ปักหมุด มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ผงาด ‘กัญชาเพื่อการแพทย์ไทย’ สู่เวทีโลก

8.05.19 | 17:01 น.

“เรามุ่งหมายที่จะสร้างมาตรฐานอาหารและยาจากพืชกัญชาไทยในเวทีโลก”

คำกล่าวทรงพลังของ พญ.อรพรรณ เมธาดิลกกุล ผอ.สถาบันแคนาบินอยด์แห่งสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ระหว่างการแถลงข่าวลงนามความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับหลายหน่วยงาน และบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย ในการผลิตพัฒนาและสกัดยาจาก “กัญชา” เพื่อใช้ทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ยังประกาศความพร้อมในการเป็นแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน (ต้นทาง) วิจัยและสกัดน้ำมันกัญชา (กลางทาง) และใช้รักษาผู้ป่วยทั้ง 16 ตำรับ (ปลายทาง) ตลอดจนผลักดันเข้าสู่นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค โดยจะมีการปลูก วิจัย และสกัดกัญชาเพื่อการแพทย์ที่ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) อีสาน วิทยาเขตสกลนคร เป็นแห่งแรก

ทั้งหมดนี้เกิดจากความร่วมมือของ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ร่วมกับสถาบันแคนาบินอยด์แห่งสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย จัดอบรมหลักสูตรการแพทย์แคนาบินอยด์ : การใช้ยาตำรับกัญชารักษาผู้ป่วย-แผนไทย โดยสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร และเครือข่ายคณะวิชาการด้านกัญชาการแพทย์มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน รุ่นที่ 1 เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร มทร.อีสาน กล่าวว่า มทร.อีสาน และสถาบันแคนาบินอยด์ และเครือข่ายกว่า 100 คน มีความเห็นพ้องต้องกันในการพัฒนากัญชาเพื่อการแพทย์และการรักษาให้เป็นมาตรฐานของโลก และพัฒนาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้ประจักษ์ต่อประชาคมโลก ในนามของมหาวิทยาลัย ซึ่งดูแลพื้นที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ ตาม พ.ร.บ.มทร.อีสาน 2548 ได้ประกาศจัดตั้งวิทยาเขตสกลนคร เกิดขึ้น 2 คณะ คือ คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี และคณะทรัพยากรธรรมชาติ โดยจัดการเรียนการสอนครบทั้งกลุ่มสาขาวิชาต้นทาง หรือผู้ผลิต อาทิ หลักสูตรนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ กลุ่มสาขาวิชากลางทาง อาทิ สาขาการแพทย์แผนไทย ทั้งหลักสูตร ป.ตรี และ ป.โท แพทย์แผนไทยมหาบัณฑิต และกลุ่มสาขาปลายทาง อาทิ ฟาร์มอัจฉริยะ การขนส่ง

Advertisement
รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร

“สภามหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้วิทยาเขตสกลนครเป็นหลักในเรื่องอาหารและสุขภาพ เราจึงมุ่งเน้นเรื่องอาหาร เครื่องดื่ม และการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทย ดังนั้น ตามธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2548 จึงเกิดสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยขึ้น จากนั้นได้จัดตั้งโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสกลนคร หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท ที่สามารถปฏิบัติงานได้เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ตามธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2548 ต่อมาได้ทำงานร่วมกับอโรคยาสาร วัดคำประมง โดยหลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม โดยเฉพาะเรื่องกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งหลวงตาตระหนักในการช่วยมวลมนุษยชาติให้เข้าถึงยา โดยเฉพาะตำรับยารักษาโรคมะเร็ง

“เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับที่ 7 พ.ศ.2562 เกิดขึ้น มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร จึงมุ่งมั่น ตั้งใจพัฒนาร่วมกับทุกเครือข่ายที่อยากพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านกัญชาเพื่อการรักษาโรค ทั้งนี้ ได้รายงานต่อสภา มทร.อีสาน โดย ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในการทำเรื่องศูนย์กลางทางการแพทย์และวัตถุดิบสมุนไพรที่สามารถใช้ได้ในระยะยาว โดยจะผลิตวัตถุดิบทุกตัวที่อยู่ใน 16 ตำรับ โดยมีกัญชาเป็นส่วนประกอบ จำนวน 92 ชนิด ให้ได้มาตรฐานโลก เราต้องรักษาและบริการด้วยการแพทย์แผนไทย คนไทยต้องเข้าถึงตำรับยานี้ด้วยนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างอย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน พญ.อรพรรณกล่าวว่า สมาคมได้เล็งเห็นความสำคัญของการพึ่งพาตนเองด้านการรักษาโรคต่างๆ ด้วยยาที่มาจากทรัพยากรของประเทศไทยเอง เรามีความตั้งใจนำยาดังกล่าวตอบแทนสู่พี่น้องคนไทย พร้อมทั้งนำรายได้มหาศาลกลับเข้ามาบนผืนแผ่นดินไทย อย่างไรก็ตาม บทบาทเดิมของสมาคมคือการส่งเสริมวิชาการเพื่อการตรวจวินิจฉัยและกำจัดสารพิษออกจากร่างกายของผู้ป่วย ก่อนจะจัดทำตำราที่เกี่ยวข้องกับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม พร้อมปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศในเวลาต่อมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า “กัญชา” มีสารออกฤทธิ์ที่มีผลต่อสุขภาพทั้งในทางบวกและทางลบ จึงจำเป็นจะต้องใช้มาตรการทางวิชาการเข้ามาบริหารจัดการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของสาธารณะ โดยมี “กฎหมาย” เป็นตัวเชื่อมประสาน

พญ.อรพรรณ เมธาดิลกกุล

“ขณะนี้กัญชายังอยู่ใน พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษปี 2522 ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ เพียงแต่มีการแก้ไขฉบับที่ 7 โดยเพิ่มคำว่า สามารถให้ใช้ทางการแพทย์และการวิจัยได้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยวางตำแหน่งของกัญชาได้ถูกทิศถูกทางแล้ว ดังนั้น สมาคมจะเน้นเรื่องการช่วยเหลือประชาชนด้วยการจัดทำข้อเสนอโครงการต่อรัฐด้านวิชาการ และกระตุ้นให้เกิดการปรับแก้ทั้งในกฎหมายหลักและกฎหมายรอง ซึ่งตลอดการเกาะติดงานกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา เราได้เข้าพบผู้ตัดสินใจทั้งหมดมาแล้ว จึงเกิดเป็นนโยบายลงมาอย่างที่ทุกฝ่ายได้เห็นตามสื่อต่างๆ และหน่วยราชการก็หันมาฟอร์มกฎหมายที่ไปด้วยกันได้

“เรามุ่งหมายที่จะสร้างมาตรฐานอาหารและยาจากพืชกัญชาไทยในเวทีโลก และต้องการสร้างมาตรฐานให้ทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกัญชาตั้งแต่ต้นคือ การคัดเลือกสายพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธ์ การหาลักษณะตามสภาพแวดล้อมและการแสดงออกทางพันธุกรรม ชุดยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการวิเคราะห์สารสำคัญ ตลอดจนการผลิตเป็นยาทุกชนิด หรืออาหารทุกประเภท แต่ต้องให้มีภาพลักษณ์ที่ดี ควบคู่กับการมุ่งเน้นด้านคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีต่างๆ ที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ทำให้เรายิ่งต้องใส่ใจในคุณภาพ”

ทว่า สิ่งที่ พญ.อรพรรณอยากให้เกิดขึ้นที่สุดคือคนไทยมีความรู้เรื่องกัญชาอย่างละเอียดตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ สามารถพึ่งตนเองได้ และป่วยให้น้อยที่สุด เมื่อจำเป็นต้องใช้ยากัญชาก็ต้องใช้ให้ตรงจุดที่สุด ยาจึงจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยที่สมาคมไม่สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการรื่นเริงเกินจำเป็น