สุวรรณภูมิในอาเซียน : สุนทรภู่ เกิดกรุงเทพฯ เป็นผู้ดี มีตระกูล ใกล้ชิดเจ้านาย

6.06.19 | 17:57 น.
สุนทรภู่ "มหากวีกระฎุมพี" เคยมีวิถีชีวิตสร้างสรรค์อยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพฯ บริเวณวังหลวง, วังหน้า, วังหลัง, วังเดิม พื้นที่ศูนย์กลางอํานาจสมัยต้นรัตนโกสินทร์

เกิดและตายในกรุงเทพฯ

สุนทรภู่อยู่ในตระกูลผู้ดีกรุงเทพฯ และใกล้ชิดเจ้านายกรุงรัตนโกสินทร์

เกิดที่วังหลัง สมัย ร.1 วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329

ตายที่วังเดิม สมัย ร.4 พ.ศ. 2398 อายุ 69 ปี

พ่อแม่เป็นเชื้อสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรี (ตามที่ อ. ล้อม เพ็งแก้ว ค้นคว้าวิจัยไว้นานแล้ว)

มีหลักแหล่งอยู่กรุงเก่า อยุธยา ครั้นหลังกรุงแตก (พ.ศ. 2310) โยกย้ายไปอยู่กรุงธนบุรี รับใช้ใกล้ชิดขุนนางในแผ่นดินพระเจ้าตาก มีบรรดาศักดิ์ว่าพระยาสุริยอภัย (นามเดิมทองอิน ที่ต่อไปเป็น “วังหลัง” กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข สมัย ร.1) ซึ่งมีเคหสถานอยู่บ้านปูน (ข้างเหนือวัดระฆัง ย่านตรอกวังหลัง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช)

Advertisement

ปู่ย่าตายายเป็นเชื้อสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรี ซึ่งสืบจากพราหมณ์รามราช เมืองราเมศวรัม ใกล้ปลายแหลมรัฐทมิฬนาฑู อินเดียใต้ มีแนวหินโสโครกเชื่อมเกาะศรีลังกา เรียกถนนพระราม (มีส่วนเป็นพลังสร้างสรรค์วรรณกรรมเรื่องพระอภัยมณี มีตัวละครสําคัญๆ เกี่ยวข้องวัฒนธรรมพราหมณ์)


รัฐทมิฬนาฑู แหล่งอารยธรรมสําคัญหลายพันปีมาแล้ว เป็นต้นตอวัฒนธรรมหลายอย่างของอุษาคเนย์ ได้แก่ เทคโนโลยีสร้างปราสาทหิน, ภาษา, ตัวอักษร, ศาสนา โดยเฉพาะพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ ซึ่งไทยสมัยก่อนรับจากทมิฬ แล้วตกทอดจนปัจจุบัน

คําว่า ทมิฬ ในภาษาทมิฬ มีความหมายในทางดี แปลว่า คน แต่ในภาษาไทย มีอคติทางวัฒนธรรม แปลว่า ดุร้าย, โหดร้าย


นิราศเมืองแกลง แต่งเมื่อถูกใช้ทํางาน “ราชการลับ”

ไม่ไปเที่ยวบ้านเกิด เพราะไม่ได้เกิดเมืองแกลง

นิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ (แต่งราว พ.ศ. 2350 อายุราว 21 ปี) เล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองแกลง (จ. ระยอง) ตามภารกิจ “ราชการลับ” ของราชสํานัก

สุนทรภู่ไม่ได้เดินทางโดดเดี่ยวส่วนตัว แต่ไปอย่างเป็นทางการมีเจ้าหน้าที่เป็นกลุ่มโดยกำหนดพักแรมเป็นที่ทางของทางการ “เคหาขุนจ่าเมือง” ที่บางปลาสร้อย (ชลบุรี) นาน 3 วัน ถึงเดินทางต่อไประยอง

[นิราศ แต่งหลังเดินทางกลับแล้ว ไม่ได้แต่งขณะเดินทาง]

กรุงเทพฯ ไปเมืองแกลง สมัยนั้นหนทางคมนาคมทุรกันดาร สุนทรภู่ซึ่งเป็นชาวกรุงเข็ดขยาด จึงแต่งกลอนรําพึงรําพันว่า “จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา” เป็นหลักฐานตรงๆ ว่าสุนทรภู่ไม่รู้จักเมืองแกลง, ไม่เคยไปเมือง แกลง, ไม่อยากไปเมืองแกลง, และไม่ได้ไปเพื่อเยี่ยมบ้านเกิด เพราะไม่ใช่บ้านเกิดของตน

บิดาของสุนทรภู่ “บวชการเมือง” เป็นสมภารเจ้าวัดอยู่บ้านกร่ำ เมืองแกลง เพื่อปฏิบัติ “ราชการลับ” จึงไม่มีกรณีหย่าร้างกับภรรยา (แม่ของสุนทรภู่) ตามที่มีผู้ใส่ร้าย

อนุสาวรีย์สุนทรภู่ (บ้านกร่ำ อ. แกลง จ. ระยอง) สร้างด้วยเหตุผลทางการเมือง และความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องถิ่นกําเนิดสุนทรภู่ พ.ศ.2498 ครบรอบ 100 ปี สุนทรภู่ ครั้งนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ทําพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2500 มีรัฐประหาร จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องหนีออกไปต่างประเทศ และรัฐบาลคณะรัฐประหารไม่จ่ายงบประมาณสร้างอนุสาวรีย์ ต่อมารัฐบาลหลังจากนั้นสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างจนสําเร็จ พ.ศ.2513 ทําาพิธีเปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่แห่งแรก วันที่ 25 พฤษภาคม

บวชการเมือง ร้อนตัวกลัวราชภัย

ร.3 ไม่รังแก แต่กลับยกย่องเป็นครูสอนโอรสธิดา

ร.3 โปรดให้พระภิกษุสุนทรภู่ อยู่ในอุปถัมภ์ของกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (ธิดาองค์โปรด) และนิมนต์จําพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม (ถนนมหาไชย สําาราญราษฎร์ ประตูผี กรุงเทพฯ)

สุนทรภู่เกี่ยวข้องการเมืองอย่างเต็มตัวมานานแล้ว และอยู่ในกลุ่มขุนนางฝักใฝ่เจ้าฟ้ามงกุฎ ครั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงร้อนตัวออกบวชเป็นภิกษุหนีราชภัย พ.ศ. 2367 อายุราว 38 ปี

[ร.2 มีโอรสองค์โต คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ชําานาญแต่งสําเภาค้าขายใกล้ชิดกับจีน (ต่อไปคือ ร.3) และโอรสองค์รอง (ต่างมารดา) คือ เจ้าฟ้ามงกุฎ ศึกษาเชี่ยวชาญศิลปวิทยาการตะวันตก (ต่อไปคือ ร.4)]

แต่ ร.3 ไม่รังแก กลับยกย่องให้ภิกษุสุนทรภู่เป็นครูสอนหนังสือให้โอรสธิดาน้อยๆ (มีบอกในเพลงยาวถวายโอวาท) แล้วให้ธิดา (องค์โปรด) อุปถัมภ์ โดยนิมนต์ไปจําพรรษาอยู่วัดเทพธิดาราม (มีบอกในรําาพันพิลาป)

กวีอยู่ใต้อํานาจเศรษฐกิจการเมือง ไม่ว่ารู้ตัวหรือไม่รู้ตัวและต้องการหรือไม่ต้องการ ดังนั้นงานกวีนิพนธ์ทั้งหมดทุกเรื่องสะท้อนสังคมและเศรษฐกิจ-การเมือง ของยุคนั้นๆ เสมอ อยู่ที่คนอ่านเข้าถึงหรือไม่? ระบบการศึกษาทำงานอย่างไร? แบบไหน? แบบท่องจำตามครูเหมือนนกแก้วนกขุนทอง หรือแบบเสรีนิยม?


ไม่ขี้เหล้า

สุนทรภู่อาลักษณ์ขี้เมา ดื่มเหล้าเมามายแล้วทําร้ายคนอื่น เรื่องนี้ไม่เคยพบหลักฐานน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ แต่นิยมคัดลอกต่อๆ กันมาซึ่งล้วนเป็นข้อกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสี ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเมืองครั้งนั้นจนต้องออกบวชหนีราชภัย

กลอนในนิราศภูเขาทอง ตอนนั่งเรือผ่านโรงเหล้า (บางยี่ขัน) แล้วรําพึงรําพันอย่างพระเทศน์ถึงโทษของการกินเหล้า ซึ่งเป็นความเปรียบด้วยกวีโวหารของภิกษุที่ทําเคร่งเพราะหนีราชภัย (อายุ 42 พรรษา 4 โดยประมาณ) ว่าเคยดื่มเหล้าแล้วเมาเหมือนคนบ้าน่าอาย หมายถึง เมาสนุกสนานไม่ใช่เมาอาละวาด

สุนทรภู่รับราชการเป็นนักปราชญ์ประจําราชสําานัก อยู่ในสังคมคนชั้นสูง ได้แก่ เจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ, ผู้ดี, เศรษฐีมีทรัพย์, รวมถึงคนต่างชาติต่างภาษานานาประเทศ ย่อมมีกิจกรรมสังคมดื่มสุรามีระดับ

ขณะเดียวกันมีชีวิตส่วนตัวในแวดวงมหรสพ ได้แก่ ปี่พาทย์เสภา และละคร มีเสพสุรายาเมาร้องรําทําเพลงตีกรับขับเสภาสนุกสนานเป็นครั้งคราว ซึ่งสุนทรภู่น่าจะรู้สึกตนเหมือนคนบ้า แต่ไม่ผิดปกติของคฤหัสถ์ และไม่ขี้เมาอาละวาดตามข้อกล่าวหาใส่ร้าย

ไม่ขี้หลี

สุนทรภู่เขียนบอกไว้เองในนิราศบางเรื่อง ว่ามีกิ๊กหลายคน หมายถึง มีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงหลายนาง ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย เนื่องเพราะอยู่นอกวัฒนธรรมผัวเดียว-เมียเดียว

ความเป็นผู้ดี มีวิชาความรู้ มียศถาบรรดาศักดิ์ มีชื่อเสียง ผลงานเป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะตั้งแต่วัยหนุ่ม เพราะเป็นคนบอกบทอยู่หน้าม่านโรงละครชาตรี (ละครชาวบ้าน) เทียบสมัยนี้เป็นดาราหน้าโรง เท่ากับมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ดึงดูดบรรดาหญิงสาววัยรุ่นเข้าพัวพันไม่น้อย ดังมีบอกในกลอนเพลงยาวนิราศเรื่องต่างๆ อย่างรับผิดชอบ ไม่ดูถูกทิ้งขว้าง

จึงไม่ควรเหมารวมหญิงทุกคนที่มีเซ็กซ์เพื่อหฤหรรษ์ตามธรรมชาติประสาสาวหนุ่ม ล้วนเป็น “เมีย” สุนทรภู่


ไม่ขี้คุก

สุนทรภู่เมาเหล้าอาละวาดจนถูกจับติดคุก ขณะอยู่ในคุกต้องแต่งพระอภัยมณี “ขายเลี้ยงตัว” ล้วนเป็นข้อกล่าวร้ายป้ายสี เพราะ

1. ไม่เคยพบหลักฐานว่าติดคุกเพราะเมาเหล้าอาละวาด

2. พระอภัยมณีแต่งเมื่อไร? ไม่พบหลักฐาน แต่นักปราชญ์ทางวรรณกรรมเชื่อตรงกันว่าเริ่มแต่งตอนเป็นภิกษุ อยู่วัดเทพธิดาราม

3. ไม่เคยพบหลักฐานว่าก่อนมีการพิมพ์พระอภัยมณีเป็นหนังสือเล่ม คนอยากอ่านต้องจ่ายค่าขอคัดลอก จึงเท่ากับพูดกันโดยเดาล้วนๆ (คนส่วนมากเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก แล้วจะมีใครจ่ายทรัพย์ค่าขอคัดลอกไปอ่าน)

ไม่กินเหล้า

สุนทรภู่แต่งกลอนตอนกินเหล้า เพราะเชื่อว่ากวีจะแต่งกาพย์กลอนเก่งต้องกินเหล้า เมื่อเหล้าออกฤทธิ์จะกระตุ้นอารมณ์คิดคํากลอนคล่องแคล่ว และมีจินตนาการบรรเจิดเลิศล้ำกว่าใคร ซึ่งเป็นเรื่องเพิ่งสร้างเพื่อสนับสนุนการใส่ร้าย

วรรณกรรมร้อยกรองเท่าที่พบแล้ว ถ้ารวมสมุดข่อยเข้าด้วยกันก็เป็นกองพะเนินเทินทึก นับว่ามีมากเกินประมาณ (ยังไม่พบต้นฉบับสมุดข่อย แต่พบชื่อก็อีกหลายเรื่อง) ล้วนประณีตบรรจงด้วยถ้อยคําเลือกสรรเป็นวรรณศิลป์วิจิตรพิสดารอย่างมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และไม่พบกลิ่นอายหรือร่องรอยของเหล้ายาสิ่งเสพติดอื่น

งานกวีเกือบทั้งหมดของสุนทรภู่ (ยกเว้นนิราศเมืองแกลง) เป็นสิ่งสร้างสรรค์ขณะบวชเป็นภิกษุในสายตาของอํานาจรัฐที่ไม่เปิดโอกาสให้ละเมิดศีลข้อใดๆ ทั้งนั้น

เหล้ากับการสร้างสรรค์งานศิลปะทุกประเภท ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันตามวัฒนธรรมตะวันตก แต่ในสังคมอุษาคเนย์แล้วเหล้าเป็นเครื่องเซ่นสําคัญในพิธีกรรมเลี้ยงผีบรรพชน หรือทรงเจ้าเข้าผี


ไม่ร่อนเร่

สุนทรภู่ เป็นผู้ดีมีตระกูลใกล้ชิดเจ้านาย มีหน้าที่การงานสูงส่งด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นนักปราชญ์ประจําราชสํานักอยู่ในวังหลวง

เมื่อบวชเป็นพระสงฆ์ก็จําพรรษาวัดหลวงอยู่ในอุปถัมภ์ของเจ้านายชั้นสูง ครั้นเดินทางไปที่ต่างๆ ตามหัวเมืองได้แต่นั่งๆ นอนๆ ในเรือ เพราะมีคนรับใช้แจวหัวเรือท้ายเรือล้วนเป็นลูกศิษย์ลูกหาสาวกบ่าวไพร่

แต่ในนิราศบางตอนมีรําพึงรําพันความทุกข์ยากและตัดพ้อต่อว่า (เช่น ไม่มีพสุธาจะอาศัย เป็นต้น) ล้วนเป็นโวหารของมหากวีอย่างสุนทรภู่ ซึ่งมีความหมายทางการเมืองในราชสํานักครั้งนั้นที่กระทบถึงตน แต่ไม่หมายถึงร่อนเร่ไร้หลักแหล่งจริงๆ เหมือนยาจกวณิพกทั่วไป

ไม่แต่งสอนหญิง

สุนทรภู่ไม่ได้แต่งสุภาษิตสอนหญิง (สุภาษิตสอนสตรี)

คนแต่งจริงบอกว่าชื่อ “ภู่” แต่เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่สุนทรภู่ เพราะสํานวนกลอนอ่อนแอมากเมื่อเทียบกลอนสุนทรภู่

เรื่องนี้ กรมศิลปากรมีเชิงอรรถบอกนานแล้ว ว่า “ปัจจุบันมีนักวรรณคดีหลายท่านเชื่อว่าสุนทรภู่ไม่ได้แต่งสุภาษิตสอนสตรี”

ไม่มีนามสกุล

สุนทรภู่ไม่มีนามสกุล เพราะสมัยนั้นยังไม่ใช้นามสกุล และไม่พบลูกหลานสืบสายตระกูลจนถึงสมัยมีนามสกุล

รวมทั้งไม่ได้เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง จ. ระยอง สุนทรภู่จึงไม่เกี่ยวข้องกับนามสกุลใดๆ ของที่นั่น

กลอนตลาด แบบสุนทรภู่

กลอนตลาด หรือกลอนสุนทรภู่ เป็นกลอนส่งสัมผัส ทั้งสัมผัสในและสัมผัสนอก ล้วนได้ต้นแบบจากหนังสือกลอนอ่านนิทานที่มีผู้แต่งไว้ยุคก่อนๆ โดยเฉพาะเรื่องปาจิตกุมารกลอนอ่าน (หรือ ตํานานปราสาทพิมาย อ. พิมาย จ. นครราชสีมา) จึงเลียนแบบใช้แต่งกลอนเพลงยาวนิราศและนิทานกลอน จนเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่รู้กันทั่วไปว่ากลอนสุนทรภู่

นักเลงเพลงยาว

สุนทรภู่ “เป็นอาลักษณ์นักเลงทําเพลงยาว” หมายถึง ผู้ฝักใฝ่แต่งเพลงยาว คือ นิราศ บางทีเรียกควบรวมว่าเพลงยาวนิราศ (ไม่ใช่เพลงยาวเกี้ยวผู้หญิง) นิราศที่เป็นกลอนต้องแต่งด้วยขนบกลอนเพลงยาว

พบหลักฐานสมัยอยุธยา ได้แก่ เพลงยาวหม่อมภิมเสน ก็คือ เพลงยาวนิราศเมืองเพชรบุรี ของกวีชื่อหม่อมภิมเสน ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ ได้แก่ เพลงยาวนิราศรบพม่าท่าดินแดง พระราชนิพนธ์ ร.1

เพลงยาวเกี้ยวผู้หญิง

เล่าเป็นตุเป็นตะว่าสุนทรภู่รับจ้างแต่งเพลงยาวเกี้ยวพาราสี ให้หนุ่มสาวที่รักกันชอบกันแต่แต่งกลอนไม่เป็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องคลาดเคลื่อนจากความจริง เพราะหนุ่มสาวเหล่านั้นอ่านไม่ออก

ชาวบ้านหญิงชายเล่นกลอนหัวเดียวเรียกเพลงโต้ตอบแก้กัน โดยวิธีท่องจําไปร้องปากเปล่า (ไม่ใช่ด้นสดๆ) ไม่ต้องเขียน เพราะเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก และไม่รู้จักเพลงยาว

ส่วนการเล่นเพลงยาวเป็นงานอดิเรกของเจ้านายชั้นสูงที่แต่งกลอนได้ และชอบแต่งอวดกัน บางทีแสร้งแต่งเป็นสํานวนหญิงบ้าง สํานวนชายบ้าง เพื่ออวดเชิงกลอน


หุ่นขี้ผึ้งสุนทรภู่ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

สุนทรภู่ “มหากวีกระฎุมพี” (ตามที่ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ค้นคว้าวิจัยไว้นานแล้ว)

เป็นนักปราชญ์ประจําราชสํานัก แนวคิดปัจเจกนิยม โดยให้ความสําคัญแก่ตนเอง และเป็นอิสระจากข้อผูกมัดทางสังคม แล้วแสดงออกอย่างเสรี ฝักใฝ่ข้างตะวันตก ไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่ต่อต้านการล่าเมืองขึ้นของยุโรป

แม้ไม่เคยเรียกร้องความเสมอภาคของมนุษย์ แต่ไม่ยอมรับบทบาททางสังคมที่กําหนดขึ้นด้วยกําเนิดของคน จึงยกย่องผู้หญิงมีสติปัญญาวิชาความรู้ และสนับสนุนการแก้ปัญหาขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง

สร้างสรรค์วรรณกรรมร้อยกรองจํานวนนับไม่ถ้วนล้วนแสดงออกอย่างมีพลังด้วยประสบการณ์ตรงและจริง ตามอหังการ์ของชนชั้นกระฎุมพี อย่างมีสีสันและทันสมัย โดนใจคนร่วมยุคอย่างกว้างขวาง แล้วอยู่ในความทรงจําของคนหลายชั้นสืบจนทุกวันนี้


[“กระฎุมพี” หมายถึง กลุ่มคนชั้นนําทางเศรษฐกิจ-การเมือง ในเศรษฐกิจการตลาดแบบส่งออก สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ, พ่อค้าวานิช หรือเศรษฐีมีทรัพย์ เป็นต้น]