“11 ปีที่แล้ว ชาวบ้านชื่อนายทองหล่อ ได้เก็บชิ้นส่วนหนึ่งจากการสำรวจป่า ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นเกล็ดพญานาคตามความเชื่อของชาวอีสาน จึงเก็บไว้หวังจะเป็นเครื่องรางของขลัง แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น จึงส่งมอบถึงมือพิพิธภัณฑ์สิรินธร จนได้รู้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์ของปลาโบราณ กลุ่ม เลปิโดเทส” คำกล่าวนี้เป็นของ พรเพ็ญ จันทสิทธิ์ นักธรณีวิทยาชำนาญการของกรมทรัพยากรธรณี ที่ชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจของชาวบ้านเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์มีผลอย่างมากกับการรวบรวมเพื่อศึกษาให้เห็นรูปร่างของสัตว์อายุไม่น้อยร้อยล้านปี อย่าง “ไดโนเสาร์” และสัตว์อื่นๆ ในยุคนั้น
ด้วยเหตุนี้ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเริ่มเข้าสำรวจพื้นที่และทำการขุดค้นเปิดหน้าดินบริเวณที่เจอเศษกระดูกกระจายตัวอย่างหนาแน่นก่อน กระทั่งในปี 2553 พบกระดูกเกือบ 200 ชิ้น และในปี 2555 พื้นที่ภูน้อย อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ พบกระดูกรวมแล้วประมาณ 500 ชิ้น มีทั้งกระดูกขนาดเล็กเป็นมิลลิเมตร จนถึงขนาดใหญ่ซี่โครงยาวประมาณ 2 เมตร
กรมทรัพยากรธรณีจึงประกาศให้เป็นพื้นที่เขตสำรวจและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 และสำรวจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

“ไดโนเสาร์อยู่ในช่วง 65-300 กว่าล้านปี เมื่อตายซากของไดโนเสาร์จะสะสมตัวอยู่ในชั้นหินต่างๆ ซึ่งชั้นหิ้นจะเป็นตัวบอกอายุของกระดูกที่พบ” สมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เกริ่น ก่อนจะโยงให้เห็นภาพที่มาของโครงกระดูกที่จัดแสดงใน พิพิธภัณ์สิริธร ว่า
ส่วนใหญ่เวลาพูดถึงเรื่องไดโนเสาร์ก็จะไปหาชั้นหินที่มีอายุในช่วง จูราสสิค ถึง ครีเทเชียส หรือประมาณ 200 กว่าล้านปี แต่ไม่ใช่ว่าไดโนเสาร์จะไปอยู่ทุกที่ที่มีหินอายุมาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพปัจจัยหลายอย่าง ทั้งพื้นที่ป่าที่มีอาหารของไดโนเสาร์ ธารน้ำและสภาพผืนดินที่เหมาะสม โดยส่วนใหญ่จะพบในช่วงหินทราย หินทรายแป้ง และหินดินดาน เพราะตะกอนสามารถเกิดการทับถมกันได้อย่างรวดเร็วและทันที จนรักษาสภาพกระดูกไว้ได้กระทั่งนักวิชาการไปขุดค้นเจอ ซึ่งผุสลายไปเฉพาะช่วงที่เป็นเนื้อ แต่ฟอสซิลถูกกดทับจนแร่ธาตุในหินเข้าไปแทนที่โครงสร้างกระดูก จึงคงไว้ให้ได้เห็นเป็นรูปร่างกระดูก แต่ความจริงมีสภาพเป็นหินแล้ว
“ประเทศไทยมีหินที่มีอายุอยู่ในช่วง ไทรแอสซิก จนถึง ครีเทเชียส จึงมีไดโนเสาร์ ซึ่งในอาเซียนประเทศลาวก็มีไดโนเสาร์ เพราะมีชั้นหินคล้ายกับบ้านเราและธรณีวิทยาต่อเนื่องกัน แต่เรื่องการสำรวจอาจจะยังไม่มาก ที่จีนมีแน่นอน เวียดนามยังไม่พบ มาเลเซียเริ่มเจอเพราะมีชั้นหินที่อายุเดียวกับของไทย ซึ่งจะเห็นว่าไดโนเสาร์ความจริงแล้วมีอยู่ทั่วไป แต่โชคดีที่ประเทศไทยมีแผ่นดินอีสานที่มีขนาดใหญ่ และมีไดโนเสาร์ชุกชุม” สมหมายกล่าว
เยือนดินแดนจูราสสิค ถิ่นเจ้าคอยาว
ที่ อ.ภูน้อย คือถิ่นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์ก่อนสิ้นสุดยุคจูราสสิค ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พรเพ็ญ เล่าว่า ความสำคัญของการขุดค้นก็เพื่อสามารถให้ข้อมูลหรือไขปัญหาปริศนาเกี่ยวกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในอดีตได้
“ที่เจอเยอะที่สุดในแหล่งขุดค้นภูน้อยคือ ไดโนเสาร์ ตัวที่ครองพื้นที่นี้ ชื่อ มาเมนชีซอรัส เป็นไดโนเสาร์ยักษ์ใหญ่คอยาวที่สุด ตามสัดส่วนร่างกายของไดโนเสาร์ซอโรพอด ซึ่งคือพันธุ์ที่มีคอยาว หางยาว และมีจำนวนกระดูกบริเวณคอมากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเจอกระดูกแล้วกว่า 1,000 ชิ้น โดยไดโนเสาร์พันธุ์นี้กระจายตัวไปทั่วเอเชียเท่านั้น ไม่พบในทวีปอื่นๆ แหล่งใหญ่สุดคือประเทศจีน รองลงมาคือไทย ก่อนหน้านี้มีการพบมาเมนชีซอรัสในที่อื่นๆ เช่น จ.มุกดาหาร ซึ่งก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อศึกษากระดูกทั้งหมดก็จะสามารถไขปัญหาได้ว่า ชุมชนของเจ้ามาเมนชีซอรัสหน้าตาเป็นอย่างไร และมีกี่สปีชีส์”
“แน่นอนว่าในระบบนิเวศไม่ได้มีแค่กินพืช คอยาว หางยาว ยังมีตัวกินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน

ที่แหล่งภูน้อยยังเจอชิ้นส่วนกระโหลกจำนวนมากของไดโนเสาร์กินเนื้อ ทำให้เมื่อศึกษาเสร็จ ภาพโครงสร้างของสัตว์ชนิดนี้จะชัดเจนมากกว่าการเจอแค่ฟัน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการทำรีคอนสตรักชั่นเพื่อให้รู้จักหน้าตาที่แท้จริง”
ทั้งนี้ การกระจายตัวของกระดูกไม่ได้อยู่เพียงจุดเดียว เพราะเมื่อเจอ 1 ชิ้น ขุดไปอีก 3 เมตร ก็อาจจะเจออีก 1 ชิ้น ซึ่งข้อนี้อธิบายได้ว่า กระโหลกของไดโนสาร์ หรือสัตว์ชนิดต่างๆ ไม่ได้เป็นชิ้นเดียวและเชื่อมต่อกันเหมือนกระดูกคน แต่จะแบ่งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วถูกยึดด้วยเอ็น เมื่อเอ็นย่อยสลาย แต่ละชิ้นจึงหลุดออกจากกันและถูกกระแสน้ำพัดพาให้กระจัดกระจาย
“เรารู้ว่าชิ้นนี้เป็นของตัวนี้ด้วยสัดส่วน ซึ่งเอามาประกอบกันได้พอดีเพราะเคยเป็นชิ้นเดียวกันมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเจออยู่ใกล้ๆ กัน การทำแผนที่ขุดค้นจึงมีความสำคัญ เพราะถ้าขุดและยกออกไปโดยที่ไม่ได้ทำแผนที่ไว้ก็จะไม่รู้ว่ากระดูกชิ้นไหนมาจากตรงไหนของพื้นที่ ถ้าเข้าห้องแล็บจะสามารถดูเบอร์ที่กระดูก แล้วลิงก์มาที่แผนที่ได้ ทำให้รู้ว่าชิ้นไหนน่าจะเป็นของตัวเดียวกัน”
“ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังมีการขุดค้นอยู่ตลอด ประเทศไทยคืออันดับ 1 เรื่องไซซ์ไดโนเสาร์ และยังมีจำนวนตัวอย่างรวมทั้งความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ ที่เจอ นอกจากนี้เรายังมีสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่ตีพิมพ์ไปแล้ว ทั้งเต่า จระเข้ ฉลาม และปลา ซึ่งกลุ่มสัตว์ที่เจอที่ อ.ภูน้อย คล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่เจอในยุคจูราสสิคของจริง เพราะหากดูแผนที่โบราณ บริเวณจีนใต้ในสมัยก่อนติดกับอินโดไชน่าซึ่งเคยเชื่อมต่อกัน ไดโนเสาร์และกลุ่มสิ่งมีชีวิตจึงอพยพไปมา แต่เนื่องจากเกาะนี้แยกตัวออกจากพื้นดินอื่นๆ ทำให้ไม่พบไดโนเสาร์กลุ่มนี้ที่ทวีปอเมริกา ยุโรป เพราะค่อนข้างจะเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น อยู่ในเกาะเดียว จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงเจอในประเทศจีนและไทย”

พรเพ็ญ ยังเปิดเผยด้วยว่า ประเทศไทยมีไดโนเสาร์ 9 ตัวที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งไดโนเสาร์ตัวที่ 10-11 ถูกขุดค้นมากว่า 10 ปีแล้ว แต่กระบวนการไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนเพราะยังไม่มีไดโนเสาร์มากนัก ในการเปรียบเทียบหรือศึกษาจึงรวดเร็วกว่า แต่สมัยนี้เรื่องไดโนเสาร์ตีพิมพ์เกือบทุกอาทิตย์ทั่วโลก ในการอัพเดตข้อมูลจึงต้องได้รับการคอนเฟิร์มอย่างดีก่อนจะเปิดเผย
ซึ่งความน่าตื่นเต้นคือ พิพิธภัณฑ์สิริธร พร้อมเปิดตัวไดโนเสาร์ตัวที่ 10 แล้ว หากอยากรู้ว่าชื่ออะไร กินพืชหรือเนื้อ เจอที่ไหน ต้องมาดูด้วยตัวเอง ที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ในงาน ครบรอบ 10 ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร “ความสำเร็จในทศวรรษแรก สู่ความร่วมมือในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม-23 มิถุนายนนี้
เปิดกรุไดโนเสาร์ ส่องขั้นตอนสำคัญหลังขุดค้น
แง้มประตูเข้าไปในห้องลับ พบกับกระดูกชิ้นใหญ่ละลานตาอยู่เบื้องหน้า ภายในห้องแล็บพิพิธภัณฑ์สิรินธรแห่งนี้ บรรจุกระดูกไดโนเสาร์มากกว่า 3,800 ชิ้น ซึ่งมาจากการขุดข้นที่ อ.ภูน้อย ภายในยังมีตัวอย่างของไก่ จระเข้ ปลา หอย กระทั่งไม้กลายเป็นหินขนาดใหญ่ในยุคโบราณ จึงถือว่ากาฬสินธุ์เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแห่งหนึ่ง
มองทะลุไปด้านในจะเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดกาวน์สีขาวกำลังง่วนอยู่กับอะไรบางอย่าง
“งานของน้องๆ คือการทำให้ตัวอย่างเหล่านี้เผยโฉมออกมาสู่นักวิจัย ด้วยการสกัดเอาหินออกจากกระดูก เพื่อให้เห็นกระดูกชัดเจนขึ้น ตัวอย่างทุกชิ้นหากไม่ได้รับการศึกษาวิจัยก็เหมือนกับหินชนิดหนึ่ง ไม่สามารถตอบได้ว่าคือไดโนเสาร์ประเภทใด มีแผงหลัง หรือคอยาวหรือไม่ กินเนื้อหรือกินพืช” ธิดา ลิอาร์ด นักธรณีวิทยา เปิดทัวร์พาชมกรุซากไดโนเสาร์ในห้องแล็บ พร้อมอธิบายเป็นระยะ
ธิดา บอกว่า กระดูกที่ยังอยู่ในเฝือกปูนปาสเตอร์ ขุดค้นและนำมาจากแหล่ง ภูน้อย ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งต้องใช้หลักการวิทยาศาสตร์ในการขุด โดยดูว่าตามพื้นผิวมีการหลุดขึ้นมาของตัวอย่างซากมากน้อยแค่ไหน มีชิ้นไหนที่แซะดูแล้วมีการวางตัวอย่างต่อเนื่องจึงจะขุดอย่างเป็นระบบ เพราะการเปิดหน้าดินต้องใช้คนมากและต้องรักษาความปลอดภัยของแหล่งขุดด้วย
แม้ตัวอย่างทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ส่วนใหญ่จะต้องนำมาเก็บรักษาเพื่อให้นักวิจัยหรือผู้สนใจเข้ามาศึกษา


ฟากของ กมลลักษณ์ วงษ์โก นักธรณีวิทยาชำนาญการ เปิดเผยว่า เรามีงานงานหนึ่งที่ได้รับการสั่งการจากอธิบดี คือไปหา 8 หมื่นชิ้น ซึ่งตอนนี้กำลังรวบรวมจากพิพิธภัณฑ์ของกรมทรัพย์ฯ ทั้งที่สิรินธร ภูเวียง ปทุมธานี ระยอง สุราษฎร์ธานี ว่า 8 หมื่นชิ้นมีจริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะถึงหลักแสน แต่ไม่ได้สมบูรณ์ทั้งหมด บางชิ้นแตกหัก บางชิ้นไม่มีรูปร่าง ที่เป็นรูปร่าง เห็นเป็นขา แขน หัว คอ อยู่ในหลัก 5 พัน – 1 หมื่นขึ้นไป โดยไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทยมีทั้งหมด 9 สายพันธุ์
ตัวแรกได้รับพระราชทานนามจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพวกคอยาว หางยาว ขายาว นามว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ตัวต่อมา สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส เจ้าของสะโพกที่ได้รับการตีพิมพ์จากวารสารที่น่ายอมรับที่สุดในโลก ซึ่งอนุมานกันว่าเป็น “ปู่ของทีเร็กซ์” เพราะอายุสูงถึง 130 กว่าล้านปี
ตัวที่ 3 สยามโมซอรัส สุธีธรนี เป็นไดโนเสาร์กินปลา เจอเฉพาะฟันซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฟันจระเข้ ปัจจุบันข้อมูลเติมเต็มมากขึ้น คือนอกจากฟันยังเจอกระโดงหลังที่มีความสูง จึงบอกได้ว่าอยู่ในกลุ่ม “สไปโนซอร์”
ตัวที่ 4 กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซิส เจอที่เทือกเขาภูเวียง จ.ขอนแก่น จำนวน 4 ตัว ซึ่งตัวนี้เดิน 2 ขา วิ่งเร็ว ปราดเปรียวเหมือนนกกระจอกเทศ จึงตั้งให้เป็นกินรีเยื้องย่าง

ตัวที่ 5 และ 6 เจอที่ จ.ชัยภูมิ ตัวที่ 5 คือ อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี เป็นไดโนเสาร์คอยาว กินพืช ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก 210 ล้านปี ตรงข้ามกับตัวที่ 6 ที่อายุอ่อนสุดในประเทศไทย คือ 100 ล้านปี เจ้า ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กิ ฉายาของเขาคือ ไดโนเสาร์ปากนกแก้ว
ตัวที่ 7, 8 และ 9 เจอที่โคราช เป็นกลุ่มของ อิกัวโนดอน หรือไดโนเสาร์กินพืช ซึ่งทั้ง 3 ตัวอยู่ห่างกันไม่ถึง 6 กม.
“สยามโมดอน นิ่มงามมิ” “ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ” และตัวที่ 9 ขอพระราชทานนามจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือ “สิรินธรน่า โคราชเอนซิส” ส่วนตัวที่ 10 ไว้ต้องมาดูในงาน ครบรอบ 10 ปี พิพิธภัณฑ์สิรินธร

