อาศรมมิวสิก : ซิมโฟนีหมายเลข 2 ของ รัคมานินอฟ เลือกที่จะร้องไห้หรือคิดใคร่ครวญ : โดย บวรพงศ์ ศุภโสภณ

12.05.19 | 13:00 น.

คอนเสิร์ตของวงไทยแลนด์ ฟีลฯ (Thailand Philharmonic Orchestra) ในค่ำวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร ทำให้ผู้เขียนต้องเปลี่ยนใจในการเขียนบทความในครั้งนี้จากเนื้อหาเดิมที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ในการจะเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ดนตรีในแต่ละครั้งนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมี “แรงบันดาลใจ” ที่เกิดขึ้นจากการแสดงดนตรีที่ได้ฟังได้ชม และแรงบันดาลใจนี้จะก่อให้เกิดประเด็นต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถาม, ความสงสัย, ความชื่นชมในความเป็นเลิศของศิลปิน, การตีความของศิลปินที่มีแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งบางครั้งเราก็อาจไม่เห็นด้วย แต่ก็กลับได้เห็นแนวทางและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการตีความบทเพลงที่เรา (คิดว่า) รู้จักคุ้นเคยมานาน ซึ่งแน่นอนว่าการบรรเลงของวงไทยแลนด์ ฟีลฯ ภายใต้การอำนวยเพลงของวาทยกรหลักประจำวง (Chief Conductor) อย่าง “อัลฟอนโซ สการาโน” (Alfonso Scarano) ในครั้งนี้มีประเด็นความคิดทางดนตรีที่น่าแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากมาย (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ก็ตาม)

บทโหมโรงมหาวชิราลงกรณ ที่ประพันธ์โดย พ.อ.ประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งใช้เปิดการบรรเลงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็นบทเพลงร่วมสมัยที่มุ่งสื่อสารกับผู้ฟังด้วยรสนิยมอันดี ทฤษฎีและไวยากรณ์ทางการประพันธ์ไม่ล้ำหน้าจนเกินความเป็นดนตรี สำนวนการประโคมแตร (Fanfare) ที่ไม่กระด้าง, คม จนแสบหูและไม่กลมกลืนตามโครงสร้างคอร์ดมาตรฐานจนขาดความคมคาย, ตัวโน้ตเยอะแยะมากมายที่วิ่ง-เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วสร้างพลังทางดนตรีไม่ให้ฟังดูเคร่งขรึมจนเกินไป

พ.อ.ประทีปยังคงรู้จักปรับปรนส่วนที่เป็นทฤษฎีและส่วนที่เป็นศิลปะให้มีสัดส่วนผสมผสานกันได้อย่างพอเหมาะ ไม่ทำให้บทเพลง “ร่วมสมัย” กลายเป็นดนตรีเฉพาะกลุ่มแคบๆ สำหรับผู้รู้มากจนเกินไป

ฟรันเชสกา เดโก (Francesca Dego) ศิลปินเดี่ยวไวโอลินสาวสวยลูกครึ่งอเมริกัน-อิตาเลียน มารับบทศิลปินเดี่ยว ในบทเพลงไวโอลินคอนแชร์โตหมายเลข 1, ผลงานลำดับที่ 77 ของดมิทริ ชอสตาโควิช (Dmitri Shostakovich) นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการมาเยือนเมืองไทยของเธอ
ฟรันเชสกาเป็นศิลปินเดี่ยวที่คู่ควรแก่คำว่าระดับนานาชาติอย่างแท้จริง การเซ็นสัญญาอยู่ในค่ายบริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่อย่าง D.G. (Deutsche Grammophon) เป็นหลักประกันที่ไม่ผิดหวัง ศิลปะการเล่นไวโอลินและการตีความทางดนตรีของเธอมีอะไรๆ ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งทั้งสำหรับนักไวโอลินด้วยกันและผู้ฟังดนตรีธรรมดาๆ อย่างเราๆ การมาแสดงเดี่ยวบทเพลงของชอสตาโควิชในครั้งนี้ ดูจะสอดคล้องกับพรสวรรค์ธรรมชาติทางดนตรีในตัวเธอได้มากกว่า การบรรเลงไวโอลินคอนแชร์โตหมายเลข 1 ของ ปากานินิ (Niccolo Paganini) เมื่อหลายปีก่อนที่ผู้เขียนยังติงว่าเธอยังขาดมิติในพลังด้านมืดทางดนตรีบางอย่าง ที่อาจเรียกว่า ความเป็นปีศาจ หรือมิติที่เหนือโลกบางอย่างไปบ้าง

แต่ในผลงานของชอสตาโควิชนี้เป็นบทเพลงที่ต้องการจริต, การแสดงออกในเชิงภูมิปัญญามากกว่าอารมณ์อันอ่อนไหวโรแมนติกแบบฟูมฟาย, ต้องการภาวะทางสมาธิและความคิดอันมั่นคงแบบบุรุษเพศ เปิดการบรรเลงในท่อนแรกที่กำหนดไว้ด้วยคำว่า “Nocturne” ซึ่งนี่ไม่ใช่น็อกเทิร์นแบบเพลงเดี่ยวเปียโนยามค่ำชวนฝันในแบบของโชแปง (Frederic Chopin) แต่มันคือบรรยากาศค่ำคืนแห่งฝันร้าย ประดุจการตามมาหลอกหลอนของปีศาจร้ายในห้วงความรู้สึก

Advertisement

โครงสร้างในแบบแปรทำนอง (Variations) ที่เธอสร้างความแตกต่างในทางความคิดและรูปแบบมิได้มุ่งเน้นไปที่สีสัน ฟรันเชสกาแสดงออกถึงความเป็นนักไวโอลินที่สูงด้วยเทคนิคและระเบียบวินัยที่ควบคู่กันอย่างน่ายกย่อง สภาวะความคิดทางดนตรีของเธอแข็งแกร่งผิดวิสัยสตรีเพศทีเดียว

ในท่อนที่สองซึ่งกำหนดไว้ด้วยคำบรรยายลักษณะว่า “Scherzo”(สแกร์โซที่แปลตรงๆ ตัวว่า “ตลก” หรือ “น่าประหลาดใจ”) ในบทเพลงนี้มิใช่อารมณ์ตลกขบขันแบบคึกคะนองในบางด้านของความหมายนี้ แต่ทว่ามันกลายเป็นภาวะความน่าตกใจหรือตื่นตระหนกเสียมากกว่า ฟรันเชสกาเลือกใช้ความเร็วของจังหวะที่ออกจะเร็วกว่าปกติ ขับเน้นการตีความในเชิงตื่นตระหนกได้ชัดเจนมากขึ้น มันตั้งอยู่บนพื้นฐานของพละกำลัง, ความแม่นยำและระเบียบวินัยที่รองรับเธอเป็นต้นทุนอย่างเหลือเฟือ

ดนตรีในท่อนที่สามในจังหวะช้าที่ดูจะอวดความเป็นไวโอลิน (Violinistic) มากที่สุดในบทเพลงทั้งสี่ท่อน ดนตรีที่ค่อยๆ พัฒนาความเข้มข้นเข้าสู่จุดสูงสุดในช่วงการแสดงเดี่ยวคาเด็นซา (Cadenza) ที่วงหยุดบรรเลงปล่อยให้แนวเดี่ยวไวโอลินอวดฝีมือคนเดียวเต็มที่

และนี่คือช่วงบรรเลงเดี่ยวคาเด็นซาที่เรียกได้ว่า “ยักษ์ใหญ่” อย่างแท้จริง

เรียกร้องเทคนิคและพละกำลังขั้นสูงจากศิลปินเดี่ยว โดยเฉพาะความสามารถของฟรันเชสกาที่เธอสามารถ “ตะปบ” ระดับเสียงสูงๆ ในช่วงขั้นคู่เสียงกว้างๆ ได้อย่างแม่นยำราวกับนักกีฬายิงปืนเป้าบิน ที่ต้องกะระยะห่างให้เหมาะสมและยิงเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างไม่มีผิดพลาด เป็นช่วงคาเด็นซาที่สะกดผู้ฟังได้อย่างลืมโลกไปชั่วขณะ

นำเข้าสู่ท่อนสุดท้าย “Burlesque” อย่างน่าตื่นเต้น คำว่า “Burlesque” ที่แปลความหมายว่า “ตลก” แต่เราต้องไม่ลืมว่านี่คือบทตลกที่เขียนขึ้นในช่วงบรรยากาศเผด็จการการเมืองสมัยสตาลิน ที่มีการกดขี่ทางความคิด, กลั่นแกล้งผู้คิดเห็นต่าง และตีกรอบควบคุมทางศิลปวัฒนธรรมอย่างเข้มงวดจนแทบจะไม่ได้กระดิกตัว บทเพลงจึงอยู่ในลักษณะสำนวนตลกแบบเสียดสี, เย้ยหยันในชะตาชีวิตเสียมากกว่า

ขอย้ำอีกครั้งว่านี่ดูจะเป็นไวโอลินคอนแชร์โตที่แสดงถึงลักษณะความเป็นบุรุษเพศและความขมขื่นอย่างสูง ไม่ใช่ความขมขื่นจากการผิดหวังในความรัก แต่ขมขื่นในชะตากรรมแห่งความเป็นมนุษย์

ฟรันเชสกาตีบทแตกได้อย่างทะลุถึงแก่นทั้งเชิงพละกำลัง, เทคนิค และพลังสมาธิความคิดอันเข้มข้นต่อเนื่อง สมศักดิ์ศรีศิลปินค่ายยักษ์ใหญ่ D.G. อย่างแท้จริง ศักยภาพของเธอที่แสดงออกในการแสดงสดๆ ซึ่งแม่นยำถูกต้อง โดยไม่ผ่านการตัดต่อแก้ไขใดๆ แบบดนตรีในแผ่นซีดี

ณรงค์ ปรางค์เจริญ ดุริยกวีประจำวง ที.พี.โอ. (Composer in Residence) ประพันธ์บทเพลงใหม่ที่ใช้ชื่อว่า “Lament of Songs” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่การจากไปของ ภัทราวุธ พันธุ์พุทธพงษ์ หัวหน้ากลุ่มบาสซูน (Bassoon) ของวงไทยแลนด์ ฟีลฯที่เพิ่งจากโลกนี้ไปก่อนคอนเสิร์ตครั้งนี้เพียงสองสัปดาห์
อัลฟอนโซ สการาโน ได้กล่าวไว้อาลัยและวางพวงมาลัยแสดงความเคารพไว้ที่เก้าอี้ว่างซึ่งเคยเป็นที่นั่งประจำวงของเขาในสมัยที่เขายังนั่งเล่นอยู่

บทเพลงที่มีความยาวประมาณ 4 นาที ที่ไพเราะแบบสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์เศร้าจนเกินงาม ความโดดเด่นเห็นจะตกอยู่ที่แนวบรรเลงเดี่ยวปี่บาสซูนซึ่งมีลักษณะโหยหวนวังเวงในช่วงเสียงสูงๆ ไม่ต้องถามถึงว่าภัทราวุธเป็นขวัญและกำลังใจของเพื่อนๆ นักดนตรีในวงไทยแลนด์ ฟีลฯมากขนาดไหน ในขณะที่บทเพลงบรรเลงไป ก็มีการฉายภาพ
ภัทราวุธขึ้นจอ ในอิริยาบถทางดนตรีต่างๆ ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่

ช่างเป็นช่วงไว้อาลัยทางดนตรีที่มีค่าอยู่ในความทรงจำเป็นอย่างมากกับเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ โดยจะต้องควบคุมอารมณ์และแยกแยะความรู้สึกให้ได้เป็นอย่างดีเพื่อให้การบรรเลงผ่านไปได้ด้วยดี นี่คือเบื้องหลังของวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่ต้องไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้ามาครอบงำเหนือการควบคุมจนเป็นอุปสรรคในการทำงาน

บทเพลงเอกปิดท้ายรายการคือ ซิมโฟนีหมายเลข 2 ของ เซอร์เกย์รัคมานินอฟ (Sergei Rachmaninoff) อันโรแมนติกแสนเศร้า ที่ถูกกำหนดวางไว้ในรายการล่วงหน้าข้ามปี จึงมีความบังเอิญเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นเสมือนซิมโฟนีไว้อาลัยให้กับภัทราวุธไปโดยปริยาย นี่เป็นการบรรเลงซิมโฟนีบทนี้สดๆ ที่สร้างประเด็นแรงบันดาลใจและชวนให้เกิดความคิดเห็นทางดนตรี จนผู้เขียนต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะไม่ว่าจะเป็นไปด้วยความบังเอิญหรือจงใจก็ตามที การตีความบทเพลงนี้โดยสการาโน ได้สร้างความแตกต่างและแนวทางในการตีความบทเพลงนี้ขึ้นมาใหม่ในแบบที่ผู้เขียนเองก็คาดไม่ถึงมาก่อน

จากประสบการณ์ในการฟังบทเพลงนี้มาหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งจากการแสดงสดและในงานบันทึกเสียง โดยวงดนตรีและวาทยกรชั้นนำทั้งหลาย เราจะพบว่ารัคมานินอฟเขียนบทเพลงให้โดดเด่นด้วยความโรแมนติกในพลังอารมณ์อย่างสุดขีดแบบไม่บันยะบันยังทีเดียว เสน่ห์ของมันตลอดเท่าที่การรับรู้ตลอดมาในชีวิตการฟังดนตรีก็คือ ซิมโฟนีโรแมนติกที่โดดเด่นในความโศกเศร้าแห่งอารมณ์ความรู้สึก ศิลปินทั้งวาทยกรและวงออเคสตรา ต่างก็ล้วนแต่เดินไปตามแนวทางนั้น

แต่ทว่าในครั้งนี้ อัลฟอนโซ สการาโน สามารถตีกรอบในส่วนที่เป็น “อารมณ์ความรู้สึก” ได้อย่างเหมาะสมพองาม เขาไม่ควบคุมกำกับการบรรเลงจนขาดความยืดหยุ่น, มีชีวิตชีวา แต่ก็ไม่ปล่อยให้ส่วนของอารมณ์ทำงานไปตามธรรมชาติอย่างปราศจากการควบคุม ณ การทำงานครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลังดนตรี, พลังอารมณ์ความรู้สึกแบบโรแมนติกสุดขีดที่รัคมานินอฟบรรจุอัดแน่นในสกอร์ดนตรีนั้น หากมันได้รับการควบคุม, จัดสรรทิศทางในการแสดงออกอย่างพอเหมาะพอดี มันสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นการตีความในเชิงโครงสร้างและภูมิปัญญาอันลุ่มลึกได้อย่างแหวกแนว กลายเป็นซิมโฟนีรัคมานินอฟแห่งภูมิปัญญา มิใช่รัคมานินอฟแห่งอารมณ์ความรู้สึก ซิมโฟนีบทนี้ที่เราเคยชินกับบรรยากาศแบบซิมโฟนีร้องไห้ฟูมฟาย กลับกลายเป็นซิมโฟนีที่มองโลกอย่างอิ่มเอิบ, งดงาม

แนวทำนองที่สองในท่อนที่สอง (Scherzo) โดยกลุ่มไวโอลินที่ร้องไห้คร่ำครวญ กลายเป็นแนวทำนองแห่งการอำนวยพร (Blessing Theme) จากผู้ใหญ่ที่สูงวุฒิภาวะ ด้วยความเข้าใจในความเป็นไปของโลก หรือแนวทำนองที่ 3 (C) ในช่วงกลางท่อนที่ 3 (Adagio) ที่มีลักษณะสะอึกสะอื้นถูกปรับให้มีลักษณะการแสดงออกประดุจการเทศนาทางธรรม นี่คือเสน่ห์ของภาษาทางดนตรีที่สามารถปรับทิศทางการแสดงออกได้อย่างหลากหลายแนวทางจากโน้ตที่เขียนไว้ในฉบับเดียวกันแท้ๆ

ทางสายกลางแห่งการตีความอันน่าชื่นชมของสการาโนอีกจุดหนึ่งเห็นจะได้แก่ แนวทำนองที่สอง (2nd Theme) ของท่อนสุดท้าย ที่จัดเป็นจุดสูงสุดของบทเพลงนั้น มีความผ่อนคลายสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มทางดนตรีที่แทรกมาในกระแสเสียง นี่เป็นจุดสูงสุดแห่งความ
โรแมนติกของผลงานที่หากเข้าไปควบคุมมากเกินไปจะกลายเป็นการลดเสน่ห์และรสชาติทางดนตรีไปอย่างน่าเสียดาย

ผู้เขียนมิได้ชื่นชมการอำนวยเพลงของ สการาโนแบบนี้ในทุกครั้ง, ทุกคอนเสิร์ต และบางครั้งก็รู้สึกอึดอัดใจกับการทำงานแบบลูกหลานทอสกานินี (A. Toscanini) มากเกินไป นั่นก็คือควบคุมวงแบบเคร่งครัดเน้นในระเบียบวินัยเป็นอย่างมาก ในทางดนตรีเรามักเรียกและจัดวาทยกรที่ทำงานอย่างยึดมั่นในสกอร์ดนตรีแบบนี้ว่าเป็นกลุ่ม “วัตถุวิสัย” (Objective) ที่บางครั้งอาจทำให้ดนตรีขาดลมหายใจอันอ่อนโยนและรสชาติทางดนตรีไปอย่างน่าเสียดาย ความลงตัวในครั้งนี้จึงอยู่ที่ทางสายกลางแห่งดนตรีโดยแท้จริง
การลดความเคร่งครัดในการทำงานแบบยึดติดวินัยลงไป ปล่อยให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างลื่นไหลไปตามธรรมชาติได้บ้าง ซิมโฟนีหมายเลข 2 ของรัคมานินอฟในครั้งนี้จึงได้รับการปรับเปลี่ยนจากซิมโฟนีร้องไห้ที่เราคุ้นเคยมาโดยตลอด ให้กลายเป็นซิมโฟนีที่สูงด้วยวุฒิภาวะและการมองโลกในแง่ดี

ถ้าหากจะเชื่อมโยงกับชีวิตนี่เป็นเสมือนความบังเอิญที่นำซิมโฟนีแห่งความโศกเศร้าอาลัยมาปิดท้ายรายการ ราวกับเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงการจากไปของภัทราวุธ ผู้เป็นขวัญและกำลังใจคนสำคัญของวง ที.พี.โอ. การร้องไห้คร่ำครวญด้วยความคิดถึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่โลกดนตรียังต้องหมุนต่อไปชีวิตทางดนตรียังต้องบรรเลงต่อไปอีก การหวนรำลึกถึงบุคคลในดวงใจที่จากไปบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องร้องไห้ฟูมฟาย, ตีอกชกหัว

โปรดสังเกตว่าใครที่แสดงออกเช่นนั้นในยามโศกเศร้าก็มักจะเป็นคนที่ลืมง่ายในช่วงเวลาอันรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ในทางตรงกันข้ามการควบคุมอารมณ์การแสดงออกอย่างพอเหมาะ (หรือเสียน้ำตาแต่พอสมควร) แต่กลับสามารถจดจำคุณงามความดีของผู้จากไป เก็บความทรงจำตราตรึงไว้ในหัวใจได้อย่างยาวนาน นั่นดูจะเป็นความงดงามที่ควรค่าแก่การแสดงออกทั้งภายในและภายนอกของผู้ที่ได้ชื่อว่าเปี่ยมด้วยวุฒิภาวะ

ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาสอนเรามาแบบนั้น ประสบการณ์ซิมโฟนีรัคมานินอฟในครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างกัน