สุจิตต์-ขรรค์ชัย ย้อนไทม์ไลน์ ‘สด๊กก๊อกธม’ จากแหล่งลัทธิเทวราช ถึงประวัติศาสตร์ร่วมสมัยในวัน’เขมรแตก’

29.06.19 | 15:04 น.
ปราสาทสด๊กก๊อกธม อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบจารึกบ่งชี้ความเป็นมาของลัทธิเทวราชและตระกูลพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์กัมพูชา

เป็นอีกหนึ่งตอนที่มียอดผู้เข้าชมพร้อมกันอย่างล้นหลาม สำหรับรายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอน “กรุงเทพฯ ตั้งเค้าเป็นราชธานี ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม หลักแหล่งลัทธิเทวราช” ซึ่งออกอากาศไปเมื่อวันอังคารที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่าน เฟซบุ๊กมติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบมติชนทีวี

ด้วยประเด็นชวนตื่นเต้นอย่างความเกี่ยวพันในห้วงเวลาประวัติศาสตร์การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ว่าเกี่ยวอะไรกับปราสาทในวัฒนธรรมเขมรเช่นนี้ ไหนจะเรื่องราวหลักแหล่งลัทธิเทวราชที่ส่งอิทธิพลล้นหลามกับวัฒนธรรมประเพณีในราชสำนักสยาม รายละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างไร ต้องผายมือไปยัง เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรเจ้าเก่า ชงคำถามชี้เป้าไปยัง (อดีต) 2 กุมารสยาม

รายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ได้รับการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีในการถ่ายทำที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม จาก พ.ต.จักร วาทกิจ ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังบูรพา, ร.ต.อ.ศิริฤกษ์ พานิชเจริญ ผบ.มว.ตชด.1262 และ สภ.โคกสูง รวมถึงอานนท์ วันเพ็ญ ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม

สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ชื่อดังมากในเครือ “มติชน” เริ่มต้นเล่าความเป็นมาตั้งแต่ชื่อปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าคำดังกล่าวมาจากภาษาเขมร หมายถึง ปราสาทที่มีต้นกกกอใหญ่ กล่าวคือ ธม หมายถึง ใหญ่ ก๊อก หมายถึง ต้นกก ชาวบ้านเรียกเป็นภาษาปากว่า “สล็อกก๊อก” นอกจากนี้ ยังมีอีกชื่อว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” เพราะเดิมมีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่โดยรอบเป็นจำนวนมาก

มุมหนึ่งของปราสาทเขาน้อยสีชมพู มีประติมากรรมสร้างใหม่ รวมถึงป้ายเชิญชวนนักท่องเที่ยว สะท้อนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น แม้อีกด้านอาจถูกมองเป็นสิ่งแปลกปลอมในเขตโบราณสถาน

จากนั้น ไม่รอช้าเปิดหลักฐานจากศิลาจารึกเก่าแก่ ซึ่งระบุชัดแจ้งว่า ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 พระโอรสของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ผู้สร้างปราสาทเขาพระวิหาร มีจุดประสงค์เพื่อเป็น “คุรุทักษิณ” คือการบูชาคุณแก่พราหมณ์นามว่า “สทาศิวะ” ผู้ลาสิกขาจากพราหมณ์สู่วรรณะกษัตริย์ เป็น “ศรีชเยนทรวรมัน” สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.1585 ชื่อจริงของปราสาทที่ถูกจารึกไว้คือ “ภัทรนิเกตนะ” หรือ “ภัทรนิเกตัน” แปลว่า ที่อยู่อาศัยร่มเย็นเป็นสุข

ภาพสลักงดงามตามอย่างศิลปะเขมร โดยหน้าบันชั้นล่างสุดด้านทิศตะวันออกเป็นภาพ “พระศิวนาฏราช” ส่วนด้านตะวันตกเล่าเรื่อง “กูรมาวตาร” รายล้อมด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษา

“สด๊กก๊อกธม เป็นเทวาลัยที่สถิตของพระศิวะหรือพระอิศวร ในศาสนาฮินดูแบบไศวนิกายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของไทย พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันโปรดให้สร้างปราสาทนี้แด่พราหมณ์สทาศิวะ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ทำพิธีราชาภิเษกให้พระองค์ ถามว่าทำไมถึงสร้างบริเวณนี้ ก็เพราะเป็นบ้านที่อยู่มาแต่เดิม หลักฐานอยู่ในศิลาจารึกที่กรมศิลปากรอ่านแปลไว้แล้ว ข้อสำคัญคือ นี่เป็นหลักแหล่งของลัทธิเทวราช ซึ่งไม่มีในอินเดีย แต่เป็นลัทธิที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อจากอินเดียและความเชื่อพื้นเมือง เกิดเป็นสิ่งใหม่ เรียกลัทธิเทวราชซึ่งมีการสถาปนากษัตริย์ที่สวรรคตแล้วให้เป็นเทวดา ดังเช่นที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สวรรคตแล้วได้พระนามว่าบรมวิษณุโลก พื้นที่แถบนี้ยังเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการคมนาคมไปถึงจันทบุรี โดยพบหลักฐานคือทับหลังศิลปะถาลาบริวัตรที่วัดทองทั่ว” สุจิตต์เล่า

Advertisement
ภาพมุมสูงปราสาทสด๊กก๊อกธมจากโดรน “มติชนทีวี” มองเห็นแผนผังเคร่งครัดตามสไตล์สถาปัตย์เขมร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ เมื่อพ.ศ. 2478 ประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานทั้งสิ้น 641 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา

ต่อมา เข้าสู่ประเด็นไฮไลต์ สุจิตต์ ยังเล่าความสำคัญของบริเวณนี้ต่อประวัติศาสตร์ไทยอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อครั้งพระเจ้าตากโปรดให้เจ้าพระยาจักรี ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 1 ยกทัพไปตีเขมร แต่ปรากฏว่าเกิดการจลาจลที่กรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรีจึงรอดูสถานการณ์อยู่ที่ “ด่านพระจารึก” ซึ่งก็คือแถบปราสาทแห่งนี้ ขุนนางนามว่า หลวงสรวิชิต หรือเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ลักลอบนำข่าวมาบอก เจ้าพระยาจักรีจึงตัดสินใจยกพลเข้าปราบจลาจลแล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้น กรุงเทพฯ จึงเริ่มตั้งเค้าเป็นราชธานีแห่งใหม่ที่ด่านพระจารึกหรือปราสาทสด๊กก็อกธมนั่นเอง

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อพูดคุยประเด็นต่างๆ ในช่วงรอการบันทึกภาพรายการ

ด้าน ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เล่าว่า เคยเดินทางมายังบริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธมครั้งสุดท้ายเมื่อราวครึ่งศตวรรษก่อน หรือตั้งแต่ 50 ปีที่แล้วเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา ซึ่งในขณะนั้นจังหวัดสระแก้วยังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี โดยครั้งหนึ่งมาสำรวจพร้อมกับ ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร อีกครั้งหนึ่งมากับ ศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม ในอดีตแถบนี้ยังเป็นป่า ต้องถือมีดพร้าคอยฟันกิ่งต้นไม้ที่กีดขวาง นอกจากปราสาทสด๊กก๊อกธม ยังไปสำรวจปราสาทบ้านไผ่ในหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน มาถึงวันนี้ปราสาทสด๊กก๊อกธมพัฒนาขึ้นเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ถือว่ามีการดูแลที่ดี อย่างไรก็ตาม อยากฝากว่าอย่าหลงลืมแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงบารายซึ่งอยู่คู่โบราณสถาน ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการบูรณาการ ประสานงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ กล้าประเมิน กล้ารับฟัง และคิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มีการวางแผนงานรวม ไม่เช่นนั้นจะเจริญเฉพาะจุด

ซากปราสาทบ้านไผ่ที่ถูกปกคลุมด้วยหญ้า เป็นจุดที่ ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่มติชน เข้าสำรวจเมื่อกว่า 50 ปีก่อนขณะเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร พร้อมศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง

หัวเรือใหญ่ค่ายมติชนยังเล่าด้วยว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เขมรแตกในคราวสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ใน พ.ศ.2518 ยังได้เดินทางมาดูสถานการณ์บริเวณอรัญประเทศด้วย โดยขณะนั้นกำลังรับประทานอาหารและพูดคุยกับคุณ บุญชู โรจนเสถียร เมื่อทราบข่าวจึงรีบเดินทางมาทันที ได้พบภาพที่ทำให้หดหู่ใจมาก ไม่น่าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกัน สหประชาชาติต้องเข้ามาช่วยเหลือ บางคนอยากสูบบุหรี่มากถึงขนาดยอมนำทองคำรูปพรรณมาแลกบุหรี่

ย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุ 7 มกราคม 2522 “อรัญประเทศ” ยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี หลังกองกำลังเวียดนามนำเขมรฝ่าย เฮงสัมริน และ ฮุนเซ็น บุกโค่นอำนาจ พล พต ผู้นำเขมรแดง ประเทศไทยตัดสินใจ “ปิดชายแดน” เพราะหวั่นเกรงชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาลจะทะลักหนีตายเข้ามา โดยในวันแรก มีผู้เล็ดลอดมาได้เพียง 21 คน ชาวต่างชาติอื่นๆ 922 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ได้รับอนุญาตให้มาพำนักช่วงสั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน มีชาวเขมรอพยพเข้ามาในไทย 91,000 คน สหประชาชาติเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวด ทุกข์ยากที่ไม่อาจลืมเลือน

ปราสาทเขาโล้น ไม่ไกลจากปราสาทสด๊กก๊อกธม อีกหนึ่งหลักฐานอารยธรรมเขมรแถบภาคตะวันออกของไทย อยู่ระหว่างการบูรณะโดยกรมศิลปากร มีทับหลังที่อยู่ในรายการ “ทวงคืน” จากมิวเซียมในสหรัฐ มีภาพเก่า 50 ปีก่อนเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจน

จากนั้น ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เดินไปเยี่ยมชม “บาราย” ซึ่งมีไว้สำหรับกักเก็บน้ำทางทิศตะวันออกของปราสาท เดิมมีขอบคันรูปสี่เหลี่ยม โดยสภาพในวันนี้เป็นพื้นที่โล่งกว้างสุดสายตา ขนาด 77 ไร่ มีน้ำขลุกขลิกพอใช้ ไม่ได้เอ่อล้นเต็มบารายมานานแล้ว

“จับมือทหารแล้วอุ่นใจ” สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์เครือมติชนกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ เมื่อทหารเข้าช่วยประคองขณะเดินลงจากปราสาทสด๊กก๊อกธม

ทริปนี้ ขรรค์ชัย หัวเรือใหญ่ค่ายมติชน ฟิตมากเป็นพิเศษ เดินเท้าผ่านเสานางเรียง 86 ต้น มุ่งหน้าสู่ปราสาทประธาน ชมหน้าบันทิศตะวันออกซึ่งสลักเสลาภาพ “ศิวนาฏราช” อย่างอ่อนช้อย แล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังจุดสูงสุดของปราสาทที่ก่อด้วยหินทราย ในห้องครรภคฤหะ ปรากฏฐานโยนีขนาดใหญ่สำหรับประดิษฐานศิวลึงค์ซึ่งในวันนี้เป็นองค์จำลอง

หันไปยัง สุจิตต์ โบกมือ “ขอบาย” ส่งยิ้มหวานให้ ขรรค์ชัย แล้วยืนพักชมทัศนียภาพอยู่เบื้องล่างของปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งในวันนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ และยกระดับเป็น “อุทยานประวัติศาสตร์” เมื่อไม่นานมานี้ หลังรกเรื้ออยู่ในป่ามาเนิ่นนาน

เป็นอีกทริปที่ต่างฝ่ายต่างประทับใจไม่ว่าจะเป็นผู้เดินเท้าไปทอดน่องและผู้รับชมผ่านหน้าจอในโลกออนไลน์ ส่วนการเดินทางครั้งหน้าจะมีจุดหมายปลายทางที่ใด ต้องติดตาม!