ใครๆ ก็มีแม่ ส่วนคนที่ไม่มีแม่-จะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม–ยิ่งอยากได้มากกว่าใครอื่น เรื่องแม่ลูกจึงไม่เคยล้าสมัย และเป็นหัวข้อที่จับใจคนได้ทุกยุค
โดยธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นแม่คนหรือแม่สัตว์ ส่วนใหญ่จะสู้ยิบตาเพื่อลูก สู้เพื่อความอยู่รอดของลูก สู้เพื่อที่จะได้อยู่กับลูก สู้ถูก-ถูก ผิด-ผิด ไม่ต้องมีเหตุผล ไม่ต้องมีคำอธิบาย
ไม่ได้สู้เพื่อให้ได้เป็นวีรสตรี ไม่ต้องมีดราม่า แต่สัญชาตญาณแห่งความเป็นแม่ทำให้ต้องสู้ รู้แค่นั้น
สู้กับโลกทั้งโลกยังได้ เหมือนอย่างในบทเพลงแห่งยุค 70s ชื่อ You and Me Against the World คนฟังมากจินตนาการหน่อย อาจมองเห็นภาพแม่เหยียดแขนยันโลกทั้งใบไว้โดยมีัลูกน้อยผูกแนบอยู่กับอก
เนื้อเพลงที่บอกว่า
“สองเราสู้โลก แม้คนอื่นๆ จะหันหลังและทิ้งเราไป แต่จงมั่นใจว่าแม่จะอยู่กับเจ้าเสมอ”
You and me against the world/Sometimes it feels like you and me against the world/When all the others turn their backs and walk away/You can count on me to stay.
จากนั้นก็พลอยนึกไกลไปถึงแม่ลูกสู้โลกแบบไทยๆ
โน-โน-โนจ้า ไม่ใช่จ่านิวกับแม่ที่เป็นข่าวครึกโครม อย่านึกถึงปัจจุบัน จะอยู่ในสยามให้สบายใจต้องนึกถึงแต่อดีตอันรุ่งเรืองตามคำแนะนำของคณะฮุนต้า คู่แม่ลูกที่คิดถึงนี่อยู่ในสมัยอยุธยา คนไทยแท้หรือแม้กระทั่งพวก “คนไทยรึเปล่า?” ก็คงจะรู้จักดี
ตอนที่สองแม่ลูกสู้โลก–แม้คนอื่นๆ จะหันหลังและทิ้งไป ยัยแม่แกทั้งอุ้ม-แบก-ลาก-จูง หอบลูกสารพัดวิธี
“เจ็บระบมตีนแตกจนแหลกเหลว
แผ่นดินร้อนเหลือใจดังไฟเปลว
แม่ก็อุ้มใส่สะเอวต่องแต่งมา
เหนื่อยนักยักให้ขึ้นขี่หลัง
เอากระบุงถือบังไปข้างหน้า
ครั้งเมื่อยเข้าก็เอาขึ้นบนบ่า
มือหนึ่งจับขาลูกยาไว้”
สองแม่ลูกที่ว่าคือ แม่ทองประสีกับลูกชายชื่อพลายแก้วนั่นยังไง
แม่ทองประสีนี่เป็นซิงเกิ้ลมอม/single mom หรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีชื่อเสียงก้องวรรณกรรมไทย
หากจำไม่ได้แจ่มชัด ก็จะทวนความจำฉบับย่อๆ ให้ว่า นางทองประสีแกเป็นเมียนายทหารบ้านนอกชื่อขุนไกรพลพ่าย รับราชการอยู่ที่เมืองสุพรรณนานนมก่อนที่จะมีนายกฯชื่อบรรหาร และแม้ขุนไกรจะมีเชื้อสายมอญ แต่ก็ไม่เคยถูกขุดบรรพบุรุษมาอภิปรายไม่ไว้วางใจจนหลุดจากเก้าอี้ เพราะอาณาจักรอยุธยาไม่ได้เป็นประชาธิปไตย จึงไม่มีฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์
ดั้งเดิมนั้นครอบครัวขุนไกรมาจากเมืองกาญจนบุรี ที่ซึ่งมีมอญหนีพม่ามาตั้งรกรากอยู่มากในครั้งกระโน้น ว่ากันว่าในครั้งนั้นไทยได้อาศัยคนเชื้อสายมอญที่พูดภาษาพม่าได้ เป็นสปายคอยสอดแนมในกรุงหงสาวดี
พวกมอญเขาเรียกลูกชายว่า “พลาย” นั่นพลายนี่ ลูกของขุนไกรจึงชื่อ “พลายแก้ว” แต่เท่าที่ทราบ มอญไม่เรียกลูกสาวว่า “พัง” โน่น พังนี่ พาให้โล่งอกแทนผู้หญิงมอญทั้งปวง
เมื่อพระพันวษาเสด็จจากอยุธยามาทัศนาฝูงควายป่าในสุพรรณบุรี ขุนไกรมีหน้าที่ถวายการต้อนรับ เกณฑ์อาสาสมัครให้ใช้ไฟล้อม ไล่ต้อนควายป่าให้วิ่งไปตามทิศทางที่ต้องการ แต่ฝูงควายกลับคลั่งจนคุมไม่อยู่ ขุนไกรต้องยอมสละตน ออกขวางหน้า ฆ่าควายไม่ให้วิ่งเข้าใส่เจ้าชีวิตและเสนามหาอำมาตย์
แต่ที่ทำไปทั้งหมดกลับถูกมองว่า ขุนไกรอวดศักดาแทงควายเล่นต่อหน้าต่อตา จึงมีคำสั่งให้ประหารขุนไกรตรงนั้น เดี๋ยวนั้น ศพถูกเสียบไว้ให้เป็นเหยื่อแร้งกา
ขุนไกรเสียชีวิตโดยคำพิพากษาที่ไร้ยุติธรรม คิงพันวษาก็เสียทหารฝีมือดีที่จงรักภักดีขนาดยอมตายแทนได้ไปโดยไร้ประโยชน์
นางทองประศรีกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวไปในบัดดล ไม่มีโอกาสแม้จะทำพิธีศพให้สามี
ครอบครัวของคนที่ต้องพระราชอาญาโดนประหารอย่างขุนไกรนั้น จะต้องถูกริบราชบาทว์ หมายถึงริบบ้านช่องและทรัพย์สมบัติทั้งปวง ช้างม้าวัวควาย ลูกเมียบ่าวไพร่ต้องตกไปเป็นของหลวง แต่ไม่โดนประหารเจ็ดชั่วโคตร เพราะไม่ใช่กรณีทรยศต่อราชบัลลังก์
นางทองประศรีไม่มีเวลาสติแตก หากไม่ยอมให้เขาจับก็ต้องพาลูกหนีให้เร็วที่สุด จะไปขอให้ใครช่วยก็ไม่ได้ เพราะชาวบ้านเขารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดีกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเจอข้อหา guilty by association เขากลัวซวยไปด้วยเพียงเพราะเป็นเพื่อนเป็นญาติหรือแค่รู้จักกันมาก่อน
เหลือกันสองคนแม่ลูกแบบเพลง You and Me Against the World นางทองประศรีเอาเงินเท่าที่พอคว้าได้ใส่กระบุง ข้าวนิด ปลาเค็มหน่อย เดินทางหลบๆ ซ่อนๆ จากเมืองสุพรรณไปจนถึงบ้านเดิมคือเมืองกาญจนบุรี
นางเป็นหญิงเหล็ก ทั้งเข้มแข็ง กล้าหาญ ขยัน และฉลาด คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้แม่ทองประศรีของเจ้าหนูพลายแก้วเป็นซิงเกิ้ลมอมระดับแนวหน้า นางไม่โหยหาวันเก่าๆ ที่แสนสุขสบาย ไม่น้อยเนื้อต่ำใจในความอยุติธรรมที่ครอบครัวได้รับ สิ่งที่แล้วก็ให้แล้วกันไป
นางทำไร่ ทำนา ซื้อช้างม้าวัวควาย ค้าขายจนตั้งตัวได้ เป็นที่นับถือของคนทั้งเมืองกาญจน์
คุณ Helen Reddy นักร้องออสเตรเลียที่ไปดังในสหรัฐเมื่อสมัย 70s ก็มีอะไรคล้ายๆ นางทองประสีหน่อยๆ เธอพาลูกสาวตัวน้อยเดินทางไปสหรัฐ โดยมีเงินติดกระเป๋าไม่กี่ร้อยเหรียญ เพียงเพราะเชื่อความสามารถในการร้องเพลงของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม เชื่อว่าเธอจะดังได้ในอเมริกา
แล้วเฮเลน เรดดี้ ก็ดังได้จริงๆ
ในจำนวนเพลงฮิตมากมายของเธอในยุคนั้น มี You and Me Against the World (ซึ่งมีเสียงลูกสาวเธอพูดในช่วงต้นของเพลง) รวมอยู่ด้วย
หลังจากความสำเร็จและรางวัลเกียรติยศต่างๆ คุณเฮเลนเลือกที่จะบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้แก่การกุศล แล้วกลับไปใช้ชีวิตสงบเงียบอยู่ในซิดนีย์ มีความสุขวัยชราอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ
เธอภูมิใจกับชีวิตในอดีต แต่ไม่ยึดติดกับสิ่งใด ปล่อยวางด้วยจิตเกษม ปัจจุบันของเฮเลน เรดดี้ จึงเบากายสบายใจยิ่งนัก
เมื่อปล่อยวางได้ ก็ไม่มีธุระอะไรจะต้องสู้กับโลกอีกแล้ว
Helen Reddy: You and Me Against the World – 1975
และที่
https://youtu.be/qxd-7dTsUfQ
ดูประวัติสั้นๆของคุณเฮเลน เรดดี้
https://youtu.be/1xhVxpx7aCQ

