“เด็กหญิงสุชาดา กองอาสา อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป. 5 เผยนาทีชีวิตว่า ช่วงเกิดเหตุออกจากห้องนอนไปเข้าห้องน้ำ เห็นไฟลุกที่ชั้นล่างอย่างหนัก จึงวิ่งไปบอกเพื่อนๆ ที่นอนกันอยู่ แต่ส่วนใหญ่ไม่เชื่อ และพากันปิดประตูห้องเข้านอนต่อ ส่วนพวกที่เชื่อก็พากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น
“ตนและเพื่อนจำวิชาลูกเสือเนตรนารีที่ครูสอนด้วยการนำผ้ามามัดเป็นเชือกยาวแล้วโรยตัวลงมา โดยมีครูผู้หญิงที่อยู่ด้วยช่วยเหลือ เมื่อแต่ละคนโรยตัวลงมาแล้ว ถึงช่วงที่ครูจะลงปรากฏว่าเชือกขาด ทำให้ครูตกลงไปขาและเอวได้รับบาดเจ็บสาหัส…”
“มติชน” รายงานข่าวไฟไหม้หอพักนักเรียนหญิงที่จังหวัดเชียงรายกลางดึก มีเด็กเสียชีวิตมากถึง 17 คน ทั้งรายงานกรณีเด็กหญิงสุชาดาผู้พบเห็นเหตุการณ์ และปลุกเพื่อน หนีรอดมาได้ด้วยการใช้วิชาลูกเสือเนตรนารีผูกผ้าต่อกัน แล้วตัวเองกับเพื่อนและครูโรยตัวลงมาปลอดภัย แม้จะบาดเจ็บบ้าง
วิชาลูกเสือเนตรนารีที่น้องหนูเรียนกันมีหลายวิชาที่นำมาใช้ประโยชน์เมื่อถึงคราวคับขันได้ เช่นกรณีไฟไหม้กลางดึกที่ชั้นบน ด้วยมีสติสัมปชัญญะในขณะนั้น เด็กหญิงสุชาดาได้ใช้ผ้าหลายผืนมาผูกต่อกันกับหน้าต่างแล้วห้อยโรยตัวลงมาบนพื้นล่าง ช่วยชีวิตเพื่อนและครูได้หลายคน
ประการแรก คือการเรียนรู้เรื่องของการผูกเงื่อนอย่างง่าย ไม่ให้หลุดจากกัน ไม่ว่าจะเป็นเชือกหรือผืนผ้า ทั้งผ้าขนหนูเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน รวมถึงการโหนโรยตัวจากชั้นบนลงมาชั้นล่าง หากไม่เคยเรียนรู้มา ไม่เคยผ่านการฝึก อาจจะทำไม่ได้
น้องหนูเห็นหรือยังว่า การเรียนวิชาความรู้ โดยเฉพาะวิชาลูกเสือและเนตรนารี ส่วนใหญ่เรียนในภาคสนามมีประโยชน์หลายประการ ทำให้น้องหนูเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์อันตรายได้
ขอสรรเสริญเด็กหญิงสุชาดา กองอาสา อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพิทักษ์เกียรติวิทยา ของมูลนิธิพันธกิจสุขสันต์ที่บำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนครั้งนี้ให้รอดชีวิตจากการใช้วิชาลูกเสือเนตรนารีที่เรียนมา
เชื่อว่าการกระทำครั้งนี้ของเด็กหญิงสุชาดาไม่แต่เพียงปรากฏเป็นข่าวและได้รับการกล่าวขานถึงเท่านั้น สำนักงานลูกเสือแห่งชาติคงจะพิจารณาขอพระราชทานเหรียญลูกเสือสรรเสริญให้ในโอกาสต่อไป
การเรียนวิชาลูกเสือและเนตรนารีของเด็กและเยาวชนไทยยังนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายกิจกรรม ทั้งกิจกรรมว่ายน้ำ กิจกรรมการเดินทางไกล การสำรวจเส้นทาง การสังเกต แม้กระทั่งการรู้จักใช้ประโยชน์จากการผูกผ้าต่อกันเพื่อใช้หนีไฟจากชั้นบนลงมาชั้นล่างให้ปลอดภัย
หนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “คัมภีร์การละเล่นไทย” ของสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก เป็นหนังสือที่นำเสนอการละเล่นของเด็กไทยเพื่อรำลึกความสุข ความสนุกสนาน ครั้งเยาว์วัย ที่มีเพื่อนๆ และการเล่นเป็นสิ่งล้ำค่าของชีวิต จากเรื่องของสมบูรณ์ วณิชชากร ผู้เขียนภาพคือ วัชรพล พงษ์ไพศาล
ในเล่มมีการละเล่น “เสือข้ามห้วย” เริ่มต้นเรื่อง ณ ค่ายลูกเสือแก่งซอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นกิจกรรมเดินทางไกล เริ่มเรื่องด้วยเพลงของลูกเสือ “ลูกเสือเขาไม่จับมือขวา ยื่นซ้ายมาจับมือกันมั่น”
เมื่อถึงฐานที่หมายใกล้น้ำตก ครูผู้ควบคุมให้กระโดดข้ามลำธารด้วยการโหนเชือก
แต่ก่อนจะถึงกิจกรรมนั้น ครูให้เล่นกิจกรรม “เสือข้ามห้วย” เป็นการฝึกก่อน
น้องหนูรู้ไหมว่า เล่น “เสือข้ามห้วย” อย่างไร
ใครเคยเล่นมาแล้วคงรู้ดี หากยังไม่เคยเล่นลองสอบถามรุ่นพี่หรือครูพละดูว่าเล่นอย่างไร หรือหาซื้อหนังสือการละเล่นไทยมา ในหนังสือเล่มนี้มีการละเล่นหลายอย่าง
สิ่งสุดท้ายของลูกเสือกลุ่มนี้คือ นอกจากจะสนุกกับเกมเสือข้ามห้วยที่เป็นการละเล่นแล้ว ยังมีโอกาสได้ทราบถึงประโยชน์ของการเล่นเกมนี้ ทั้งจากประสบการณ์กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง และการโหนเชือกข้ามลำธาร
เห็นไหมว่า การเรียนวิชาลูกเสือเนตรนารีได้ประโยชน์หลายประการ และช่วยให้มีชีวิตรอดได้จริง

