คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : ‘วินนิ่งฟอร์มูล่า’สไตล์เดอะมอลล์

1.06.19 | 22:01 น.

ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วจี๋จากเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วและแรงส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ ไม่มีใครอยู่แบบเดิมได้ และหากต้องการอยู่รอดต้องเปลี่ยนตนเองเพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 43 หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจจัดเวทีสัมมนาแรกของปี 2562 ในหัวข้อ “Game Changer Part II” โดยเชิญผู้นำองค์กรธุรกิจมาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ การ “เปลี่ยนองค์กร ปรับธุรกิจ” ให้ทันโลก

ค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลจากดิจิทัลดิสรัปต์ชัดเจน ในอเมริกาห้างสรรพสินค้าหลายแห่งทยอยปิดตัวลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตรงข้ามกับในบ้านเรา “เดอะมอลล์กรุ๊ป” ไม่เพียงอัพเกรดสาขาเดิมแต่ยังเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง

ซีอีโอหญิงเดียวบนเวที “ศุภลักษณ์ อัมพุช” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่าผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกต้องปรับตัวโดยยืนอยู่ให้ได้ใน 3 ด้าน คือ 1.globalization รับมือกับธุรกิจต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นอเมซอน, ลาซาด้าหรืออื่นๆ 2.digitalization รับมือเทรนด์ดิจิทัลทั้งอีคอมเมิร์ซ และโซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ และ 3.tourism ใช้ประโยชน์จากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของผู้คนทั่วโลกให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจ

“ค้าปลีกกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี และเทรนด์ต่างๆ ทั้งอีคอมเมิร์ซ, O2O, ออมนิชาแนล, เอไอ, ไอโอที และอื่นๆ ขณะที่ฐานผู้บริโภคซับซ้อนขึ้น มีกลุ่มสูงวัย และมิลเลียนเนียลที่แยกย่อยลึกลงไปอีก ยากที่ผู้บริหารที่เป็นคนรุ่นเก่าจะตามทัน และทำความเข้าใจได้”

Advertisement

ต้องหันมาใช้คนรุ่นใหม่เพื่อทำความเข้าใจ “ปัจจุบัน และอนาคต” ตั้งแต่ตัวสินค้า, รูปแบบ และช่องทางการสื่อสาร, ทัศนคติ, เทรนด์แฟชั่นพร้อมเปิดโลกทัศน์ในการนำประสบการณ์ แนวคิดจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาเป็นพื้นฐานเพื่อให้ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร อะไรคือสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการ

“คนรุ่นใหม่มีวิธิคิด และใช้ชีวิตต่างจากคนรุ่นก่อนมาก และการทำศูนย์การค้าไม่หมู และลงทุนไม่ถูก ทั้งล้มเหลวได้ง่ายมาก ดังนั้นเราต้องเลือกว่าจะเป็นอะไร จะรอถูก Disrupt หรือจะเป็น Disruptor”

ยุคแรก เดอะมอลล์เริ่มมาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรท่ามกลางสนามแข่งในธุรกิจห้างสรรพสินค้าไทย และต่างชาติ เรียกว่าเป็น New kid On the box ยุคนั้น และผ่านมาทุกวิกฤตทั้งค่าเงินบาทปี 2540 วิกฤตการเมือง น้ำท่วม ล่าสุดสงครามการค้า “สหรัฐ-จีน” รวมถึง “ดิจิทัลดิสรัปชั่น” ซึ่งธุรกิจต่างๆ วิตกกังวล ทั้งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่กับว่าจะมองเป็น “วิกฤต หรือโอกาส” หากมองเป็น “โอกาสในทุกวิกฤต คือ การหาโอกาสนั้นให้เจอ”

“เดอะมอลล์” มองว่า “ทุกวิกฤตเป็นโอกาส และการทำงานในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงต้องค้นหา “Winning Formula”

“ตนเรียนจบเภสัชฯมาจึงมองหา Formular หรือสูตรที่จะมาใช้ในการบริหารธุรกิจตลอดเวลา ตอนเปิดเดอะมอลล์สาขาแรกไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจค้าปลีกเลย แต่หลังจากนั้นได้เรียนรู้ว่าหากจะอยู่ในโลกธุรกิจต้องหาอะไรที่ Winning ให้ได้”

“ศุภลักษณ์” ย้ำแนวคิดของเธอว่า “ถ้าไม่ชนะ จะไม่ทำ” และว่าการหา Winning Formula ในยุค “ดิจิทัลดิสรัปต์” ไม่ง่าย แต่เมื่อวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน มั่นใจว่าธุรกิจค้าปลีกยังมี “โอกาส” แค่ต้องหาให้เจอว่าอะไรเป็น “สูตรแห่งความสำเร็จ” นั้น

หนึ่งในวิธีตามหาสูตรแห่งชัยชนะ คือการเดินสายพบปะผู้คน ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “บารัค โอบามา” นักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ดัง และบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จระดับโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น “ริชาร์ด แบรนด์สัน” เวอร์จิ้นกรุ๊ป

แจ๊ก หม่า เจ้าของอาณาจักรอีคอมเมิร์ซโลก Alibaba, เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ประธาน และซีอีโอ กลุ่ม LVMH Group เจ้าของแบรนด์หรูทั้งหลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์, เฟนดิ, มาร์ค จาคอบส์ เป็นต้น เพื่อศึกษาแนวคิด ตั้งแต่พื้นฐานว่าจุดแข็งของไทย คืออะไร ทำไมต่างชาติอยากมาลงทุน ลงทุนด้วยเป้าหมายอะไร ลูกค้ากลุ่มใดมีศักยภาพ และปัจจัยอะไรที่จะสามารถต้านทานการดิสรัปต์ของเทคโนโลยีได้

แม่ทัพหญิงเดอะมอลล์กรุ๊ปเล่าว่าการไปพูดคุยกับ “แจ๊ก หม่า” ก็เพื่อให้รู้แนวคิดของเจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซโลกว่าคิดอย่างไรกับธุรกิจค้าปลีก

“แจ๊ก หม่า บอกว่าต้องทำทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพราะออนไลน์อย่างเดียวไม่มีตัวตน ต้องมีออฟไลน์ด้วย เพื่อเป็น O2O สร้าง Seamless Experience ให้ผู้บริโภค ที่ไปคุยกับประธาน และซีอีโอ กลุ่ม LVMH Group ก็เพราะอยากรู้ว่า ทำไมแบรนด์หรูยังขยายสาขาได้ทั่วโลกท่ามกลางกระแสดิสรัปชั่น”

เช่นกันกับการพบปะ “ฟรองซัวส์ อองรี ปิโนลต์” ประธานและซีอีโอ เคอริงกรุ๊ปเจ้าของแบรนด์ กุชชี่, อีฟส์ แซงต์โลรองต์, บอตเตกา เวเนตา, บาลองเซียกา ก็เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการเติบโตของตลาดแบรนด์หรูในตลาดโลกว่าทำได้อย่างไร

“ศุภลักษ์” ย้ำว่าการหา Winning Formula ไม่สามารถคิดเองทำเองได้ด้วยตัวคนเดียวแต่ต้องฟังความต้องการของนักลงทุนต่างๆ รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละยุคด้วยว่าต้องการสินค้าและบริการรูปแบบใด ที่ผ่านมาเน้นการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง เช่น เดอะมอลล์ยุคแรกมีน้ำตกมีสวนน้ำหรือสยามพารากอนและเอ็มโพเรียมที่มีบรรยากาศ และไลน์อัพสินค้าหรูหรา

จาก “เอ็มโพเรียม” สู่ “เอ็มควอเทียร์” และการสร้างย่านช้อปปิ้ง “M District”

“ไทยเป็นฮับการท่องเที่ยวของอาเซียน มีนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังซื้อสูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากกว่า 35 ล้านคน ในอนาคตจะถึง 80 ล้านคนไม่ยาก เราโฟกัสลูกค้ากลุ่มนี้เป็นเป้าหมายเสริมลูกค้าในประเทศ”

“Winning Formula” ถัดไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คือการเป็น “อีเวนต์การแสดงสด” เช่น คอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้านทาน “ดิจิทัลดิสรัปชั่น” ได้ ด้วยว่ามีฐานแฟนคลับศิลปินและกีฬาจำนวนมากพร้อมลงทุนเพื่อสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตนเอง โดยดึงยักษ์ใหญ่ธุรกิจบันเทิง และกีฬาระดับโลก “AEG” เข้ามาลงทุนในเมืองไทย

“AEG” จะเข้ามาลงทุนนับหมื่นล้านบาทเพื่อสร้าง “อารีน่า” จัดคอนเสิร์ต และอีเวนต์ระดับโลก 2 แห่ง มุ่งไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านค้าปลีก และความบันเทิงแบบ “ออล อิน-วัน” เพื่อดึงดูดลูกค้าจากทั่วโลก

หญิงเหล็กแห่งเดอะมอลล์กรุ๊ปทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่ “ผู้บริโภค” ต้องการมากที่สุด คือ “ความสุข” ดังนั้นธุรกิจจึงต้องหาวิธีทำให้ผู้บริโภคมีความสุขให้ได้