หน้าแรก ประชาชื่น จะต้องตายอีกก...

จะต้องตายอีกกี่คน – หือ

25.05.16 | 18:14 น.

ย้อนหลังไปสักห้าสิบกว่าปีเห็นจะได้ ถนนวุฒากาศเพิ่งตัดจากแยกวัดขุนจันทร์ไปวัดนางนองเสร็จใหม่ๆ สมัยนั้นรถรายังน้อย ละแวกตลาดพลูมีรถเมล์สายหนึ่งวิ่งระหว่าง ตลาดพลูไปหัวลำโพง

หัวถนนวุฒากาศ มีโรงเรียนราษฎร์เก่าแก่ชื่อโรงเรียนวัฒนะศึกษา ย้ายไปจากตลาดพลู โรงเรียนนี้เลิกกิจการไปหลายปีแล้ว เป็นโรงเรียนมีชั้นประถมศึกษา เรียนร่วมทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย และมีเฉพาะนักเรียนหญิงตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึงมัธยมปีที่ 6

ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) เรียนโรงเรียนนี้ชั้นมูลถึงชั้นประถม 4 ต้องย้ายไปสอบเข้าโรงเรียนวัดนวลนรดิศที่มีการเรียนการสอนถึงชั้น ม.8 หรือเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2

ส่วนนักเรียนหญิง หากไม่เรียนต่อชั้น ม.1 ถึง ม.6 จะไปสอบเข้า ม.1 ที่โรงเรียนวัดอัปสรสวรรค์ หรือวัดหมู ก็ได้ หากสอบเข้าไม่ได้ มักจะกลับมาเรียนที่เดิม

สมัยนั้น ถนนวุฒากาศแทบจะเรียกว่าว่าง ไม่มีรถยนต์วิ่งผ่าน นานๆ จึงจะมีสักคันหนึ่ง

Advertisement

วันหนึ่ง ช่วงกลางวัน น่าจะเป็นยามเที่ยง หรือบ่ายๆ รถยนต์คันหนึ่ง ไปจอดไม่ไกลจากสามแยกวัดขุนจันทร์ต้นถนนนัก ไม่ทราบเวลาผ่านไปนานเท่าใด มีผู้พบเด็กอยู่ในรถ เสียชีวิตแล้ว

รุ่งขึ้นเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ ว่าเด็กเสียชีวิตเพราะทนความร้อนไม่ไหว และขาดอากาศหายใจ

เป็นข่าวใหญ่ ณ เวลานั้น ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักและนานหลายวัน รวมทั้งเรื่องของพ่อที่ปล่อยลูกให้นอนหลับในรถแล้วลงไปทำธุระ ซึ่งคิดว่าไม่นาน แต่คงลืมไปว่ามีลูกอยู่ในรถ ทั้งไม่คิดว่าจะเป็นอันตราย เพราะลูกนอนหลับ จึงไม่อุ้มลูกลงมาด้วย

บทเรียนครั้งนั้น ไม่ใช่ครั้งแรกๆ อีกนานหลายปีต่อมา เมื่อบ้านเมืองเติบโตขึ้น การคมนาคมไม่คล่องตัวนัก การเดินทางไปไหนมาไหนต้องใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะหลัก เด็กเล็กต้องเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล มีรถโรงเรียนไปรับ-ส่งจากหน้าบ้านถึงโรงเรียน

เหตุเกิดขึ้นแม้ไม่บ่อยนัก แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กเล็กที่โดยสารรถตู้รับ-ส่งไปโรงเรียน เช่น ครั้งหนึ่ง นักเรียนอนุบาลตกลงจากพื้นรถที่ผุทะลุลงไปบนถนน เสียชีวิต

ครั้งนั้นเริ่มกวดขันรถรับ-ส่งนักเรียน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ให้รถมีเครื่องหมายและขับรถด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งต้องตรวจสภาพรถ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ยังมีพ่อแม่ผู้ปกครองทิ้งลูกหลานที่หลับไว้ในรถตามลำพังแล้วลงไปทำธุระ เมื่อเด็กทนอากาศร้อนไม่ได้ เริ่มหายใจอึดอัด หรือมิฉะนั้นออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้เด็กเสียชีวิต

เรื่องของเด็กเสียชีวิตในรถมีมาเรื่อย เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ทั้งทางราชการ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาวางมาตรการเสียทีหนึ่ง

กระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ ประวัติอศาสตร์ซ้ำรอยเดิม คือลืมเด็กไว้ในรถ กระทั่งเด็กเสียชีวิต

ไม่ว่าเหตุจะเกิดจากอะไรก็ตาม ประการสำคัญคือเรื่องรถรับ-ส่งนักเรียนโดยเฉพาะที่เป็นรถตู้ ผู้รับผิดชอบตั้งแต่พนักงานขับรถ ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นพนักงาน พี่เลี้ยงที่ควบคุมนักเรียนขึ้นลงจากรถเข้าโรงเรียน ครูควบคุมหน้าโรงเรียนคอยรับนักเรียน ฯลฯ ต้องทราบว่านักเรียนขึ้นลงรถครบจำนวนหรือไม่

รถ-รับส่งนักเรียนจะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดกว่ารถทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนขับ เจ้าของรถ หรือแม้แต่พี่เลี้ยงที่ต้องคอยดูแลเด็ก รวมทั้งครูที่รับนักเรียนเข้าห้องเรียน ทั้งเช้าทั้งเย็น

เพียงแผ่นป้ายสติ๊กเกอร์ติดรถว่าอย่าลืมเด็กไว้ในรถ ไม่เพียงพอดอกครับ

ต้องมีมาตรการมากกว่านั้น ตั้งแต่ใบอนุญาตให้ขับรถรับ-ส่งนักเรียน ที่ต้องยิ่งกว่าแท็กซี่ รวมทั้งการตรวจตรารถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ไม่ใช่รถเสียแล้วเรียกอีกคันมาเปลี่ยน

เมื่อไหร่จะมีมาตรการกับรถนักเรียน ไม่จำเพาะแต่รถตู้ที่ตกลงกันเองระหว่างผู้ปกครองกับเจ้าของรถ แต่ต้องรวมไปถึงห้วงเวลานักเรียนไปโรงเรียนและกลับบ้าน จะมีมาตรฐานเดียวกัน และไม่เกิดกรณีนี้อีก