การรุมกระหน่ำตี “จ่านิว” หรือ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เมื่อก่อนเที่ยงวันที่ 28 มิ.ย. อาการสาหัสปางตายเที่ยวนี้ ความเสียหายตกที่ใคร ใครเป็นจำเลยสังคม คงพอนึกออก
เป็นอีกครั้งที่คนเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ
สังคมไทยแตกเป็น 2 ขั้วชัดๆ มาตั้งแต่ 2548 ลงไม้ลงมือกันมาหลายหน ใช้กระสุนจริง ฆ่าจริง ตายไปเป็นร้อย เจ็บหลายพัน ติดคุกอยู่ก็มาก
แต่ฝ่ายที่่กระทำยังสบายๆ กันอยู่ แถมยังคุยโม้ว่าทำเพื่อรักษาชาติบ้านเมือง
เมื่อ คสช.ยึดอำนาจเมื่อ 2557 ม็อบใหญ่ๆ หยุดไป แต่ความรุนแรงยังอยู่
อย่ามาโม้เลยว่าบ้านเมืองสุขสงบหลังรัฐประหารเมื่อ 2557 เพราะมีคนโดนจับกุม โดนทำร้าย ด้วยเหตุที่คิดต่างจากผู้ก่อรัฐประหารมากมาย
ตั้งแต่ระดับครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ มาจนถึงนักกิจกรรม หลังๆ นี่นักกิจกรรมโดนกันมาก ตำรวจจับไม่ได้
พอตำรวจจับไม่ได้ ก็ยิ่งสนุกกันใหญ่ กลายเป็นประเด็นเย้ยหยันสมน้ำหน้ากันสนุกสนานของกองเชียร์คาบนกหวีดที่อยากให้การเมือง “นิ่ง”
ฝ่ายหนึ่งถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายก็สนุกสนานได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อมาถึง “จ่านิว” แผนกเย้ยหยันและสมน้ำหน้า ที่ทะเล่อทะล่าออกมา แต่รอบนี้ โดนถล่มกลับจนต้องรีบกลับลำ ขอโทษโดยไว
เพราะสถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป
จ่านิวเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารมาตั้งแต่วันแรกๆ พร้อมกับพรรคพวกที่เป็นนักศึกษา ปัญญาชน และผู้มีแนวคิดตรงกันอีกหลายคน
และเคลื่อนไหวมาจนถึงปีนี้เป็นปีที่ห้า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เรื่องราวของจ่านิวเป็นที่รู้จักรับรู้ด้วยการเผยแพร่ของสื่อสมัยใหม่ ทั้งสภาพบ้านเรือนที่อยู่กันตามอัตภาพของคนชั้นกลางที่ค่อนข้างขาดแคลน คุณแม่ที่ต้องทำงานรับจ้างเพื่อดูแลครอบครัว
จ่านิวเรียนธรรมศาสตร์จนจบ และเพิ่งได้ทุนไปเรียนต่อที่อินเดีย
คนที่ไม่มีอคติกับจ่านิว คงรู้สึกยินดีไปกับเด็กหนุ่มคนนี้ การไปเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับคนฐานะระดับกลางๆ เมื่อจ่านิวได้โอกาสอย่างนี้ก็เชื่อว่า อนาคตที่สดใสและดีกว่า กำลังรอคอยเขาอยู่
ที่สำคัญคือ อุดมคติของคนที่รักประชาธิปไตย เชื่อในสิทธิเสรีภาพ จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับคนเป็นครูบาอาจารย์ ที่จะไปสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ปากสอนวิชาการ แต่รับใช้เผด็จการเหยงๆ เหมือนอาจารย์ดังๆ หลายคน
แล้วอยู่ๆ ก็เกิดการยกกำลังเข้าทำร้ายจ่านิว ลงมือกันกลางวันแสกๆ รุมตีกันถึง 4 คนด้วยความมั่นใจ คนเห็นเหตุการณ์บอกว่า คนร้ายเล็งตีที่หัว และไล่ตีอย่างจริงจัง
เหยื่อเป็นเด็กหนุ่มร่างท้วมๆ ไม่เคยฝึกวิทยายุทธ์จากสำนักใด นอกจากอ่านหนังสือ เรียนหนังสือ ถกเถียงเสวนากับเพื่อน
เป็นการตีที่หวังผลถึงตาย ไม่ตายก็คางเหลือง
ก่อนจะขับมอเตอร์ไซค์หลบหนีไปอย่างลอยนวล ทิ้งเหยื่อนอนจมบาดแผลและร่องรอยถูกทำร้าย
ทีวีวงจรปิดที่ควรจะมี เที่ยวนี้มีจริง แต่เป็นภาพมุมสูง ไกล มองเห็นไม่ชัด ระบุบุคคลไม่ได้ ฯลฯ เรียกว่าส่อเค้าจะเจ็บตัวฟรี
ตราบใดที่การเมืองประเทศไทย ยังเป็นการเมืองที่ดีไซน์แบบมีเป้าหมายเพื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลทีวีวงจรปิดของประเทศไทย ก็จะประดักประเดิดอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ต่อให้จ่านิวไปเรียนต่อจนจบมาอีก 5 ปริญญา ก็คงจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ทีวีวงจรปิด จะมีไว้จับผิดคดีประเภทหนุ่มหัวร้อน ลากไม้เบสบอลมาตีคู่อริที่บังอาจบีบแตรใส่
หรือคลิปดาราย่องขึ้นคอนโดใคร
คดีแบบนั้นคลิปจะชัดทั้งภาพและเสียง เรียกว่าระบบเอชดีนั่นเลย
แต่ในกรณีแบบนี้ อุตส่าห์มีวงจรปิดพอเป็นกระสาย ก็ถือว่าเป็นบุญของประชาชนนักแล้ว
ที่บอกว่าการทำร้ายจ่านิวเที่ยวนี้คิดผิด ประเด็นนี้สังเกตจากกระแสความคิดความเห็นของคนทั่วไป ที่ไม่ยอมให้เหตุการณนี้ผ่านไปเฉยๆ อีก
เกิดกระแสยอมรับไม่ได้ และเย้ยหยันสบประมาทตำรวจ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐว่า รู้ว่าเก่ง แต่ยังไงก็ไม่มีทางจับได้
แม้ว่ามนุษย์ลุงมนุษย์ป้า บรรดากองเชียร์ลุงตู่ออกมาวางมาดวิเคราะห์อย่างนั้นอย่างนี้ ตั้งประเด็นจ่านิวโดนจัดฉากทำร้าย บ้างก็ว่าเป็นการลงมือของแก๊งทวงหนี้ และอื่นๆ แต่ไม่ได้ผล
เข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่
กรณีของจ่านิว เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทางการเมือง ที่คนรุ่นใหม่ตื่นตัวขึ้นมาในการเลือกตั้ง
แห่ไปเลือกพรรคอนาคตใหม่ สร้างความวิตกจริตให้กับพวกที่เดิมเกลียดกลัวทักษิณเป็นอันมาก
จัดแจงตั้งหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็น “ทายาท” ทักษิณ พร้อมกับระดมปั้นเฮตสปีช สาดใส่ ล่าสุด เลื่อน “ธนาธร” ให้เป็นผู้ร้ายอันดับ 1 แทน “ทักษิณ” ไปเรียบร้อย
ส่วนฝ่ายพระเอกตลอดกาลก็ได้แก่ พวกลุงๆ รักชาติ ขี้ยัวะ ใส่นาฬิกาเพื่อน องค์กรต้านโกง หน่วยงานโน่นนี่ที่โยงราชการ
“จ่านิว” ซึ่งก็คือกลุ่มประชาธิปไตย เลยกลายเป็นฝ่ายตรงข้ามพระเอก ที่จะต้องโดนยำไปตามระเบียบของเหล่าคนดี
และเมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน นำเรื่องจ่านิวไปตั้งกระทู้ถามในสภาเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้เห็นภาพแปลกๆ ในสภา
การทำร้ายประชาชนเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่ ส.ส.รัฐบาล พยายามปล่อยมุข ทำให้เป็นเรื่องตลกที่ไกลตัว
แต่กลายเป็นเรื่องผิดกาลเทศะ แม้แต่ผู้ทำหน้าที่ประธานสภาในช่วงเวลานั้น แทนที่จะเป็นหลัก ทำให้เกิดเนื้อหาสาระว่าสภาจะคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างไร ก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย
จากกรณีจ่านิว จะนำไปสู่การสิ้นศรัทธาระหว่างคนต่างเจเนอเรชั่น ยิ่งถ้าจัดการอะไรไม่ได้ ช่องว่างนี้จะยิ่งกว้างขึ้น
กฎของสังคมบอกมาตลอดว่า พลังของคนรุ่นใหม่ ดูแคลนไม่ได้จริง

