หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์แดดเดี...

คอลัมน์แดดเดียว : ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

29.06.19 | 13:00 น.

ประเทศไทยในเดือน มิ.ย. สีสันยังจี๊ดจ๊าด ชวนให้ตื่นเต้นตื่นตา
เดือน มิ.ย. ถือว่าครบเดือนที่สามของการเลือกตั้ง 24 มี.ค. มีประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งกันอย่างล้นหลาม

ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ยังไม่ช้าเกินไปที่จะหยิบมาอภิปรายกันอีกสักครั้ง

ผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค. ถือว่าลบคำสบประมาท และสมมุติฐานเพี้ยนๆ หลายประการ

อาทิ ที่บอกว่า ชาวบ้านโดยเฉพาะในชนบทถูกนักการเมืองหลอกได้ง่าย ไม่ควรให้มีสิทธิเหมือนชาวเมืองที่มีปริญญาคนละ 3 ใบ 5 ใบ

สมมุติฐานที่บอกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า สุขสงบ การเมืองนิ่ง น่าอยู่ซะไม่มี ฯลฯ

Advertisement

สมมุติฐานที่บอกว่า 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทำอะไรได้มากกว่ารัฐบาลเลือกตั้งเยอะแยะ เฉพาะกฎหมายก็ออกมาตั้ง 500 ฉบับ

ถ้าดีจริง ประชาชนไทยมีหรือจะนิ่งเฉย แต่จะต้องมอบโล่ให้ พร้อมสดุดีเยินยอสารพัด พรรคการเมืองที่อยู่ในเครือข่ายของความสำเร็จดังกล่าวจะต้องชนะเลือกตั้งถล่มทลาย

แต่ผลก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ว่า

พรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลเข้ามาเยอะจริง ด้วยสาเหตุและกฎกติกาที่ผ่านการดีไซน์มาเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ชนะเด็ดขาด

เกิดสภาพ “เสียงปริ่มน้ำ” มีพรรคการเมืองเกิดใหม่ กวาดโกยที่นั่งในแบบ “หักปากกา” เซียนการเมือง

จนต้องเกิดขบวนการไล่ทุบไล่ถองพรรคที่ว่า ใช้กฎกติกาที่ดีไซน์กันมา เล่นงาน เพื่อจะลบชื่อออกยุทธจักรการเมืองให้ได้

บรรดาผู้ที่อ้างตนว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน ประสบการณ์ท่วมหัว พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “คนรุ่นใหม่” เป็นการใหญ่

บอกว่า ครอบงำได้ง่าย หลอกง่าย เชื่อง่าย เสพข่าวทางออนไลน์แล้วเชื่อทันที ฯลฯ

เรียกว่า สารพัดจะไม่ได้เรื่อง เพียงเพราะว่าคนรุ่นใหม่ไปเลือกพรรคการเมืองหน้าใหม่

คงจะแก่ หรือสมองเสื่อม จนลืมไปว่าตัวเองก็ผ่านวัยอย่างนั้นมาเหมือนกัน

ปัญหาคือในช่วงที่อยู่ในวัยนั้น อาจไม่ฉลาดพอ หรือรอยหยักในสมองไม่มากพอที่จะคิดเรื่องการบ้านการเมือง แต่ดันเอาความไม่ฉลาดของตัวเองในวัยนั้น มาด่าเด็กรุ่นใหม่ ที่รู้จักคิดเรื่องการบ้านการเมือง

ปรากฏการณ์ที่เกิดกับ “คนมีอายุ” หรือผู้ที่อ้างว่าตนเองมีอาวุโส บางกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าสลดอย่างมาก

และต้องย้ำว่าเป็นเรื่องขอคนส่วนน้อยเท่านั้น คนส่วนใหญ่ที่อายุอาจไปไกล แต่ความคิดยังสดใส มาลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคของคนรุ่นใหม่ก็ไม่น้อย

เพราะคำว่า “คนรุ่นใหม่” ไม่ได้หมายถึงคนอายุน้อยอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงคนที่มีความคิดอ่านทันสมัย ก้าวทันโลก ยอมรับการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น คนอายุน้อย ที่คิดเรื่องการเมืองได้แค่รับใช้ผู้มีอำนาจ สนองตอบอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แท้จริงแล้วก็คือ “คนรุ่นเก่า” นั่นเอง

อีกประเด็นของเดือน มิ.ย.ที่กำลังผ่านไป ก็คือ รัฐบาลยังจัดตั้งไม่สำเร็จ
รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้หมดว่า เลือกตั้งเสร็จต้องรับรอง ส.ส.ให้ครบจำนวนเมื่อไหร่ ต้องมี ส.ว.เมื่อไหร่ ต้องเรียกประชุมสภานัดแรกเมื่อไหร่ เรียกประชุมเลือกนายกฯเมื่อไหร่

แต่ไม่ยักกำหนดว่า เลือกนายกฯได้แล้ว นายกฯนั้นต้องจัดรัฐบาลเสร็จเมื่อไหร่

ความคืบหน้าบอกว่า พรรคร่วมรัฐบาล 10 กว่าพรรค ส่งรายชื่อผู้เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี ให้กับนายกรัฐมนตรีคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียบร้อยแล้ว

นายกฯบิ๊กตู่ หรือที่สื่อบางสาขาพยายามเรียกให้ดู “หนิดหนม” เหมือนเครือญาติว่า “ลุงตู่” เปิดเผยว่า มีชื่อส่งมา 40 ชื่อ แต่จะมีคนได้เป็น รมต. 35 คน บวกนายกฯอีกคนเป็น 36 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

คนที่จะหั่นชื่อที่เกินออก คือนายกฯบิ๊กตู่ ซึ่งคงจะไม่ง่าย เพราะพรรคต่างๆ ล้วนออกมายืนยันว่า ที่ส่งชื่อไป ไม่ใช่เพราะว่านึกอยากส่งก็ส่ง

แต่ที่ส่งเพราะมีตัวแทนรัฐบาล มาทาบทามเจรจาให้ไปสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ แล้วจะได้ร่วมรัฐบาล

ก็เลยแห่กันมาสนับสนุน ขานชื่อกันในรัฐสภา ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว

เรียกว่ามีที่มาที่ไป แล้วอยู่ๆ จะมาตัดชื่อทิ้งได้ยังไง

ข่าวล่าสุดจากนายกฯในเรื่องกำหนดคลอดคณะรัฐมนตรีใหม่ สรุปว่าจะอุแว้หรือเสร็จเรียบร้อยประมาณกลางเดือน ก.ค. จากเดิมที่บอกว่าจะเรียบร้อยในปลายเดือน มิ.ย.

การที่รัฐบาลใหม่จัดไม่เสร็จ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก

ประการแรก เมื่อรัฐบาลใหม่ยังไม่เสร็จ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลเก่ายังปฏิบัติหน้าที่อยู่ และเป็นรัฐบาลที่นายกฯยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่

มาตรา 44 หลายท่านอาจชอบว่าเด็ดขาดดี แต่ในเชิงการบริหาร การใช้อำนาจเด็ดขาดที่ขาดการตรวจสอบ ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น นอกจากรู้สึกว่าเร็วดีเท่านั้นเอง ทั้งที่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องเร็วขนาดนั้นก็ได้

ประการต่อมา การเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ประชาชนแสดงเจตนารมณ์ผ่านการเลือกตั้งแล้ว ควรจะเกิดการปฏิบัติตามเจตนารมณ์นั้นได้แล้ว

ประการที่สาม เมื่อรัฐบาลใหม่จัดไม่เสร็จ จะส่งผลต่อการดำเนินการต่างๆ ที่รัฐบาลพึงกระทำ ที่แน่ๆ คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ที่ตอนนี้เริ่มมีเสียงเตือนจากภาคเอกชนแล้ว ว่าจะกระทบต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ทั้งสามประการ เป็นแค่ตัวอย่างของปัญหาที่จะเกิดจากการที่ประเทศไทยอุตส่าห์จัดเลือกตั้ง แต่กลับยังไม่มีรัฐบาลใหม่ มีรัฐบาลเก่านั่งทำหน้าที่ มีรัฐมนตรีในรัฐบาลเก่าไปตอบกระทู้ถามในสภา

ส่วนนายกฯมี 2 สถานะ เป็นทั้งหัวหน้ารัฐบาลเก่า และนายกฯคนใหม่ ซ้อนกันอยู่

และสภาพเช่นนี้ จะดำเนินไปอีกยาวนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ เพราะรัฐธรรมนูญดีไซน์ไว้อย่างนั้น

เดือน มิ.ย.นี้ก็ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า เป็นเดือนครบรอบ 87 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.2475
มีการรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวโดยหลายกลุ่มหลายรูปแบบด้วยกัน

ที่ผ่านมาเกิดการบิดเบือนประวัติศาสตร์ 2475 หลายอย่างด้วยกัน แต่ในโลกที่ไม่มีใครผูกขาดสื่อได้อีกต่อไป เกิดการตอบโต้ข้อมูลเท็จ ด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ในแบบหมัดต่อหมัด ข้อมูลต่อข้อมูล

ขณะที่เหตุการณ์การเมืองในปัจจุบัน คือบทเรียนสดๆ ร้อนๆ ในห้องเรียนการเมือง ที่คนรุ่นใหม่กำลังศึกษาอยู่

อะไรคือสองมาตรฐาน อะไรคือความไม่เป็นธรรม มีตัวอย่างตัวเป็นๆ ให้เห็นชัดๆ

พลังจากการเรียนรู้ที่มากขึ้นและกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนรุ่นใหม่และคนในสังคม จะมีผลแน่นอน

ดูจากการอภิปรายแผนปฏิรูป 20 ปี ในสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็พอจะเห็นเค้าลางกันอยู่