึก เมื่อทั้งสองต้องหนีไฟป่า ฝ่าดงงูเห่าไม่แบบรู้ตัว ณ เขาถมอรัตน์นั้นเอง เหตุเกิด ใน พ.ศ.2510 อีกแล้ว

“ไฟไหม้เขาถมอรัตน์ เพราะคนที่ขึ้นเขาไปก่อนหน้าดันทิ้งก้นบุหรี่ไว้ ผมกับขรรค์ชัยและเพื่อนนักศึกษา รวม 3-4 คน ที่เดินตามขึ้นเขาไปทีหลัง เลยเจอไฟไหม้ดักทางไว้หมด ได้ยินเสียงเปรี๊ยะๆๆๆ ไม่รู้จะไปทางไหน ทางโน้นก็ไฟ ทางนี้ก็ไฟ สุดท้ายหนีลงไปในซอกเขา กระเซอะกระเซิงเป็นชั่วโมงจนเจอบ้านหลังหนึ่ง ไปขอน้ำเขากิน ชาวบ้านถามว่า เฮ้ย! ไปไหนกันมาเนี่ย ถ้าพระอาทิตย์ตกดิน ตายกันหมดแล้ว ถาม ทำไมล่ะลุง ลุงบอก มันดงงูเห่า ไม่รู้หรือไง ? ไม่มีใครเขาเข้าไปหรอก นี่แหละชีวิต ผ่านดงงูเห่าเขาถมอรัตน์มาแล้ว (หัวเราะ)”

กล่าวได้ว่า ถ้าไม่รอดจากงูและไฟในวันนั้น มติชน-ศิลปวัฒนธรรม ย่อมไม่เกิดขึ้นจนกลายเป็นตำนานสิ่งพิมพ์ไทยทุกวันนี้

เล่าอดีตกันมาเยอะ ต้องปิดท้ายด้วยความเห็นของทั้ง 2 ท่าน เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองศรีเทพในอนาคต ซึ่งล่าสุดได้รับการผลักดันสู่ “มรดกโลก” ที่ต้องร่วมลุ้นกันต่อไป

“ศรีเทพจะเป็นมรดกโลกไหม ไม่สำคัญ และจะเป็นศูนย์กลางทวารวดีหรือไม่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับตัวตนของความเป็นเมืองศรีเทพ ซึ่งสำคัญด้วยตัวของตัวเองอยู่แล้ว ควรกระตุ้นให้เกิดการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ให้ท้องถิ่น ให้เขารู้จักตัวเอง ไม่ใช่เอาประวัติศาสตร์ส่วนกลางมาครอบงำ มันก็เจ๊งหมดสิ!

เมืองศรีเทพถูกทิ้งมานาน ไม่มีการเปิดตัวให้อลังการ ให้เป็นที่รับรู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร โบราณวัตถุที่พบที่นี่ ทำไมต้องขนเข้ากรุงเทพฯหมด แทนที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ที่มั่นคงแข็งแรงอยู่ในเมืองศรีเทพ หรือหน้าอำเภอศรีเทพก็ได้ ของที่ไปอยู่พิพิธภัณฑ์อื่น ควรคืนเขามาเถอะ เอาพระกฤษณะ สุริยะเทพออกมาเชิดชูเป็นเรื่องเป็นราว เอาพระนารายณ์มาอวด เอาเรื่องเขาถมอรัตน์มาเล่า” สุจิตต์กล่าว พร้อมแสดงความเห็นส่วนตัวว่า ไม่ต้องไปพัฒนาอะไร แค่ “ทำความจริงให้ปรากฏ” ซึ่งเป็นคติที่ ขรรค์ชัย ยึดถือตั้งแต่ทำหนังสือพิมพ์กันมา

“อย่าไปบิดเบือน แค่นั้นเอง”