หน้าแรก ประชาชื่น มหัศจรรย์การ์...

มหัศจรรย์การ์ตูน : บอกหมอว่าอย่าเพิ่งสวด

29.05.16 | 15:00 น.

เราทุกคนมี ชุดความคิด” ติดตัวอยู่ค่ะ ชุดความคิดบางแบบทำให้มีความสุข เช่น เมื่อถูกเพื่อนเหน็บแนมก็เข้าใจว่าคงเป็นเรื่องล้อกันเล่นไม่ได้ถูกแกล้ง คิดแบบนี้ก็จะสุขมากกว่าทุกข์ แต่ชุดความคิดบางแบบก็ทำให้เกิดความทุกข์ค่ะ เช่น เพื่อนเหน็บแนมหมายถึงเพื่อนเกลียดเราหรือไม่ยอมรับเราเข้ากลุ่ม คิดแบบนี้ก็จะทุกข์มากกว่าสุข เราจะเห็นว่าความคิดจะนำหน้าอารมณ์อยู่เล็กน้อยแต่ส่วนใหญ่เราไม่รู้ตัวและปล่อยให้อารมณ์มีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมที่จะแสดงออกมาภายหลัง

หนึ่งในชุดความคิดของผู้ป่วยที่ทำให้จิตแพทย์ทำงานลำบากขึ้นคือความเชื่อว่า “คนบ้าเท่านั้นที่จะมาพบจิตแพทย์” และ “อย่ากินยารักษาโรคทางจิตเพราะยาจะกดสมอง” ผลคือคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตก็จะไม่กล้ามาพบจิตแพทย์และเมื่อพบแล้วก็ไม่ยอมกินยาเพราะกลัวสมองถูกกด เรื่องนี้โทษตัวผู้ป่วยไม่ได้นะคะเพราะยามที่เขาเครียดกังวลมากๆ การใช้เหตุผลจะเสื่อมประสิทธิภาพลงและหลายครั้งใช้ชุดความคิดเดิมๆ ที่เชื่อมาตลอดแม้ว่าจะไม่ได้รับการพิสูจน์ก็ตาม

คุณผู้หญิงท่านหนึ่งแวะกลับมาหลังไม่มาตามนัดไปเกือบครึ่งปีค่ะ เดินสวนกันในโรงพยาบาลระหว่างที่เธอกำลังรอทำนัดใหม่เลยคุยกันเล็กน้อย เธอบอกว่าอาการวิตกกังวลและหงุดหงิดง่ายกลับมากำเริบอีกครั้งหลังขาดยาไป 3-4 เดือน จึงขอมารักษาใหม่

“เพราะอะไรตอนนั้นถึงหยุดยาคะ เช่นเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ดีหรือเปล่า”

เธอทำหน้าเจื่อนไปพอสมควรเลยค่ะ

Advertisement

“หนูเห็นว่าอาการดีแล้วแล้วญาติก็เตือนว่ากินยาแล้วตับไตจะเสีย แฟนหนูก็บอกว่าอาการดีแล้วไม่ต้องกินยา ให้ลองฝึกควบคุมอารมณ์ด้วยตัวเองดู”

จะเห็นว่ามีชุดความคิดมากมายที่เกิดขึ้นจากความเครียดอีกแบบหนึ่งค่ะ ตอนป่วยก็เครียดเพราะป่วย แต่พอหายป่วยก็เครียดเพราะยังต้องกินยาต่อเนื่องทั้งที่เป็นหวัดหรือท้องเสีย พออาการหายไปก็หยุดยาได้ ลองมาท้าทายชุดความคิดในการ์ตูนที่ทำให้เหตุผลและอารมณ์ของเราสู้กันอยู่ในหัวดีกว่าค่ะ

โจทย์ตั้งต้นของการ์ตูนเรื่อง “บอกหมอว่าอย่าเพิ่งสวด” แปลไทยลิขสิทธิ์โดย NED Comics ถามเราว่าถ้าเราเจ็บป่วยอยู่ในโรงพยาบาลแล้วเห็นพระเดินเข้ามาหาเราที่เตียง เราจะคิดอย่างไร โจทย์ข้อสองชวนให้ขบคิดว่า ถ้าเราเชื่อว่าความตายคือความล้มเหลวของการรักษาทั้งที่ทุกคนก็ต้องตายและบางโรคมีแต่ตายเร็วกับตายช้า เราจะทำอย่างไรกับความล้มเหลวนี้ดี หรือว่าแท้จริงความตายไม่ใช่ความล้มเหลวแต่แรก

“มัตสึโมโตะ” เป็นคุณหมอหนุ่มประจำห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง โรงพยาบาลนี้มีนโยบายให้จ้างนักบวชประจำไว้คนหนึ่งเพื่อสวดส่งวิญญาณผู้ตายซึ่งเป็นประโยชน์ทางใจกับญาติอย่างมาก คุณหมอซึ่งบวชเรียนมาแล้วจึงควบสองตำแหน่งเลยค่ะ แต่ปัญหาคือเมื่อคุณหมอสวมชุดนักบวชเดินไปเยี่ยมผู้ป่วยที่ยังรักษาตัวอยู่ ผู้ป่วยหลายคนตกใจและโกรธเพราะคิดว่าคุณหมอกำลังแช่งให้เขาตายไวๆ บางครั้งคุณหมออยู่เวรและได้เวลาสวดมนต์ เสียงสวดที่ดังไปถึงห้องผู้ป่วยกลางดึกก็ทำให้ขวัญหนีดีฝ่อกันหมด เราจึงเห็นชุดความคิดที่น่าสนใจมาก

ชุดความคิดแรกคือ นักบวช = ตาย และหมอ = รอด แต่ถ้านักบวชคนนั้นเป็นหมอด้วย เราจะเลือกตีความอาการของเราไปในทางตายหรือรอดมากกว่ากัน ชุดความคิดที่สองคือการสวดมนต์ = สวดศพ และการสวดมนต์ = การทำให้จิตใจสงบ แต่ถ้าเราได้ยินเสียงนี้ในโรงพยาบาลเราจะตีความไปในทางตายหรือทางสงบมากกว่ากัน จะเห็นได้ว่าเพียงแค่นักบวชและเสียงสวดมนต์ที่อยู่ผิดที่ผิดทางก็ทำให้ชุดความคิดของเราตีความไปในทางร้ายมากกว่าดีค่ะ เครื่องมือที่จะทำให้เราเอาชนะความตื่นตระหนกจากชุดความคิดในทางก่อทุกข์อาจจะเป็นการเจริญสติซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการรักษาแบบสติบำบัด (MBCT: Mindfulness-based cognitive therapy) ก็ได้

โดยย่อ MBCT คือการรักษาด้วยกระบวนการฝึกให้ผู้ป่วยตระหนักรู้ถึงความคิดและอารมณ์ของตนเองซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำพาความทุกข์มาให้ รู้แล้วก็ฝึกเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดนำไปสู่อารมณ์ในทางบวกยิ่งขึ้นจากภายในตัวเรา นอกจากนั้น ยังฝึกทักษะการเจริญสติหลายแบบรวมถึงนั่งสมาธิด้วย มีการใช้อย่างกว้างขวางในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า

การศึกษาของ ดร.แบคเกอร์ ซึ่งตีพิมพ์ใน Psychotherapy and Psychosomatics พบว่า แม้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะหายจากอาการของโรคด้วยยาแล้วแต่ผู้ป่วยบางคนยังคงมีอาการเล็กน้อยบางอาการคงค้างอยู่และทำให้ชีวิตไม่มีความสุขนัก เช่น ยังคงอ่อนไหวง่ายกับคำพูดของคนอื่นหรือยังขาดความมั่นใจในตัวเองเมื่อต้องแสดงความคิดเห็น เหตุเหล่านี้อาจส่งผลให้โรคซึมเศร้ากำเริบอีกครั้งได้แต่ถ้าเราลดอารมณ์ด้านลบที่เกิดจากเหตุการณ์เหล่านี้เสีย เช่น เราไม่ได้คิดมากกับคำพูดคนอื่นหรือมั่นใจเมื่อแสดงความคิดเห็นและคิดว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมชาติ อารมณ์ด้านลบก็จะไม่ก่อตัวขึ้น โรคซึมเศร้าก็จะมีโอกาสกำเริบน้อยกว่าและช่วยให้ผลการรักษาดีในระยะยาวมากกว่ากินยาอย่างเดียว

ดังนั้น ท่านที่ป่วยหรือเครียดอยู่อาจต้องใช้ยาในช่วงเริ่มรักษาเพื่อเรียกสติ ท่านที่ไม่ป่วยแล้วก็ต้องฝึกสติให้เอาชนะชุดความคิดด้านร้ายให้ได้และมองโลกมุมใหม่ด้วยชุดความคิดที่ทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ