
หนังสือ จักรพรรดิราช คติอำนาจเบื้องหลังชนชั้นนำไทย ของ เอนก มากอนันต์ เป็นงานค้นคว้าที่บุกเบิกและขยายมุมมองเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิราชที่ก้าวไกลไปกว่างานค้นคว้าที่มีมาก่อน
ในด้านหนึ่งผู้แต่งร้อยรัดคติความเชื่อว่าด้วยที่มาของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้ได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นคติเทวราชา ธรรมราชา โพธิสัตว์ และจักรพรรดิราช สะท้อนให้เห็นว่าการแสดงตนเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลายทำได้หลายรูปแบบ
ที่สำคัญคือผู้นำไทยไม่ได้เห็นว่าการแสดงพระองค์เช่นนั้นเป็นการย้อนแย้ง ถึงแม้จะได้ทรงใช้คติพราหมณ์และพุทธควบคู่กันไป
ข้อเด่นอีกประการหนึ่งของหนังสือ คือการยึดโยงคติจักรพรรดิราชในอุดมคติเข้ากับการสำแดงพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือสมเด็จพระนารายณ์
หนังสือจะน่าสนใจมากขึ้นหากผู้เขียนจะเทียบเคียงกษัตริย์อยุธยายุคหลังกับกษัตริย์อยุธยายุคต้น เช่น พระบรมาราชาธิราชที่ 2 และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผ่านงานวรรณกรรมยวนพ่าย
ข้อเด่นอีกประการหนึ่งคือ ความกล้าหาญของผู้เขียนที่จะเปิดมิติมุมมองใหม่ว่าด้วยความหลากหลายและความเปลี่ยนแปลงของคติเมื่อผู้นำสยามต้องเผชิญกับการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตก
ในด้านการค้นคว้าผู้เขียนทำได้อย่างลุ่มลึก ครอบคลุมข้อมูลหลักฐานอย่างกว้างขวาง ทำให้หนังสือไม่เพียงมีความสมบูรณ์ แต่ยังเป็นแหล่งอ้างอิงที่ดีของผู้ที่ประสงค์จะศึกษาเรื่องความคิดและความชอบธรรมทางอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยยุคโบราณ หนังสือเล่มนี้จึงมีความคุณค่าเกินราคา เหมาะจะซื้อหาไว้อ่านและเก็บรักษาเป็นหนังสือสะสมอย่างยิ่ง
[คำนำเสนอ ของ สุเนตร ชุตินธรานนท์ ในหนังสือ จักรพรรดิราช คติอำนาจเบื้องหลังชนชั้นนำไทย โดย เอนก มากอนันต์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง มีนาคม 2562 หน้า 9-14]
จักรพรรดิราช
คติความเชื่อเรื่องราชาเหนือราชาทั้งหลาย หรือจักรพรรดิราช “จักรวาติน” เป็นคติสากล มีปรากฏอยู่ในแทบทุกวัฒนธรรมที่พัฒนาการของรัฐขยายตัวและมีความลี้ลับซับซ้อน
กล่าวคือ มีทั้งรัฐขนาดใหญ่และขนาดเล็กเติบโตอยู่ในพื้นทวีปหรือภูมิภาคเดียวกัน เช่น ภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน อนุทวีปอินเดีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป
ข้อแตกต่างเห็นจะมีเพียงคำเรียกขานผู้ที่แสดงตนเป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย อาทิ ปรากฏคำ emperor (Latin : imperiatorem, Old : Frenchempercor) หรือGenghis (Chinqqis) Khan ซึ่งมีความหมายว่า Universal ruler และ Chakravartin หรือ Chakravartiraja ซึ่งมีความหมายว่า wheel-turning king หรือราชาผู้หมุนกงล้อ
[การจะทำความเข้าใจคติจักรวาตินหรือจักรพรรดิที่เข้ามาฝังรากในอุษาคเนย์โดยเฉพาะสยามประเทศ จำเป็นต้องเข้าใจคตินี้ตามมีปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนา และคตินี้ที่ถูกปรับประยุกต์ใช้ในบริบททางการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ นั่นคือก่อนการขยายตัวของอาณานิคมตะวันตกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19]
คติจักรวาติน เป็นคตินำเข้าผ่านการขยายตัวของวัฒนธรรมพราหมณ์และพุทธที่เข้ามาเป็นระลอก คตินี้มิได้เข้ามาเป็นเอกเทศ แต่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องจักรวาล ทั้งจักรวาลพราหมณ์และพุทธตามคติพราหมณ์ หรืออื่นๆ
จักรวาติน คือ ราชาเหนือราชาทั้งหลายบนพื้นพิภพ นั่นคือ ภารตะวัสสะ (Bharata Varsha)

เทวราช
คติเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิราชหรือจักรวาติน มาปรากฏชัดเจนในรูปของการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติเอาในยุคต้นของเมืองพระนครหลวง เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประกอบพิธีเทวราชาบนเขาพนมกุเลน และสำแดงพระองค์เป็นราชาเหนือราชาทั้งหลาย วางแบบแผนเป็นธรรมเนียมตกทอดต่อมา ว่าดินแดนกัมพุชประเทศต้องมีพระจักรพรรดิปกครอง
ส่งผลให้เกิดการสถาปนาเมืองราชธานีหรือกรุงขึ้น คือกรุงศรียโสธรปุระในช่วงเวลาถัดมา ราชธานีนี้ครองความเป็นศูนย์กลาง เป็นธานีของพระเจ้าจักรพรรดิสืบทอดมาอีกกว่า 500 ปี

ล่มสลาย
คติความเชื่อเรื่องพระเจ้าจักรพรรดิราช เป็นคติที่ยึดโยงกับโครงสร้างรัฐแบบจารีตที่เครือข่ายอำนาจเชื่อมโยงกับกษัตริย์ผู้ทรงบารมี คติความเชื่อนี้ได้ล่มสลายไปเหลือเพียงความหมายเชิงสัญลักษณ์ และประเพณี เมื่ออิทธิพลและระเบียบวิธีคิดของโลกตะวันตกได้แผ่ผ่านเข้ามาในภูมิภาค
ปริมณฑลอำนาจรัฐแบบตะวันตกวัดกันด้วยเส้นแบ่งพรมแดนที่ชัดเจน มิได้ยืดหยุ่นตามอำนาจบารมีของผู้ปกครอง
ในกรณีสยามประเทศ เมื่อตกถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ คุณค่าความสำคัญของคติจักรพรรดิราชได้เสื่อมสลายลงอย่างน้อยก็ในสายตาของผู้ปกครอง ดังเห็นได้ในพระราชสาสน์ไปรเวต 187-696 ลงวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2439 ถึงกรมหลวงดำรงราชานุภาพ (พระยศขณะนั้น) มีความระบุว่า “ความจริงใจฉันอยากให้เลิกต้นไม้เงินต้นไม้ทองเสียให้หมด ไม่อยากเป็นพระเจ้าราชาธิราชเสวยยศแต่อย่างเก่า”
[คำนำเสนอ ของ สุเนตร ชุตินธรานนท์]

เทวราชา
ยอร์ช เซเดส์ กล่าวถึงหลักฐานที่สำคัญอย่างจารึก “สต๊อก ก๊อก ธม” ซึ่งจารึกขึ้นใน พ.ศ. 1593 ทำให้เรารู้ว่าใน พ.ศ. 1345 มีกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งประทับที่ภูเขากูเลนทางภาคเหนือของบริเวณที่ปัจจุบันเป็นกลุ่มโบราณสถานพระนคร
ทรงเป็นเจ้าชายพระองค์หนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์ห่างๆ กับราชวงศ์ก่อน ได้เสด็จกลับมาจากชวา พระองค์ได้ทรงสถาปนาลัทธิพิธีใหม่ขึ้นคือ ลัทธิพิธีเทวราชา
สาเหตุที่ทรงประกาศพระองค์เป็นอิสระจากจักรพรรดิของชวาก็เพื่อเป็นการยืนยันถึงความเสมอภาคในฐานะพระจักรพรรดิของพระองค์ (พระเจ้าชัยวรมันที่ 2)
เซเดส์ยังอธิบายเสริมอีกว่าการนับถือพระศิวะของอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูอย่างในอินโดจีนและชวามักพัฒนาไปสู่ลัทธิบูชากษัตริย์ โดยหลังรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้มีการสร้างรูปเคารพพระองค์เป็นรูปพระศิวะกับชายาของพระองค์
ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าอินทรวรมัน (พ.ศ. 1420-1432) ผู้เป็นหลานปู่ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงนิยมสร้างเทวาลัยบนภูเขาสูงเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ จนต่อมาได้มีการสร้างศิวลึงค์แทนรูปเคารพบรรพบุรุษมาประดิษฐาน โดยมีเทวาลัยเป็นสถานที่จำลองเขาพระสเมรุอันเป็นที่สถิตของพระศิวะ โดยมีศิวลึงค์ที่สำคัญเป็นศิวลึงค์ทองคำที่มีชื่อเรียกกันว่า “กัมรเต็ง ชคัต ตะราชยะ” อันมีความหมายว่า “เจ้าแห่งจักรวาลผู้ทรงกษัตริยภาพ” อันเป็นที่บรรจุสาระแก่นสารหรืออัตตาส่วนในของพระมหากษัตริย์ “เทว ราชา”
นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายความคิดเรื่องเทวราชาไม่ได้แตกต่างไปจากเซเดส์ว่าไว้ ที่เทวราชามีลักษณะเหมือนกับจักรพรรดิราชของพุทธศาสนาเถรวาท คือเป็นราชาแห่งจักรวาล ซึ่งเนื้อหาสาระที่ปรากฏในจารึก “สต๊อก ก๊อก ธม” ก็ได้พยายามที่จะนำเสนอภาพสถานะเทวราชาและจักรพรรดิราชของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
งานศึกษาจารึก “สต๊อก ก๊อก ธม” และมติของเซเดส์ยังส่งผลต่องานวิชาการในระยะเวลาต่อมา อาทิ ผลงานของโอลิเวอร์ วอลเตอร์ และโครด ชาคส์ ที่ต่างได้ข้อสรุปที่ตรงกันจากจารึก “สต๊อก ก๊อก ธม” ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประกอบพิธีกรรมเพื่อประกาศฐานะ “พระจักรพรรดิ” ของพระองค์ พร้อมกับการขยายพระราชอำนาจโดยการทำสงครามหลายครั้ง รวมทั้งเสกสมรสกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
[หนังสือ จักรพรรดิราชฯ หน้า 14-16]
