เมื่อพระดาบสโคดมได้ฟังนกกระจาบว่าการที่ตนไม่มีบุตรแล้วหนีมาบวช เป็นเหตุให้ไม่มีผู้ปกครองบ้านเมืองนั้นเป็นบาปก็เห็นจริง เพราะตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณกล่าวไว้ว่า ถ้าผู้ใดไม่มีบุตรไว้สืบตระกูล บิดาและปู่ของผู้นั้นจะต้องตกนรกขุมปุตตะ เมื่อดาบสโคดมระลึกได้เช่นนั้น จึงตั้งพิธีชุบนางขึ้นมาคนหนึ่ง ให้ชื่อว่า “นางกาลอัจนา” อยู่ด้วยกันต่อมาก็เกิดธิดาคนหนึ่งชื่อ “นางสวาหะ”
ในครั้งนั้นพระอินทร์รู้ว่า “นนทุก” ไปเกิดเป็น “ทศกัณฐ์” และจะทำความเดือดร้อนจนพระนารายณ์ต้องอวตารลงไปปราบ พระอินทร์มีความเห็นว่าควรจะแบ่งกำลังลงไปเป็นทหารพระราม มีพระดำริว่านางกาลอัจนาพอจะช่วยได้ จึงลอบเข้าหานางกาลอัจนาก็เกิดบุตรคนหนึ่ง มีผิวกายเขียวเหมือนพระอินทร์
ต่อมานางกาลอัจนานั่งอยู่ที่อาศรมคนเดียว พระอาทิตย์ขับรถอยู่กลางเวหาทอดพระเนตรลงมาเห็นนาง ก็คิดแบบเดียวกับพระอินทร์ จึงเสด็จลงมาปลอบประโลมนางด้วยวิธีเดียวกับพระอินทร์ นางกาลอัจนาก็ตั้งครรภ์ ให้กำเนิดบุตรชายอีกคนหนึ่งผิวกายสีแดง พระดาบสโคดมไม่ทราบเรื่องก็รักใคร่บุตรทั้งสองนั้นมาก
แต่แล้ววันหนึ่งความลับก็แตก พระดาบสพาบุตรทั้งสามไปที่ท่าน้ำ ขณะที่เดินไป สวาหะลูกสาวก็บ่นกระปอดกระแปดว่า “หลงรักลูกเขา เอาขึ้นอุ้มขึ้นขี่ ลูกสาวไม่ปรานีปล่อยให้เดินไปเอง” สวาหะพูดซ้ำอยู่อย่างนั้น จนพระโคดมเอะใจ ถามว่าที่พูดนั้นหมายความว่าอย่างไร สวาหะจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า เวลาพ่อไม่อยู่มีผู้ชายสองคนมาหาแม่ แล้วก็มีเจ้าน้องสองคนนี่แหละ พระโคดมได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ต้องการพิสูจน์ให้เห็นความจริง จึงอธิษฐานว่า
“ถ้าทั้งสองคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข เมื่อโยนลงน้ำไปให้ว่ายน้ำกลับมา ถ้าไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขให้ว่ายไปที่อื่นให้เป็นลิงป่า”
อธิษฐานแล้วก็โยนทั้งสามคนลงน้ำ ปรากฏว่านางสวาหะว่ายน้ำกลับมาเพียงคนเดียว ส่วนสองกุมารว่ายไปทางฝั่งตรงข้าม กลายเป็นลิงเข้าป่าไป พระโคดมเห็นเช่นนั้นก็สิ้นสงสัย อุ้มสวาหะกลับอาศรม แล้วสาปนางกาลอัจนาให้เป็นก้อนหิน ส่วยนางกาลอัจนารู้ว่าลูกสาวเป็นต้นเหตุ ก็สาปนางสวาหะให้ไปยืนตีนเดียวอ้าปากกินลมอยู่เชิงเขาจักรวาล มีลูกเป็นลิงเมื่อไรก็พ้นคำสาป
ฝ่ายพระอินทร์กับพระอาทิตย์ทราบเรื่อง เห็นว่าปล่อยกุมารทั้งสองให้เป็นลิงป่าไม่เป็นการเหมาะสม จึงพร้อมใจกันลงมาสร้างเมืองขีดขินให้อยู่ ตั้งโอรสพระอินทร์เป็นพระยากากาศครองเมือง ให้โอรสพระอาทิตย์ผู้เป็นน้องชื่อ สุครีพเป็นอุปราช

