ในยุคที่หนังสือย่นย่อความสำเร็จของมนุษย์ให้ง่ายดายในระยะชั่วกรุ่นกาแฟไม่กี่แก้วและกระดาษไม่กี่หน้า กัมบัตเตะเนะ! เพราะความสำเร็จไม่มีทางลัด กลับวิ่งสวนทางเพื่อบอกข้อเท็จจริงอีกด้านให้โลกรู้-ว่าแท้จริงแล้ว ความสำเร็จอันหอมหวานที่ได้มาโดยง่ายนั้นมันไม่มีอยู่จริง
บุคคลทั้ง 15 ที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในหนังสือเล่มนี้ แม้จะประสบความสำเร็จในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาญี่ปุ่นหรือประเทศญี่ปุ่น ก็ล้วนแล้วต้องแลกแรงแลกหัวใจมาด้วยกันแล้วทั้งนั้น โดยมีระยะเวลาเป็นตัวพิสูจน์
พิชชารัศมิ์ Marumura หรือ วิรุณรัช พจน์เสถียรกุล รวบรวมเรื่องราวความสำเร็จทั้ง 15 ไว้ด้วยกัน ผ่านศาสตร์การพัฒนาตัวเองที่เธอสอดแทรกไว้ในหนังสือทุกบททุกตอน
จบระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ก่อนจะมาศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เอกการค้าระหว่างประเทศ International University of Japan โดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น และอีกใบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาการระหว่างประเทศและการทูต
พ้นไปจากนี้ เธอยังศึกษาหลักสูตรผู้นำความรู้ผสมผสานตะวันออกและตะวันตกจากสถาบัน Japan-America Institute of Management Science สหรัฐอเมริกา ผ่านทุนการศึกษา บริษัท ฟูจิตสึ เอเชีย
ปัจจุบันเธอเป็นคอลัมนิสต์เกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานกับคนญี่ปุ่น Japan Success ที่เว็บไซต์ Marumura .com
ดังนั้น ไม่เพียงแต่จะเป็นหนังสือให้กำลังใจในวันที่ทดท้อของคนทำงานหนัก แต่หนังสือเล่มนี้ยังเหมาะกับคนที่สนใจความเป็นญี่ปุ่น ในฐานะที่มันรวบรวมเอาชีวิตคนไทยที่ไปทำงานในองค์กรใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นและคลุกคลีกับชาวอาทิตย์อุทัยมามากต่อมาก
เรื่องราวของผู้คนที่วิรุณรัชสัมภาษณ์และเรียบเรียงควบคู่ไปกับศาสตร์การพัฒนาตนเองที่เธอศึกษามา จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ในแง่ที่ว่า ก่อนที่พวกเขาเหล่านี้ทั้ง 15 ชีวิตจะเหยียดแขนขึ้นไปคว้าเอาความสำเร็จอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้นั้น เบื้องหลังย่อมแลกมาด้วยความบากบั่นในระดับเกินจะนึกถึง
ไม่มีทางลัดในเส้นทางเหล่านี้
แล้วถัดจากนี้ไป คือบทสนทนาของหญิงสาวเจ้าของผลงาน กัมบัตเตะเนะ! เพราะความสำเร็จไม่มีทางลัด ที่ชีวิตเธอนั้น มากน้อยแล้ว น่าสนใจและน่าค้นหาไม่น้อยไปกว่ากันเลยทีเดียว
ทำไมสนใจประเทศหรือความเป็นญี่ปุ่น?
ไปที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกคือไปเรียนที่นิงาตะ เป็นการเรียนแลกเปลี่ยนครั้งหนึ่ง อีกครั้งคือไปตอนเรียนปริญญาโทค่ะ
ตอนที่เรียนแลกเปลี่ยนจริงๆ คือตอนนั้นเรียนจบปริญญาโทไปแล้วใบหนึ่ง ก่อนที่จะไปญี่ปุ่น ตอนนั้นเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศและการทูต จากนั้นไปแลกเปลี่ยนหนึ่งเทอม แล้วก็กลับมาทำงาน สักพักก็ได้ทุนไปเรียนใหม่อีกรอบหนึ่ง เลยเรียนปริญญาโทสองใบค่ะ
อยู่ญี่ปุ่นทำอะไรบ้าง?
มีเรียนและทำงานด้วยค่ะ อย่างตอนที่เรียนอยู่ ด้วยความที่มหาวิทยาลัยอยู่ต่างจังหวัด ไม่มีอะไรเลย มีแค่ทุ่งนากับป่าเขา (ยิ้ม) จะได้ทำงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด แล้วก็มีประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษ เยี่ยมโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยมที่ญี่ปุ่น
มาเขียนหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไร?
ตอนอยู่ประเทศญี่ปุ่น เราเคยเขียนให้ J Education จากนั้นก็มาเขียนให้นิตยสารการศึกษาวันนี้ แล้วมาเป็นนิตยสาร Exit มีช่วงหนึ่งเขียนทั้งสองฉบับเลยเพราะจะออกทุกสัปดาห์ จากนั้นก็หยุดเขียนไป แต่ตอนที่เขียนนี่คือจะเป็นประสบการณ์ตรงสดๆ เลย เพราะตอนเขียนเราอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วย แล้วเราก็เขียนมาเรื่อยๆ แต่ก็จะเป็นเรื่องทั่วไป วาไรตี้ เรื่องเที่ยว สังคม วัฒนธรรม แล้วก็ไม่ได้เขียนอีกเลย พอดีกับกลับมาประเทศไทยด้วย ทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ที่มีบริษัทชาติอื่นด้วย
จากนั้นขยับมาเขียนให้ Marumura ในความรู้สึกว่าเราโตขึ้นแล้ว คือในแง่ว่า ตอนที่เราเรียนอยู่เราก็จะเขียนในมุมมองของนักเรียน แต่ครั้งนี้ด้วยความที่เราทำงานในบริษัทญี่ปุ่นที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ มาหลายที่ เราก็จะมีประสบการณ์การทำงานกับคนญี่ปุ่น องค์กรญี่ปุ่น ทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถที่จะแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องการทำงานในองค์กรญี่ปุ่นให้คนทั่วไปได้ทราบ ฉะนั้น คอลัมน์ที่เขียนให้ marumura.com ก็จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการทำงานโดยเฉพาะ
ตอนเรียนกับตอนทำงานกับคนญี่ปุ่นต่างกันมากไหม?
มหาวิทยาลัยที่ไปเรียนเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติค่ะ จะมีทั้งนักศึกษาญี่ปุ่นและชาติอื่นด้วย ถามว่าตอนเรียนกับตอนทำงานกับคนญี่ปุ่นต่างกันมากไหม โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ต่างมากค่ะ จริงๆ อาจเพราะเมืองที่ไปเรียนเป็นเมืองเล็กๆ ในต่างจังหวัดด้วย ในมุมมองของเราเลยมองว่า คนญี่ปุ่นค่อนข้างจะใจดี มีน้ำใจ เหมือนเราประทับใจในเรื่องดีๆ ของเขา แล้วพอมาทำงานกับคนญี่ปุ่น หลายคนก็บอกว่า คนญี่ปุ่นโหดนะ เคร่ง ตรงเวลา แต่เรามองว่าคนญี่ปุ่นเขาทำงานเป๊ะ เขามีความรับผิดชอบสูง มีความเป็นมืออาชีพ ทำอะไรจริงจัง ตั้งใจ ทุกอย่างต้องเป็นระบบระเบียบ ถ้าสมมุติเราสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราก็ทำงานในส่วนนี้ได้เหมือนกัน ทำให้เขาเชื่อถือ เขาก็จะไม่มาอะไรกับเรามาก เขาจะไว้วางใจเรา เพราะที่ทำงานมาหลายๆ ที่ หัวหน้าก็ให้การสนับสนุนเราด้วยดีมาตลอด (ยิ้ม)
การพิสูจน์ตัวเองที่ว่านั้นยากไหม?
ยากไหมเหรอคะ จะบอกยังไงดี (ยิ้ม) ก็ระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้คิดว่ามีส่วนหนึ่งที่คนไทยน่าจะต้องปรับตัวคือเรื่องของการรายงาน อย่างเช่นในวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่น เขาจะมีคำว่า HoRenSo ซึ่งย่อมาจาก HOkoku (การรายงาน), RENraku (ประชุมพิจารณา) และ SOdan (แลกเปลี่ยน) ซึ่งมันหมายถึงการรายงาน แจ้งความคืบหน้าของกระบวนการทำงานซึ่งคนไทยอาจไม่ชิน เพราะเราอาจจะคิดว่า ฉันก็ทำของฉันไป ถ้าไม่มีปัญหาอะไรฉันก็ไม่บอก ซึ่งตรงนี้คนญี่ปุ่นจะมองว่าเป็นเรื่องที่แปลก เพราะจริงๆ ควรจะอัพเดต รายงานความคืบหน้าให้หัวหน้าว่าตอนนี้ทำถึงตรงนี้แล้ว มีปัญหาอะไรก็ต้องบอก เหมือนกับว่าต้องทำจนเป็นความเคยชิน แล้วจะได้พูดคุยกับหัวหน้าด้วย เผื่อว่าเขามีไอเดียอะไรจะได้ต่อเติมเสริมได้ แสดงความคิดเห็นกัน
ทำไมสนใจมาศึกษาศาสตร์การพัฒนาตัวเอง?
เราเรียนศาสตร์เกี่ยวกับ Neuro-linguistic programming (NLP) เป็นศาสตร์เหมือนวิธีการใช้สมองให้ถูกทาง เหมือนเป็นการเรียนตั้งเป้าหมายและทำตามเป้าหมายให้ได้สำเร็จ ตอนแรกเริ่มเรียนด้าน NLP ก่อน จากนั้นก็มาเรียนด้านโค้ชชิ่ง เป็นศาสตร์การพัฒนาตัวเองและแนะนำโค้ชคนอื่นได้ด้วย
ศาสตร์นี้น่าสนใจอย่างไร?
ปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสือประเภทการพัฒนาตัวเองอยู่แล้วด้วย ที่มาศึกษาด้านนี้เพราะคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่น ตอนแรกที่เรียนมาก็เริ่มจากการโค้ชน้องๆ ที่บริษัทก่อน อย่างตอนนี้เราทำหน้าที่เป็น Senior manager ที่บริษัทแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนรถยนต์อยู่ มีน้องๆ ในทีมประมาณ 30 คน ก็เริ่มจากการโค้ชพวกเขา แล้วพอเริ่มทำไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกว่า มีทัศนคติที่เปลี่ยนไป พัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น จนเรารู้สึกว่าศาสตร์นี้มันใช้ได้ มันน่าจะเอามาช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย
ทราบมาว่าใส่เรื่องศาสตร์การพัฒนาตัวเองลงในหนังสือด้วย?
สัมภาษณ์ 15 คน จะมีธีมของมันอยู่ เช่น Self development นั้นทำอย่างไร การที่จะมีความสุขกับความสำเร็จในขณะเดียวกันเป็นอย่างไร ก็แบ่งเป็นข้อๆ เราก็ใช้หลักการโค้ชชิ่งในการเขียน วิธีการตั้งเป้าหมายทำอย่างไร การหาโอกาสในชีวิตทำอย่างไร เป็นต้น แล้วไปสัมภาษณ์ทั้ง 15 ท่าน ซึ่งทุกคนก็จะมีความเด่นในหัวข้อต่างๆ อยู่แล้ว
ยากไหม?
ยากค่ะ (หัวเราะ) คือมันใช้เวลาค่อนข้างมากๆ ปกติเวลาคนทั่วไปคุยเขาก็จะเล่าไปเรื่อยๆ แล้วพอตอนกลับมาถอดเทป เราก็รู้สึกว่าเขียนเป็นถามตอบจะน่าเบื่อไปไหม แต่ทุกคนที่เราคุยด้วย เรารู้สึกเวลาเขาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการทำงาน ประสบการณ์ชีวิตเขาที่ผ่านมา สิ่งที่เขาอยากแบ่งปัน เราฟังแล้วเราขนลุกเลยนะ ประทับใจมากๆ ในความพยายาม ในความตั้งใจที่เขาจะแบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่น
แล้วทั้ง 15 คนมีคุณสมบัติคล้ายๆ กันคือ ความพยายาม การมองโลกในแง่ดี และความมีน้ำใจในการแบ่งปันบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่นด้วย
รู้จักคนที่ไปสัมภาษณ์ได้อย่างไร?
บางท่านรู้จักกันอยู่แล้ว แต่บางท่านก็เป็นการแนะนำต่อๆ กัน ทั้ง 15 ท่านเป็นคนมีชื่อเสียงในวงการญี่ปุ่นอยู่แล้ว ติดต่อขอสัมภาษณ์ไม่ยากเลย แล้วต้องบอกว่าทั้ง 15 ท่านน่ารักมากๆ เราติดต่อเข้าไป บางท่านก็ไม่รู้จักว่าเราเป็นใคร หรือรู้แค่เราเป็นนักเขียนของ marumura แล้วพอเราบอกแนวคิด คอนเซ็ปต์ไปว่าอยากให้เขาช่วยแชร์ประสบการณ์ของเขา และคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหาที่เหมาะกับน้องๆ นักศึกษาที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ หรือแม้แต่คนทั่วไปที่เขาอยากรู้ว่าอาชีพต่างๆ มันต่างกันอย่างไร มีเทคนิคยังไงให้ประสบความสำเร็จ แล้วพอเราบอกคอนเซ็ปต์ไปแบบนี้ ทุกคนก็ยินดีมากเลย (ยิ้ม) เขาก็ให้ความร่วมมือเรา นี่ก็เป็นอีกความประทับใจหนึ่งที่เรามีต่อทั้ง 15 คนด้วย
จุดเหมือนกันของบุคคลทั้ง 15 คนคืออะไร?
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทั้ง 15 คนเป็นคนมองโลกในแง่ดี เขาจะมองว่า ข้อผิดพลาดที่ผ่านไปก็ให้มันผ่านไป อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ และคุณปนัดดา เจณณวาสิน ผู้บริหารอีซูซุ เขาพูดดีมาก บอกว่าอดีตที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำไมเราไม่ตั้งใจทำแค่วันนี้ อยู่กับปัจจุบัน อย่าฟุ้งซ่าน อย่าไปคิดว่าถ้าเราทำแบบนี้ อันนี้คงไม่เกิดขึ้น หรือทำไมเราไม่ทำงานนี้ ถ้าทำชีวิตคงดีกว่านี้ ถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก
หรือบางคนก็กังวลอนาคต กังวลมาก ทำให้เป็นโรคเครียด เขาก็แนะนำว่าทำทุกวันให้ดีที่สุด คือเชื่อว่าทุกคนที่ตั้งใจ พยายามเต็มที่ อย่างไรก็จะส่งผลอยู่แล้ว
ทั้ง 15 คนมีชื่อเสียงในวงการญี่ปุ่นอยู่แล้ว เขามีทัศนคติของคนญี่ปุ่นไหม?
ส่วนใหญ่ทั้ง 15 คนจะมีการซึมซาบความเป็นญี่ปุ่นอยู่พอสมควร แต่ในอีกขณะเขาก็ค่อนข้างเข้าใจคนญี่ปุ่นทั้งข้อดีข้อเสีย แล้วเขาก็เลือกจะใช้ข้อดีเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เช่น แนวคิดเรื่องความพยายาม ความตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด และการคิดถึงคนอื่น
แรงบันดาลใจของเราในการเขียนหนังสือเล่มนี้?
ข้อแรก ความที่เราเป็นคนทำงานในองค์กรญี่ปุ่นมานาน จะเข้าใจรูปแบบขององค์กรญี่ปุ่นและการทำงานกับคนญี่ปุ่น เลยอยากแชร์ประสบการณ์นี้ให้น้องๆ หรือคนรุ่นหลัง เพราะประเทศไทย ที่เศรษฐกิจเราพัฒนาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะการลงทุนของชาติญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือบริษัท ซึ่งปัจจุบันการลงทุนก็เปลี่ยนไปบ้าง อาจจะลงทุนด้านการเงิน ด้านบริการ ด้านการท่องเที่ยวหรือโรงแรมมากขึ้น มากกว่าเมื่อก่อนที่เน้นอุตสาหกรรมอย่างเดียวเช่นการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
ข้อสอง เราอยากให้คนทั่วไปหรือน้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่แล้วอยากรู้ว่าแต่ละอาชีพทำงานประมาณไหน
ข้อสาม ทั้ง 15 คนเรียกได้ว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เป็นคนที่ขึ้นไปถึงจุดจุดหนึ่ง เช่น คุณปนัดดา เป็นผู้บริหารหญิงคนเดียวของอีซูซุ เขาขึ้นไปถึงจุดนั้นได้ก็แปลว่าเขาต้องมีอะไรบางอย่าง มีความพิเศษ ซึ่งทั้ง 15 คนนี้ก็พิเศษทั้งหมด เราก็อยากให้เรื่องราวของทั้ง 15 คนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วๆ ไปที่คิดอยากจะขึ้นไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น
ชอบทัศนคติอะไรของคนญี่ปุ่นที่สุด?
น่าจะเป็นเรื่องความพยายาม ความตั้งใจ อึด แล้วเขาเป็นมืออาชีพสูง แล้วมันสะท้อนมาจากการตั้งใจทำงานเต็มที่ พยายามให้ข้อผิดพลาดน้อยที่สุด เป็นนิสัยที่นำไปสู่การประสบความสำเร็จและทำให้งานมีประสิทธิภาพ และคนญี่ปุ่นมักเกรงใจคนอื่น ไม่ค่อยรบกวนใคร และคิดถึงคนอื่นเสมอ
นิสัยเหล่านั้นมาจากอะไร?
น่าจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ระดับครอบครัวนะคะ ตอนที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นก็มีโอกาสได้ไปดูโรงเรียนอนุบาล ประถม เด็กๆ จะมีเวรตอนกลางวัน คนหนึ่งตักอาหาร คนหนึ่งแจกช้อน หลังจากนั้นแบ่งคนเก็บถ้วย ถูห้อง เชื่อไหมคะว่าห้องน้ำอนุบาลนี่สะอาดมาก เขาปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กเลย แบ่งหน้าที่ทุกอย่างชัดเจน
บรรยากาศการแข่งขันวอลเลย์บอลที่เป็นประเด็นที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการมองคนญี่ปุ่นของคนไทยไหม?
อาจจะมีส่วนค่ะ เพราะตอนนี้กระแสค่อนข้างแรง แต่จริงๆ อยากให้แยกเรื่องกัน (ยิ้ม) อันนั้นเป็นกีฬา อาจเป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่กระทำการบางอย่างให้เกิดความขัดแย้ง แต่โดยทั่วไป ไทยกับญี่ปุ่นก็ยังถือว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่เข้าใจว่ามันเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้
ทำไมถึงบอกว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด?
ช่วงนี้มีหนังสือออกมาเยอะ สำเร็จไว สำเร็จได้ง่ายๆ เยอะมากๆ หรือหนังสือเล่นหุ้นรวยง่ายๆ ซึ่งไม่จริงเลย เพราะเท่าที่คุยกับทั้ง 15 คน ทุกคนต้องใช้ความพยายามถึงจะสำเร็จ อย่างคนที่เล่นหุ้น ก็ไม่ได้ว่านั่งดื่มกาแฟเฉยๆ แล้วจะเทรดได้เป็นร้อยล้านนะคะ เขาต้องหาข้อมูลเยอะมากๆ กว่าจะมีทุกวันนี้ได้
แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเล่มนี้ก็จะมีเทคนิคเพื่อให้ไปถึงจุดมุ่งหมายได้เร็วขึ้น
เราอยากเน้นเรื่องของความพยายาม ความสำเร็จ นอกจากสำเร็จสิ่งที่เขาทำแล้ว พวกเขายังมีความสุขกับสิ่งที่เขาทำด้วย เขาไม่ได้เครียด กดดัน แต่เขามีความสุขเพราะเขาทำสิ่งที่เขารักด้วย (ยิ้ม)
เราเชื่อว่าความสำเร็จไม่ได้มากับความรวยเสมอไป โอเคว่าต้นทุนดีกว่าก็ดีไป แต่ไม่ได้แปลว่าคนไม่มีอะไรจะสร้างอะไรด้วยตัวเองไม่ได้
เชื่อว่าถ้าคนเราขวนขวายแล้วพยายามจริงๆ ชีวิตจะไม่อยู่ที่เดิมแน่นอน
การ์ตูนญี่ปุ่น
ภาพสะท้อนวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของชาวอาทิตย์อุทัย
พูดถึงประเทศญี่ปุ่นแล้วคงไม่พูดถึง มังงะ หรือ การ์ตูน ไม่ได้
ค่าที่ว่าจนทุกวันนี้ ก็ยังส่งอิทธิพลต่อคนไทยอย่างลึกซึ้ง ชนิดที่ยุคหนึ่งเด็กผู้ชายต้องพูดถึง สแลมดังก์ การ์ตูนบาสเกตบอลสุดมันส์จากปลายปากกาของนักเขียนการ์ตูนมือฉมังอย่าง ทาเคฮิโกะ อิโนอุเอะ และเด็กผู้หญิงย่อมใฝ่ฝันอยากจะเป็น เซเลอร์มูน นักสู้สาวสุดแกร่งผ่านลายเส้นของ นาโอโกะ ทาเคอุจิ หรือถ้าใครที่ความอดทนสูงหน่อย จนป่านนี้อาจยังรอคอยการกลับมาของ เบอร์เซิร์ก, คําสาปฟาโรห์ หรือ หน้ากากแก้ว
ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่าวัฒนธรรมการ์ตูนของชาวญี่ปุ่นนั้นลงรากลึกและแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต ที่ไม่เพียงแต่เป็นชีวิตของคนญี่ปุ่น แต่เป็นชีวิตของคนไทยที่ได้อ่าน
แน่นอนว่า อาชีพวาดการ์ตูนในประเทศญี่ปุ่นนั้นแข่งขันกันหนักหน่วง แต่ก็แลกมาด้วยการได้รับความเคารพอย่างสูงจากผู้คน
“วงการการ์ตูนเขาดังอยู่แล้ว” วิรุณรัชตอบต่อคำถามที่ว่า เหตุใดคนเขียนการ์ตูนในประเทศญี่ปุ่นจึงเติบโตและได้รับความนิยมอย่างมาก “อาจเพราะว่า การจะเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นนั้นไม่ง่าย ไม่ใช่แค่ทำๆ ไป แต่อาจารย์และทีมงานก็ต้องหาข้อมูล ทำการบ้านกันหนักมากกว่าจะออกมาเป็นการ์ตูนสักเรื่อง คือการ์ตูนญี่ปุ่นนี่คนที่เขียนเขามีความรู้มากๆ เลย
“การ์ตูนเป็นสื่อทางวัฒนธรรมด้วยค่ะ สำคัญมากๆ อย่างพวกเราก็รู้ว่าบ้านคนญี่ปุ่นเป็นอย่างไรก็จากการ์ตูนเรื่องโดราเอม่อน หรือโรงเรียนเด็กๆ เป็นอย่างไรจากเรื่องชินจัง” เธอหัวเราะปิดท้าย
อดถามไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้มีการ์ตูนในดวงใจไหม
หญิงสาวยิ้มเขิน ตอบเบาๆ “ซุปเปอร์ดอกเตอร์เคค่ะ” ว่าด้วยเรื่องราวและทฤษฎีในวงการแพทย์ ผ่านลายเส้นสุดเข้มของคาซึโอะ มาฟุเนะ
เรียกได้ว่าชอบอะไรจริงจังไม่แพ้ตัวตนของเธอเลยทีเดียว

