หนีโรงเรียน ตามพิสูจน์’นิราศพระแท่นดงรัง’ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ปีนแหล่งหินตั้ง แลนด์มาร์ก 2 พันปี

1.06.19 | 19:49 น.

ผ่านไปอย่างชื่นมื่นเป็นพิเศษ สำหรับรายการขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอน ‘พระแท่น แลนด์มาร์กแม่กลอง เกือบสองพันปีมาแล้ว’ ซึ่งออกอากาศไปหมาดๆ ผ่านเฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์ ข่าวสด ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบมติชนทีวี ซึ่งอดีตสองกุมารสยามจูงมือกันไปรำลึกความหลังยังวัดวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี


เปิดฉากกันบริเวณหน้าวิหารพระแท่นดงรังที่มีผู้คนเดินทางมาทำบุญ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ขาดสาย

 

พระแท่นดงรัง หินธรรมชาติที่ถูกตัดแต่งรูปร่าง และนำนิทานท้องถิ่นมาสวมให้สอดรับกับพุทธศาสนา (ขวาบน) ขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บมจ. มติชน และสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ถ่ายทำรายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอน “พระแท่นแลนด์มาร์กแม่กลอง เกือบสองพันปีมาแล้ว”

สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ฝีปากคมมากของเครือมติชน ไม่พูดพร่ำให้อ้อมค้อมวกวน ยิงเข้าประเด็นสำคัญในทันที โดยระบุว่า หลังจากที่ ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่ค่ายประชาชื่น ออกปากว่าอยากเดินทางมายังวัดแห่งนี้ ตนก็รีบเร่งเร็วจี๋ในการทบทวนความรู้เดิม เพิ่มเติมข้อมูลใหม่ จึงพบว่า โอ้โห! มีเรื่องราวมากมายมหาศาล ทั้งยังสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทยมากกว่าที่คิด อย่างน้อยที่สุดหลักฐานบ่งชี้ว่า ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาให้ความสำคัญมากถึงขนาดส่งพระพุทธบาทจำลองประดับมุขมาถวาย

Advertisement

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเอกสารโบราณเป็นสมุดข่อยอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ ระบุว่ากรมพระราชวังบวรฯ เสด็จมาที่นี่ โดยเขียนเพลงยาวนิราศไว้ เมื่อ พ.ศ.2329 คราวที่รัชกาลที่ 1 เสด็จไปรบพม่าที่ท่าดินแดง แต่ยังไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ครั้นล่วงสู่สมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้ปฏิสังขรณ์อารามแห่งนี้ โดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จฯมาเช่นกัน ถัดมาในรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึง 2 ครั้ง และรัชกาลที่ 6 ก็เคยแวะนมัสการพระแท่นดงรังด้วย จึงถือว่าไม่ธรรมดา นอกจากนี้ ยังมีร่องรอยเก่ากว่ายุคทวารวดีเมื่อกว่าพันปีที่แล้วด้วยซ้ำ เพราะพบวัฒนธรรม ‘หินตั้ง’ มีการนำหินมากองเรียงในบริเวณนี้ และเป็นความเชื่อสืบมาว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ย่านนี้ยังเป็นเส้นทางคมนาคมไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้ว

มณฑปถวายพระเพลิง บนเขาถวายพระเพลิง


จากนั้น เข้าสู่ไฮไลต์ในความทรงจำของ สุจิตต์-ขรรค์ชัย ตั้งแต่วัยนุ่งสั้น ส่วนจะเกี่ยวข้องกับพระแท่นดงรังอย่างไร ต้องมาฟังจากปากเจ้าตัว

“มันเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของคุณขรรค์ชัยกับผม คือผมไม่มีสันดานทางการอ่านหนังสือ เป็นนักเรียนยากจน และเรียนเลว ไม่ใช่ยากจนแล้วเรียนดีนะ (หัวเราะ) แต่เมื่อมาเข้าเรียนมัธยมที่วัดนวลนรดิศ คุณขรรค์ชัย กับคุณเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ เขาชวนกันผมหนีโรงเรียนไปเที่ยววัดโพธิ์ ไปดูแข่งเขียนกลอน ไปเที่ยวตลาดหนังสือหลังแม่พระธรณีบีบมวยผม เรียกว่า แผงสิงห์สนามหลวง ขรรค์ชัยเป็นคนชวนให้อ่านวรรณคดี อย่างโคลงทวาทศมาส เล่มละบาทเดียว อ่านหนังสือเอารสความไพเราะของกลอนตามการศึกษายุคนั้น ซึ่งเน้นรสคำ ไม่ได้เน้นเนื้อความ

ช่วงนั้นอธิบดีกรมศิลปากรชื่อ ธนิต อยู่โพธิ์ เปิดเผยหลักฐานคัดค้านข้อเขียนของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า นิราศพระแท่นดงรัง แต่งโดยสุนทรภู่ ธนิต อยู่โพธิ์ บอกว่าไม่ใช่ แต่คนแต่งคือ เสมียนมี ลูกศิษย์สุนทรภู่ คนยอมรับเชื่อถือตามอธิบดีกรมศิลป์ ขรรค์ชัย บอก ต้องตามหามาอ่านกัน ก็ไปหาที่แผงหนังสือมาอ่าน” สุจิตต์เล่า โดยมีขรรค์ชัยนั่งฟัง รำลึกความหลังไปด้วยกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ

นิราศพระแท่นดงรัง ฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2500 ที่โรงพิมพ์ห้างสมุด ตรอกโรงเลี้ยงเด็ก ยังพิมพ์ชื่อผู้แต่งว่า “สุนทรภู่” กระทั่ง ธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร หาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าผู้แต่งคือ “เสมียนมี” ขรรค์ชัย บุนปาน ครั้งเป็นนักเรียน จึงชวนเพื่อนๆ ได้แก่ สุจิตต์ วงษ์เทศ และเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ โดดเรียนจากวัดนวลนรดิศไปแผงสิงห์สนามหลวง หาซื้ออ่านทันที (ภาพจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรองค์การมหาชน)

 

สุจิตต์ยังท่องกลอนให้แฟนๆ รายการฟังว่า

“ถึงมีเพื่อนก็เหมือนไม่มีเพื่อน เพราะไม่เหมือนนุชนาฏที่มาดหมาย มีเพื่อนเล่นก็ไม่เหมือนกับเพื่อนตาย มีเพื่อนชายก็ไม่เหมือนกันเพื่อนชม โคตรเท่เลย ตอนนั้นใครท่องกลอนชุดนี้ได้ เดินไปไหนมันผึ่งเลย สาวๆ มองตามเกลียวเลย เพราะเขานึกว่าเราบ้า พูดอะไรของมัน ไม่รู้เรื่อง”

ถึงตรงนี้เพื่อนซี้ทั้ง 2 ก็หัวเราะร่วนขึ้นมาพร้อมกัน รวมถึง เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรขาประจำที่สอบถามสู่ประเด็น ‘แลนด์มาร์กแม่กลอง’

สุจิตต์บอกว่า บริเวณนี้ทั้งหมดเป็นแลนด์มาร์กศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ 2,000 ปีที่แล้ว ตัวพระแท่นดงรัง ห่างจากแม่น้ำแม่กลองราว 10 กิโลเมตร ในเขตอำเภอท่ามะกา เป็นเส้นทางคมนาคมโบราณ โดยแม่น้ำแม่กลองไหลลงมาจากเทือกเขาในพรมแดนพม่า แควน้อย แควใหญ่ รวมมาเป็นแม่กลอง จากแม่กลองไหลลงมาถึงท่ามา มาถึงบ้านท่าเรือ แถวนี้มีคำว่าท่าเต็มไปหมด ท่าม่วง ท่าเสา ท่าไม้ เส้นทางแถบดังกล่าวเชื่อมโยงกับเมืองโบราณอื่นๆ อาทิ เมืองอู่ทองที่ลำน้ำจรเข้สามพัน จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และเมืองนครปฐมโบราณด้วย

“แถวนี้เป็นเส้นทางการค้ามาตลอดระหว่างทะเลอันดามันกับอ่าวไทย มีคนผ่านไปมาตั้งแต่ก่อนสมัยทวารวดี เกิดชุมชนโบราณ เป็นบ้านเป็นเมือง”

แม่น้ำแม่กลอง (ภาพจากโดรน “มติชนทีวี”)


ส่วนเรื่องราวของพระแท่นดงรังนั้น มีนิทานพื้นบ้านผูกโยงกับความเชื่อเรื่องสถานที่ดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า อาจเพราะมองว่าต้นรัง คล้ายต้นสาละที่เมืองกุสินารา บริเวณนี้มีลักษณะเป็นเนิน มีภูเขาเตี้ยๆ จึงเป็นแลนด์มาร์ก หรือจุดสังเกตของคนโบราณได้เป็นอย่างดี

“พระแท่นดงรังเกิดขึ้นด้วยอุดมคตินิทาน ความศรัทธาในพุทธศาสนา ถามว่าทำไมต้องเป็นตรงนี้ ก็เพราะนี่คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ก่อนรับพุทธศาสนา ถ้าพูดกันจริงๆก็คือตั้งแต่คนพื้นเมืองยังนับถือศาสนาผี ซึ่งนับรพนับถือหินก้อนใหญ่ที่โผล่ขึ้นมากลางภูเขา มี 2 จุดคือ 1.บริเวณที่เป็นพระแท่น 2.เขาถวายพระเพลิง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน หินเป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงฟ้ากับดิน ยิ่งอยู่สูงก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะอยู่ใกล้ฟ้า พอพุทธศาสนาเข้ามา คนก็ยกย่องตรงนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แล้วเอาเรื่องพระพุทธเจ้าปรินิพพานมาสวมไว้” สุจิตต์อธิบายอย่างเห็นภาพ

จากนั้น ถึงคิว ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการอิสระ ผู้ศึกษาวัฒนธรรม ‘หินตั้ง’ มานาน รับเชิญร่วมเดินทางในทริปนี้

“พระแท่นดงรัง เดิมเป็นหินก้อนใหญ่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในสมัยโบราณคนให้ความสำคัญกับการนับถือหินก้อนใหญ่ๆ เป็นลักษณะที่เราพบได้ทั่วโลก ศัพท์วิชาการเรียกว่า วัฒนธรรมหินใหญ่ หรือ Megalith ซึ่งถือว่าหินพวกนี้ศักดิ์สิทธิ์ อาจมีอำนาจ มีพลังอะไรบางอย่างในนั้น สำหรับพระแท่นดงรังพิเศษไปกว่าที่อื่น เพราะบริเวณนี้เป็นตาน้ำด้วย คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มีน้ำซึมน้ำซับ เขาจึงนับถือพื้นที่ตรงนี้มาก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาแล้ว พอราว พ.ศ.1000 ศาสนาพุทธก็พยายามกลืนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาผีพื้นเมืองให้กลายเป็นพุทธ เลยสร้างตำนานขึ้นมาว่าตรงนี้เป็นสถานที่ปรินิพพาน มีการตัดแต่งทรงหินธรรมชาติให้คล้ายเตียง เรียกพระแท่นดงรัง” ศิริพจน์เล่า

แม้คนไทยรับพุทธศาสนามานานนับพันปี แต่ศาสนาผียังดำรงอยู่ควบคู่เสมอมา เห็นได้จาก “ศาลผี” แม้กระทั่งในวัดวาอาราม


จากนั้น ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ขึ้นไปยัง ‘มณฑปถวายพระเพลิง’ เขาถวายพระเพลิง ซึ่งมีนิทานท้องถิ่นเล่าว่า พระพุทธเจ้าอาพาธที่พระแท่นดงรัง มีเจ้านายเป็นพระยามาเฝ้า หาโอสถมาให้ แต่หมอมารักษาไม่ทัน พระพุทธเจ้าจึงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานที่นี่ ทำให้เทวดานางฟ้าร้องไห้ แม้แต่หญ้าก็ร้องไห้ไปด้วย จึงเป็นที่มาของสมุนไพรชื่อ ‘หญ้าร้องไห้’ ปัจจุบันมีแผงขายสมุนไพรชนิดนี้อยู่ที่วัด สามารถซื้อมาต้มดื่มเพื่อสุขภาพได้ โดยในแถบนี้ล้วนเป็นป่าสมุนไพรทั้งสิ้น ส่วนที่มาของชื่อเขาถวายพระเพลิง ก็มาจากนิทานดังกล่าวว่ามีการถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าที่นี่นั่นเอง

ภายในมณฑปถวายพระเพลิง


มาถึงตรงนี้ อดีตเด็กหนุ่มที่พาเพื่อนโดดเรียนไปหานิราศพระแท่นดงรังอ่าน ขรรค์ชัย บุนปาน ซึ่งในวันนี้คือประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เล่าว่า เคยเดินทางมาที่วัดพระแท่นดงรังตั้งแต่ยังเด็ก วัดแห่งนี้รวมถึงพื้นที่โดยรอบมีความสำคัญ เป็นบริเวณที่มีความสวยงามมาก ทางจังหวัดควรให้การส่งเสริมในด้านต่างๆ ให้คนไทยได้รู้จักอย่างกว้างขวาง และเดินทางมาเยี่ยมชม สักการะปูชนียสถาน ชมโบราณวัตถุ โบราณสถาน ส่วนในด้านศาสนา นอกจากงานประจำปีของวัด ตนมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานสำคัญในเทศกาลอันเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา เพราะเชื่อว่าจากความสำคัญ และความสวยงามของพื้นที่มีศักยภาพที่จะทำได้ สำหรับทางวัด อยากให้ดูแลเรื่องน้ำ อย่าให้บริเวณโดยรอบแห้งแล้ง

ปิดท้ายด้วยสาระ และคำแนะนำดีๆ เช่นเคย ส่วนในทริปหน้าจะพาแฟนานุแฟนไปทอดน่องกันที่ไหน ต้องติดตาม แต่แง้มว่าอภิมหาอลังการงานสร้างอย่างแน่นอน

https://www.facebook.com/MatichonOnline/videos/1880516285381385/UzpfSTMzOTkzMjQ1Mjc4OTM3MToyMjIxMjUzMDk0NjU3Mjg4/