ผู้สืบลมหายใจภาษาถิ่น สู่ ‘ค่าของแผ่นดิน’

21.06.19 | 16:41 น.
พ่อครูชรินทร์ แจ่มจิตต์

สัญลักษณ์ 16 ตัวพบที่เจี่ยหู ประเทศจีนเมื่อ 8,600 ปีที่แล้ว ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของโลก เพราะนั่นคือตัวอักษรเก่าแก่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ เป็นตัวอักษรที่นำพาโลกเราเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์อันมีการบันทึกเรื่องราวเป็นลายลักษณ์อักษร

ไม่เพียงชี้วัดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ภาษาและตัวอักษรย่อมสะท้อนถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของคนแต่ละหนแห่ง ซึ่งแผ่นดินไทยเองก็นับว่ามีความหลากหลายของภาษาท้องถิ่น อันแสดงให้เห็นถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรม ที่มาที่ไปของคนในชุมชนนั้นๆ ยังมีบุคคล องค์กร และชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจกันส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่นของชุมชนด้วยความแข็งขัน จนทำให้ลมหายใจของภาษาท้องถิ่นยังคงอยู่ถึงทุกวันนี้

พ่อครูชรินทร์ แจ่มจิตต์ ในวัย 78 ปี ยังคงมุ่งมั่นกับการอุทิศตนอนุรักษ์ภาษาถิ่นเหนือและตัวอักษรธรรมล้านนา โดยเป็นครูอาสาสมัครสอนการอ่านและเขียนตัวอักษรธรรมล้านนาที่วัดเชตุพน ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย มานานนับสิบปี

“ตัวอักษรธรรมล้านนานี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ เป็นอักษรที่บรรพชนใช้บันทึกตำนานและภูมิปัญญา โดยจารึกลงบนใบลานและปั๊บสา (พับสา หรือสมุดแบบโบราณทำจากกระดาษสาพับทบไปมา) ที่พบตามวัดต่างๆ ในภาคเหนือ การเข้าใจอักษรธรรมคือการทำความเข้าใจภูมิปัญญาของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย” พ่อครูกล่าว

Advertisement

พ่อครูชรินทร์ยังรวบรวมอภิธานศัพท์และจัดทำพจนานุกรมภาษาล้านนาขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาล้านนา มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เชียงราย รวมทั้งยังได้จัดทำวารสารไชยนารายณ์รายเดือน ซึ่งใช้ภาษาถิ่นเหนือพิมพ์ด้วยอักษรธรรมล้านนาเผยแพร่ข่าวสาร ความรู้ด้านภาษา วรรณกรรม และวัฒนธรรมล้านนา สร้างฟอนต์ “อักษรธรรมล้านนา” และ “อักษรไทลื้อ” เพื่อใช้ในโรงพิมพ์และคอมพิวเตอร์ นับเป็นผลงานที่มีคุณค่ายิ่งต่อการอนุรักษ์และการสืบทอดภาษาล้านนา

จากเชียงราย สู่เชียงใหม่ ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เข้มข้นในการอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น ด้วยการเปิดสอนอักษรธรรมล้านนา ภาษาถิ่นเหนือ ตลอดจนวรรณกรรมและขนบประเพณีกรรมของล้านนาแก่เยาวชนและผู้สนใจทั่วไป โดยมีครูอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรและวัฒนธรรมล้านนา ฝึกทักษะด้านภาษาอย่างเป็นระบบ ทั้งยังเป็นแหล่งให้คำปรึกษาด้านวัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมล้านนา อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่น มีเสน่ห์ สร้างความหลงใหลให้แขกบ้านแขกเมืองมานานนับร้อยปี

ลงไปภาคใต้ แทบทุกคนน่าจะเคยดูหนังตะลุง การแสดงท้องถิ่นลือชื่อของภูมิภาค น่าเสียดายที่ความบันเทิงรูปแบบอื่นกระเทือนการแสดงท้องถิ่นชนิดนี้จนน่าใจหาย โชคดีที่มีคนอย่าง “น้องเดียว” บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง ที่แม้จะเป็นผู้พิการทางสายตา แต่ด้วยหัวใจศรัทธาและชื่นชอบในหนังตะลุง จึงยึดมั่นอาชีพนายหนังตะลุงมาตลอด การเชิดและพากย์หนังตะลุงเป็นภาษาถิ่นใต้ของน้องเดียว แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญการใช้ภาษาถิ่นใต้และปฏิภาณไหวพริบอันเฉียบแหลมในการเล่นคำ เพราะสามารถใช้ภาษาถิ่นอย่างเหมาะเจาะ กระจ่าง และเร้าอารมณ์ ทำให้ผู้ชมเกิดความสนุกสนานสมกับมนตราของหนังตะลุง เป็นการอนุรักษ์การแสดงชนิดนี้ไม่ให้เสื่อมสูญสลายไปตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม

บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง

สำหรับชุมชนบ้านปลาค้าว อ.เมือง จ.อำนาญเจริญ ประชากรมีเชื้อสายภูไท ได้เปิดเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ใครไปใครมาย่อมได้ยินเสียงหมอลำไพเราะเจื้อยแจ้ว มีพิธีไหว้ครูหมอลำ และพัฒนาประยุกต์หมอลำที่หลากหลาย เช่น หมอลำกลอน หมอลำพื้น หมอลำหมู่ หมอลำซิ่ง หมอลำผสมวงดนตรี รวมทั้งฝึกฝนเยาวชนให้เป็นหมอลำน้อยและนำไปแสดงในงานต่างๆ จนมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ นับเป็นการสืบสานทั้งภาษาและวัฒนธรรมของทางอีสานได้อย่างมีชีวิตชีวา

พ่อครูชรินทร์ น้องเดียว วัดพระสิงห์และชุมชนบ้านปลาค้าว จึงได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” ด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่นของชุมชน ถือเป็นรางวัลทรงเกียรติ จากความมุ่งมั่น เสียสละเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม อุทิศใจกายด้วยความสมัครใจอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เป็นการทำเพื่อแผ่นดิน เพื่อสังคมและเพื่อคนไทย สมกับเป็นค่าของแผ่นดิน