ก้าวต่อไปกรมทรัพยากรธรณี 1 ทศวรรษพิพิธภัณฑ์สิรินธร เผยโฉมสัตว์โลกล้านปี ตัวที่ 10 ของไทย

8.05.19 | 17:30 น.
"พิพิธภัณฑ์สิรินธร" อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

“11 ปีที่แล้ว ชาวบ้านชื่อนายทองหล่อ ได้เก็บชิ้นส่วนหนึ่งจากการสำรวจป่า ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นเกล็ดพญานาคตามความเชื่อของชาวอีสาน จึงเก็บไว้หวังจะเป็นเครื่องรางของขลัง แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น จึงส่งมอบถึงมือพิพิธภัณฑ์สิรินธร จนได้รู้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ของปลาโบราณ กลุ่ม เลปิโดเทส” คำกล่าวนี้เป็นของ พรเพ็ญ จันทสิทธิ์ นักธรณีวิทยาชำนาญการของกรมทรัพยากรธรณี ที่ชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจของชาวบ้านเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์มีผลอย่างมากกับการรวบรวมเพื่อศึกษาให้เห็นรูปร่างของสัตว์อายุไม่น้อยร้อยล้านปี อย่าง “ไดโนเสาร์” และสัตว์อื่นๆ ในยุคนั้น

ด้วยเหตุนี้ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเริ่มเข้าสำรวจพื้นที่และทำการขุดค้นเปิดหน้าดินบริเวณที่เจอเศษกระดูกกระจายตัวอย่างหนาแน่นก่อน กระทั่งในปี 2553 พบกระดูกเกือบ 200 ชิ้น และในปี 2555 พื้นที่ภูน้อย อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ พบกระดูกรวมแล้วประมาณ 500 ชิ้น มีทั้งกระดูกขนาดเล็กเป็นมิลลิเมตร จนถึงขนาดใหญ่ซี่โครงยาวประมาณ 2 เมตร

กรมทรัพยากรธรณีจึงประกาศให้เป็นพื้นที่เขตสำรวจและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 และสำรวจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี

“ไดโนเสาร์อยู่ในช่วง 65-300 กว่าล้านปี เมื่อตายซากของไดโนเสาร์จะสะสมตัวอยู่ในชั้นหินต่างๆ ซึ่งชั้นหิ้นจะเป็นตัวบอกอายุของกระดูกที่พบ” สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เกริ่น ก่อนจะโยงให้เห็นภาพที่มาของโครงกระดูกที่จัดแสดงใน พิพิธภัณ์สิริธร ว่า

ส่วนใหญ่เวลาพูดถึงเรื่องไดโนเสาร์ก็จะไปหาชั้นหินที่มีอายุในช่วง จูราสสิค ถึง ครีเทเชียส หรือประมาณ 200 กว่าล้านปี แต่ไม่ใช่ว่าไดโนเสาร์จะไปอยู่ทุกที่ที่มีหินอายุมาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพปัจจัยหลายอย่าง ทั้งพื้นที่ป่าที่มีอาหารของไดโนเสาร์ ธารน้ำและสภาพผืนดินที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่จะพบในช่วงหินทราย หินทรายแป้ง และหินดินดาน เพราะตะกอนสามารถเกิดการทับถมกันได้อย่างรวดเร็วและทันที จนรักษาสภาพกระดูกไว้ได้กระทั่งนักวิชาการไปขุดค้นเจอ ซึ่งผุสลายไปเฉพาะช่วงที่เป็นเนื้อ แต่ฟอสซิลถูกกดทับจนแร่ธาตุในหินเข้าไปแทนที่โครงสร้างกระดูก จึงคงไว้ให้ได้เห็นเป็นรูปร่างกระดูก แต่ความจริงมีสภาพเป็นหินแล้ว

Advertisement

“ประเทศไทยมีหินที่มีอายุอยู่ในช่วง ไทรแอสซิก จนถึง ครีเทเชียส จึงมีไดโนเสาร์ ซึ่งในอาเซียนประเทศลาวก็มีไดโนเสาร์ เพราะมีชั้นหินคล้ายกับบ้านเราและธรณีวิทยาต่อเนื่องกัน แต่เรื่องการสำรวจอาจจะยังไม่มาก ที่จีนมีแน่นอน เวียดนามยังไม่พบ มาเลเซียเริ่มเจอเพราะมีชั้นหินที่อายุเดียวกับของไทย ซึ่งจะเห็นว่าไดโนเสาร์ความจริงแล้วมีอยู่ทั่วไป แต่โชคดีที่ประเทศไทยมีแผ่นดินอีสานที่มีขนาดใหญ่ และมีไดโนเสาร์ชุกชุม” สมหมายกล่าว

เยือนดินแดนจูราสสิค ถิ่นเจ้าคอยาว

ที่ อ.ภูน้อย คือถิ่นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์ก่อนสิ้นสุดยุคจูราสสิค ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พรเพ็ญ เล่าว่า ความสำคัญของการขุดค้นก็เพื่อสามารถให้ข้อมูลหรือไขปัญหาปริศนาเกี่ยวกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในอดีตได้

“ที่เจอเยอะที่สุดในแหล่งขุดค้นภูน้อยคือ ไดโนเสาร์ ตัวที่ครองพื้นที่นี้ ชื่อ มาเมนชีซอรัส เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่คอยาวที่สุด ตามสัดส่วนร่างกายของไดโนเสาร์ซอโรพอด ซึ่งคือพันธุ์ที่มีคอยาว หางยาว และมีจำนวนกระดูกบริเวณคอมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเจอกระดูกแล้วกว่า 1,000 ชิ้น โดยไดโนเสาร์พันธุ์นี้กระจายตัวไปทั่วเอเชียเท่านั้น ไม่พบในทวีปอื่นๆ แหล่งใหญ่สุดคือประเทศจีน รองลงมาคือไทย ก่อนหน้านี้มีการพบมาเมนชีซอรัสในที่อื่นๆ เช่น จ.มุกดาหาร ซึ่งก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อศึกษากระดูกทั้งหมดก็จะสามารถไขปัญหาได้ว่า ชุมชนของเจ้ามาเมนชีซอรัสหน้าตาเป็นอย่างไร และมีกี่สปีชีส์”

“แน่นอนว่าในระบบนิเวศไม่ได้มีแค่กินพืช คอยาว หางยาว ยังมีตัวกินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน

แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ “ภูน้อย”

ที่แหล่งภูน้อยยังเจอชิ้นส่วนกระโหลกจำนวนมากของไดโนเสาร์กินเนื้อ ทำให้เมื่อศึกษาเสร็จ ภาพโครงสร้างของสัตว์ชนิดนี้จะชัดเจนมากกว่าการเจอแค่ฟัน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทำรีคอนสตรักชั่นเพื่อให้รู้จักหน้าตาที่แท้จริง”

ทั้งนี้ การกระจายตัวของกระดูกไม่ได้อยู่เพียงจุดเดียว เพราะเมื่อเจอ 1 ชิ้น ขุดไปอีก 3 เมตร ก็อาจจะเจออีก 1 ชิ้น ซึ่งข้อนี้อธิบายได้ว่า กระโหลกของไดโนสาร์ หรือสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ได้เป็นชิ้นเดียวและเชื่อมต่อกันเหมือนกระดูกคน แต่จะแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วถูกยึดด้วยเอ็น เมื่อเอ็นย่อยสลาย แต่ละชิ้นจึงหลุดออกจากกันและถูกกระแสน้ำพัดพาให้กระจัดกระจาย

“เรารู้ว่าชิ้นนี้เป็นของตัวนี้ด้วยสัดส่วน ซึ่งเอามาประกอบกันได้พอดีเพราะเคยเป็นชิ้นเดียวกันมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเจออยู่ใกล้ๆ กัน การทำแผนที่ขุดค้นจึงมีความสำคัญ เพราะถ้าขุดและยกออกไปโดยที่ไม่ได้ทำแผนที่ไว้ก็จะไม่รู้ว่ากระดูกชิ้นไหนมาจากตรงไหนของพื้นที่ ถ้าเข้าห้องแล็บจะสามารถดูเบอร์ที่กระดูก แล้วลิงก์มาที่แผนที่ได้ ทำให้รู้ว่าชิ้นไหนน่าจะเป็นของตัวเดียวกัน”

“ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังมีการขุดค้นอยู่ตลอด ประเทศไทยคืออันดับ 1 เรื่องไซซ์ไดโนเสาร์ และยังมีจำนวนตัวอย่างรวมทั้งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่เจอ นอกจากนี้เรายังมีสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ทั้งเต่า จระเข้ ฉลาม และปลา ซึ่งกลุ่มสัตว์ที่เจอที่ อ.ภูน้อย คล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่เจอในยุคจูราสสิคของจริง เพราะหากดูแผนที่โบราณ บริเวณจีนใต้ในสมัยก่อนติดกับอินโดไชน่าซึ่งเคยเชื่อมต่อกัน ไดโนเสาร์และกลุ่มสิ่งมีชีวิตจึงอพยพไปมา แต่เนื่องจากเกาะนี้แยกตัวออกจากพื้นดินอื่นๆ ทำให้ไม่พบไดโนเสาร์กลุ่มนี้ที่ทวีปอเมริกา ยุโรป เพราะค่อนข้างจะเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น อยู่ในเกาะเดียว จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงเจอในประเทศจีนและไทย”

ห้องปฏิบัติการ พิพิธภัณฑ์สิรินธร

พรเพ็ญ ยังเปิดเผยด้วยว่า ประเทศไทยมีไดโนเสาร์ 9 ตัวที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งไดโนเสาร์ตัวที่ 10-11 ถูกขุดค้นมากว่า 10 ปีแล้ว แต่กระบวนการไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนเพราะยังไม่มีไดโนเสาร์มากนัก ในการเปรียบเทียบหรือศึกษาจึงรวดเร็วกว่า แต่สมัยนี้เรื่องไดโนเสาร์ตีพิมพ์เกือบทุกอาทิตย์ทั่วโลก ในการอัพเดตข้อมูลจึงต้องได้รับการคอนเฟิร์มอย่างดีก่อนจะเปิดเผย

ซึ่งความน่าตื่นเต้นคือ พิพิธภัณฑ์สิริธร พร้อมเปิดตัวไดโนเสาร์ตัวที่ 10 แล้ว หากอยากรู้ว่าชื่ออะไร กินพืชหรือเนื้อ เจอที่ไหน ต้องมาดูด้วยตัวเอง ที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ในงาน ครบรอบ 10 ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร “ความสำเร็จในทศวรรษแรก สู่ความร่วมมือในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม-23 มิถุนายนนี้

เปิดกรุไดโนเสาร์ ส่องขั้นตอนสำคัญหลังขุดค้น

แง้มประตูเข้าไปในห้องลับ พบกับกระดูกชิ้นใหญ่ละลานตาอยู่เบื้องหน้า ภายในห้องแล็บพิพิธภัณฑ์สิรินธรแห่งนี้ บรรจุกระดูกไดโนเสาร์มากกว่า 3,800 ชิ้น ซึ่งมาจากการขุดข้นที่ อ.ภูน้อย ภายในยังมีตัวอย่างของไก่ จระเข้ ปลา หอย กระทั่งไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่ในยุคโบราณ จึงถือว่ากาฬสินธุ์เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่ง

มองทะลุไปด้านในจะเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดกาวน์สีขาวกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่าง

“งานของน้องๆ คือการทำให้ตัวอย่างเหล่านี้เผยโฉมออกมาสู่นักวิจัย ด้วยการสกัดเอาหินออกจากกระดูก เพื่อให้เห็นกระดูกชัดเจนขึ้น ตัวอย่างทุกชิ้นหากไม่ได้รับการศึกษาวิจัยก็เหมือนกับหินชนิดหนึ่ง ไม่สามารถตอบได้ว่าคือไดโนเสาร์ประเภทใด มีแผงหลัง หรือคอยาวหรือไม่ กินเนื้อหรือกินพืช” ธิดา ลิอาร์ด นักธรณีวิทยา เปิดทัวร์พาชมกรุซากไดโนเสาร์ในห้องแล็บ พร้อมอธิบายเป็นระยะ

ธิดา บอกว่า กระดูกที่ยังอยู่ในเฝือกปูนปาสเตอร์ ขุดค้นและนำมาจากแหล่ง ภูน้อย ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งต้องใช้หลักการวิทยาศาสตร์ในการขุด โดยดูว่าตามพื้นผิวมีการหลุดขึ้นมาของตัวอย่างซากมากน้อยแค่ไหน มีชิ้นไหนที่แซะดูแล้วมีการวางตัวอย่างต่อเนื่องจึงจะขุดอย่างเป็นระบบ เพราะการเปิดหน้าดินต้องใช้คนมากและต้องรักษาความปลอดภัยของแหล่งขุดด้วย

แม้ตัวอย่างทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ส่วนใหญ่จะต้องนำมาเก็บรักษาเพื่อให้นักวิจัยหรือผู้สนใจเข้ามาศึกษา

นักบรรพชีวินวิทยา สกัดหินออกจากกระดูกไดโนเสาร์

ฟากของ กมลลักษณ์ วงษ์โก นักธรณีวิทยาชำนาญการ เปิดเผยว่า เรามีงานงานหนึ่งที่ได้รับการสั่งการจากอธิบดี คือไปหา 8 หมื่นชิ้น ซึ่งตอนนี้กำลังรวบรวมจากพิพิธภัณฑ์ของกรมทรัพย์ฯ ทั้งที่สิรินธร ภูเวียง ปทุมธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี ว่า 8 หมื่นชิ้นมีจริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะถึงหลักแสน แต่ไม่ได้สมบูรณ์ทั้งหมด บางชิ้นแตกหัก บางชิ้นไม่มีรูปร่าง ที่เป็นรูปร่าง เห็นเป็นขา แขน หัว คอ อยู่ในหลัก 5 พัน – 1 หมื่นขึ้นไป โดยไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยมีทั้งหมด 9 สายพันธุ์

ตัวแรกได้รับพระราชทานนามจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพวกคอยาว หางยาว ขายาว นามว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ตัวต่อมา สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส เจ้าของสะโพกที่ได้รับการตีพิมพ์จากวารสารที่น่ายอมรับที่สุดในโลก ซึ่งอนุมานกันว่าเป็น “ปู่ของทีเร็กซ์” เพราะอายุสูงถึง 130 กว่าล้านปี

ตัวที่ 3 สยามโมซอรัส สุธีธรนี เป็นไดโนเสาร์กินปลา เจอเฉพาะฟันซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฟันจระเข้ ปัจจุบันข้อมูลเติมเต็มมากขึ้น คือนอกจากฟันยังเจอกระโดงหลังที่มีความสูง จึงบอกได้ว่าอยู่ในกลุ่ม “สไปโนซอร์”

ตัวที่ 4 กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซิส เจอที่เทือกเขาภูเวียง จ.ขอนแก่น จำนวน 4 ตัว ซึ่งตัวนี้เดิน 2 ขา วิ่งเร็ว ปราดเปรียวเหมือนนกกระจอกเทศ จึงตั้งให้เป็นกินรีเยื้องย่าง

ชิ้นส่วนกระดูกของไดโนเสาร์ “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน”

ตัวที่ 5 และ 6 เจอที่ จ.ชัยภูมิ ตัวที่ 5 คือ อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี เป็นไดโนเสาร์คอยาว กินพืช ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก 210 ล้านปี ตรงข้ามกับตัวที่ 6 ที่อายุอ่อนสุดในประเทศไทย คือ 100 ล้านปี เจ้า ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กิ ฉายาของเขาคือ ไดโนเสาร์ปากนกแก้ว

ตัวที่ 7, 8 และ 9 เจอที่โคราช เป็นกลุ่มของ อิกัวโนดอน หรือไดโนเสาร์กินพืช ซึ่งทั้ง 3 ตัวอยู่ห่างกันไม่ถึง 6 กม.

“สยามโมดอน นิ่มงามมิ” “ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ” และตัวที่ 9 ขอพระราชทานนามจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือ “สิรินธรน่า โคราชเอนซิส” ส่วนตัวที่ 10 ไว้ต้องมาดูในงาน ครบรอบ 10 ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร