
เป็นอีกหนึ่งตอนที่มียอดผู้เข้าชมพร้อมกันอย่างล้นหลาม สำหรับรายการ “ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว” ตอน “กรุงเทพฯ ตั้งเค้าเป็นราชธานี ที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม หลักแหล่งลัทธิเทวราช” ซึ่งออกอากาศไปเมื่อวันอังคารที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่าน เฟซบุ๊กมติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบมติชนทีวี
ด้วยประเด็นชวนตื่นเต้นอย่างความเกี่ยวพันในห้วงเวลาประวัติศาสตร์การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ว่าเกี่ยวอะไรกับปราสาทในวัฒนธรรมเขมรเช่นนี้ ไหนจะเรื่องราวหลักแหล่งลัทธิเทวราชที่ส่งอิทธิพลล้นหลามกับวัฒนธรรมประเพณีในราชสำนักสยาม รายละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างไร ต้องผายมือไปยัง เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรเจ้าเก่า ชงคำถามชี้เป้าไปยัง (อดีต) 2 กุมารสยาม

สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ชื่อดังมากในเครือ “มติชน” เริ่มต้นเล่าความเป็นมาตั้งแต่ชื่อปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ว่าคำดังกล่าวมาจากภาษาเขมร หมายถึง ปราสาทที่มีต้นกกกอใหญ่ กล่าวคือ ธม หมายถึง ใหญ่ ก๊อก หมายถึง ต้นกก ชาวบ้านเรียกเป็นภาษาปากว่า “สล็อกก๊อก” นอกจากนี้ ยังมีอีกชื่อว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” เพราะเดิมมีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่โดยรอบเป็นจำนวนมาก

จากนั้น ไม่รอช้าเปิดหลักฐานจากศิลาจารึกเก่าแก่ ซึ่งระบุชัดแจ้งว่า ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นตามบัญชาของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 พระโอรสของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ผู้สร้างปราสาทเขาพระวิหาร มีจุดประสงค์เพื่อเป็น “คุรุทักษิณ” คือการบูชาคุณแก่พราหมณ์นามว่า “สทาศิวะ” ผู้ลาสิกขาจากพราหมณ์สู่วรรณะกษัตริย์ เป็น “ศรีชเยนทรวรมัน” สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.1585 ชื่อจริงของปราสาทที่ถูกจารึกไว้คือ “ภัทรนิเกตนะ” หรือ “ภัทรนิเกตัน” แปลว่า ที่อยู่อาศัยร่มเย็นเป็นสุข

“สด๊กก๊อกธม เป็นเทวาลัยที่สถิตของพระศิวะหรือพระอิศวร ในศาสนาฮินดูแบบไศวนิกายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของไทย พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันโปรดให้สร้างปราสาทนี้แด่พราหมณ์สทาศิวะ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ทำพิธีราชาภิเษกให้พระองค์ ถามว่าทำไมถึงสร้างบริเวณนี้ ก็เพราะเป็นบ้านที่อยู่มาแต่เดิม หลักฐานอยู่ในศิลาจารึกที่กรมศิลปากรอ่านแปลไว้แล้ว ข้อสำคัญคือ นี่เป็นหลักแหล่งของลัทธิเทวราช ซึ่งไม่มีในอินเดีย แต่เป็นลัทธิที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อจากอินเดียและความเชื่อพื้นเมือง เกิดเป็นสิ่งใหม่ เรียกลัทธิเทวราชซึ่งมีการสถาปนากษัตริย์ที่สวรรคตแล้วให้เป็นเทวดา ดังเช่นที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สวรรคตแล้วได้พระนามว่าบรมวิษณุโลก พื้นที่แถบนี้ยังเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการคมนาคมไปถึงจันทบุรี โดยพบหลักฐานคือทับหลังศิลปะถาลาบริวัตรที่วัดทองทั่ว” สุจิตต์เล่า

ต่อมา เข้าสู่ประเด็นไฮไลต์ สุจิตต์ ยังเล่าความสำคัญของบริเวณนี้ต่อประวัติศาสตร์ไทยอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อครั้งพระเจ้าตากโปรดให้เจ้าพระยาจักรี ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 1 ยกทัพไปตีเขมร แต่ปรากฏว่าเกิดการจลาจลที่กรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรีจึงรอดูสถานการณ์อยู่ที่ “ด่านพระจารึก” ซึ่งก็คือแถบปราสาทแห่งนี้ ขุนนางนามว่า หลวงสรวิชิต หรือเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ลักลอบนำข่าวมาบอก เจ้าพระยาจักรีจึงตัดสินใจยกพลเข้าปราบจลาจลแล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้น กรุงเทพฯ จึงเริ่มตั้งเค้าเป็นราชธานีแห่งใหม่ที่ด่านพระจารึกหรือปราสาทสด๊กก็อกธมนั่นเอง

ด้าน ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เล่าว่า เคยเดินทางมายังบริเวณปราสาทสด๊กก๊อกธมครั้งสุดท้ายเมื่อราวครึ่งศตวรรษก่อน หรือตั้งแต่ 50 ปีที่แล้วเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา ซึ่งในขณะนั้นจังหวัดสระแก้วยังเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี โดยครั้งหนึ่งมาสำรวจพร้อมกับ ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล คณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร อีกครั้งหนึ่งมากับ ศาสตราจารย์พิเศษศรีศักร วัลลิโภดม ในอดีตแถบนี้ยังเป็นป่า ต้องถือมีดพร้าคอยฟันกิ่งต้นไม้ที่กีดขวาง นอกจากปราสาทสด๊กก๊อกธม ยังไปสำรวจปราสาทบ้านไผ่ในหมู่บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน มาถึงวันนี้ปราสาทสด๊กก๊อกธมพัฒนาขึ้นเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ถือว่ามีการดูแลที่ดี อย่างไรก็ตาม อยากฝากว่าอย่าหลงลืมแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงบารายซึ่งอยู่คู่โบราณสถาน ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการบูรณาการ ประสานงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ กล้าประเมิน กล้ารับฟัง และคิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง มีการวางแผนงานรวม ไม่เช่นนั้นจะเจริญเฉพาะจุด

หัวเรือใหญ่ค่ายมติชนยังเล่าด้วยว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เขมรแตกในคราวสงครามกลางเมืองของกัมพูชา ใน พ.ศ.2518 ยังได้เดินทางมาดูสถานการณ์บริเวณอรัญประเทศด้วย โดยขณะนั้นกำลังรับประทานอาหารและพูดคุยกับคุณ บุญชู โรจนเสถียร เมื่อทราบข่าวจึงรีบเดินทางมาทันที ได้พบภาพที่ทำให้หดหู่ใจมาก ไม่น่าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกัน สหประชาชาติต้องเข้ามาช่วยเหลือ บางคนอยากสูบบุหรี่มากถึงขนาดยอมนำทองคำรูปพรรณมาแลกบุหรี่
ย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุ 7 มกราคม 2522 “อรัญประเทศ” ยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี หลังกองกำลังเวียดนามนำเขมรฝ่าย เฮงสัมริน และ ฮุนเซ็น บุกโค่นอำนาจ พล พต ผู้นำเขมรแดง ประเทศไทยตัดสินใจ “ปิดชายแดน” เพราะหวั่นเกรงชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาลจะทะลักหนีตายเข้ามา โดยในวันแรก มีผู้เล็ดลอดมาได้เพียง 21 คน ชาวต่างชาติอื่นๆ 922 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ได้รับอนุญาตให้มาพำนักช่วงสั้นๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน มีชาวเขมรอพยพเข้ามาในไทย 91,000 คน สหประชาชาติเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เป็นประวัติศาสตร์แห่งความเจ็บปวด ทุกข์ยากที่ไม่อาจลืมเลือน

จากนั้น ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เดินไปเยี่ยมชม “บาราย” ซึ่งมีไว้สำหรับกักเก็บน้ำทางทิศตะวันออกของปราสาท เดิมมีขอบคันรูปสี่เหลี่ยม โดยสภาพในวันนี้เป็นพื้นที่โล่งกว้างสุดสายตา ขนาด 77 ไร่ มีน้ำขลุกขลิกพอใช้ ไม่ได้เอ่อล้นเต็มบารายมานานแล้ว

ทริปนี้ ขรรค์ชัย หัวเรือใหญ่ค่ายมติชน ฟิตมากเป็นพิเศษ เดินเท้าผ่านเสานางเรียง 86 ต้น มุ่งหน้าสู่ปราสาทประธาน ชมหน้าบันทิศตะวันออกซึ่งสลักเสลาภาพ “ศิวนาฏราช” อย่างอ่อนช้อย แล้วก้าวขึ้นบันไดไปยังจุดสูงสุดของปราสาทที่ก่อด้วยหินทราย ในห้องครรภคฤหะ ปรากฏฐานโยนีขนาดใหญ่สำหรับประดิษฐานศิวลึงค์ซึ่งในวันนี้เป็นองค์จำลอง
หันไปยัง สุจิตต์ โบกมือ “ขอบาย” ส่งยิ้มหวานให้ ขรรค์ชัย แล้วยืนพักชมทัศนียภาพอยู่เบื้องล่างของปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งในวันนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ และยกระดับเป็น “อุทยานประวัติศาสตร์” เมื่อไม่นานมานี้ หลังรกเรื้ออยู่ในป่ามาเนิ่นนาน
เป็นอีกทริปที่ต่างฝ่ายต่างประทับใจไม่ว่าจะเป็นผู้เดินเท้าไปทอดน่องและผู้รับชมผ่านหน้าจอในโลกออนไลน์ ส่วนการเดินทางครั้งหน้าจะมีจุดหมายปลายทางที่ใด ต้องติดตาม!
