ความจริงแล้วผู้เขียนไม่อยากจะเขียนบทความที่มีแนวทางไปในแบบเดียวกันสองครั้งติดต่อกันแบบนี้ (เมื่อคราวที่แล้วก็เพิ่งจะเขียนถึงการประชันระหว่าง TPO และ RBSO ในวันศุกร์เวลาเดียวกัน) แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว ความสำคัญของเหตุการณ์ทางดนตรีคลาสสิกมีความสำคัญมากเพียงพอแก่การต้องบันทึกไว้ถึงหมุดหมายอันสำคัญนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องบันทึกไว้อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2562 วงออเคสตราหลักของเมืองไทยทั้งสองวงจัด “งานใหญ่” ด้วยกันทั้งคู่ ในวัน-เวลาเดียวกันอีกแล้ว RBSO (Royal Bangkok Symphony Orchestra) ก้าวสู่หมุดหมายใหม่ด้วยการนำเอา ซิมโฟนีหมายเลข 4 (Romantic) ของ “อันโตน บรูคเนอร์” (Anton Bruckner) มาบรรเลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การก่อตั้งวงมาเกือบ 40 ปี ในขณะที่ TPO (Thailand Philharmonic Orchestra) ก็ทะยานขึ้นขีดสุดด้วยการอาจเอื้อมคว้าเอาดุริยางคนิพนธ์อันเป็นหนึ่งในที่สุดของความยากสำหรับศิลปะการบรรเลงวงออเคสตรานั่นคือ “โทนโพเอ็ม” (Tone Poem) บทสำคัญ “Also Sprach Zarathustra” ของ “ริชาร์ด ชเตราส์” (Richard Strauss) มาสำแดงการบรรเลงสดๆ เป็นครั้งแรก นับแต่มีการสถาปนาประเทศไทยเรามานานนับหลายร้อยปี
เมื่อแรกที่ได้ทราบข่าวว่าวง TPO จะนำเอาโทนโพเอ็มบทนี้มาแสดง ผู้เขียนยังรู้สึกไม่ค่อยไว้วางใจนัก ด้วยเกรงว่า TPO อาจคิดทำอะไรโดยไม่ประมาณตน นี่เป็นบทเพลงที่เขียนขึ้นด้วยความต้องการ, เรียกร้องพละกำลังและเทคนิคของวงออเคสตราในระดับสูงสุด อีกทั้งการแฝงแนวคิดความหมายที่สองที่นำมาจากแนวคิดเชิงอภิปรัชญาว่าด้วยเรื่อง “วิถีสู่อภิมนุษย์”
ขอรายงานกับท่านผู้อ่านด้วยความมั่นใจว่า วง TPO สอบผ่านดุริยางคนิพนธ์ชิ้นนี้อย่างงดงาม ผู้เขียนได้ไปชมการบรรเลงในรอบบ่ายวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2562 ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร (โชคดีที่วง TPO จัดการบรรเลงรายการเพลงเดียวกันสองรอบ) ภายใต้การอำนวยเพลงของ “ลิเจีย อมาดิโอ” (Ligia Amadio) วาทยกรสุภาพสตรีชาวบราซิล ซึ่งหากใครบางคนที่ยังอาจจะมีอคติลึกๆ ในเรื่องสตรีเพศกับความสามารถในการเป็นวาทยกรควบคุมวงออเคสตราแล้ว ขอบอกได้ว่าเมื่อท่านได้ยินเสียงวงออเคสตราภายใต้การควบคุมวงของเธอ อคติของท่านจะถูกรื้อทิ้งแบบขุดรากถอนโคนในทันที
มาตรฐานการควบคุมวงของเธอเต็มไปด้วยความเข้มข้น, ประณีต เธอครอบครองมันได้ทั้งในส่วนของพื้นฐานอันจำเป็นในด้านระเบียบวินัยและส่วนที่เป็นศิลปะซึ่งอยู่ในระดับสูงขึ้นไปทั้งในด้านการตีความการบรรเลงอีกทั้งความสามารถในการดึงเอา “ความหมายแฝง” หรือ “ความหมายรอง” ในบทเพลงให้สำแดงออกมาได้เป็นที่ประจักษ์จากบทเพลงแนวอภิปรัชญาชิ้นนี้
หลังจากเปิดดนตรีท่อนนำ (Sunrise) อันหรูหราโอ่อ่า บทเพลงลดมิติลงเหลือเป็นดนตรีที่บางเบาด้วยเครื่องสายเพียงไม่กี่ชิ้นที่แสดงลักษณะดนตรีเชมเบอร์มิวสิกเชิงศาสนาอย่างเข้มข้น ลิเจีย อมาดิโอ
สามารถสำแดงให้เรารู้สึกได้ชัดเจนว่า เสียงดนตรีนี้มีโปรแกรม, มีเนื้อหา-เรื่องราวที่จะถ่ายทอดมาสู่เรามากกว่าที่จะเป็นเพียงเสียงดนตรีบริสุทธิ์ล้วนๆ แบบดนตรีของโมซาร์ท หรือไฮเดิน ด้วยความชัดเจนถึงสมดุลอันแข็งแกร่งจากเครื่องดนตรีทุกกลุ่ม
และนี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงกลุ่มเครื่องสายของวง TPO ในครั้งนี้ที่มีมากทั้งปริมาณ, พละกำลังและคุณภาพที่สามารถอวดพลังประชันกับกลุ่มเครื่องเป่าได้อย่างทัดเทียมกัน โดยเฉพาะในท่อน “The Convalescent” ที่บรรยายถึงการฟื้นคืนสู่พลังของท่านศาสดา “ซาราทุสตรา” นั้นสามารถสร้างมิติเสียงได้ราวกับพายุอันหนักแน่น หากปิดตาฟังแล้วต้องบอกได้ว่า นี่ไม่น่าเชื่อว่าเป็นกลุ่มเครื่องสายอันแข็งแกร่งจากวงออเคสตราสัญชาติไทย
ประสบการณ์จากการฟังการบรรเลงจริงในครั้งนี้ยังสอนเราได้อีกว่า ในบทเพลงอันใหญ่โตโอฬารชิ้นนี้ ริชาร์ด ชเตราส์ ไม่เคยละทิ้งพื้นฐานของความละเอียดอ่อน, ละเมียดละไมในแบบดนตรีคลาสสิกดั้งเดิมแห่งศตวรรษที่ 18 อย่างไฮเดิน หรือโมซาร์ทเลย
สิ่งเหล่านี้ยังคงเปรียบเสมือนแก่นแท้, เนื้อใน เสมือนรากแก้วที่หยั่งลึกลงไปในโครงสร้างที่ใหญ่โตมโหฬารภายนอก เขามิได้เขียนดนตรีใหญ่โตโอฬาร ด้วยเสียงดังอวดเบ่งด้วยความตื้นเขิน หากแต่มันก่อเกิดและเติบโตพัฒนาขึ้น ราวกับสิ่งมีชีวิต ที่มีลักษณะพัฒนาการในเชิงชีวภาพอย่างแท้จริง จากนั้นจึงมาผสมผสานกับแนวคิดจากงานวรรณกรรมเชิงอภิปรัชญาของ “ฟรีดริค นีทเชอ” (Friedrich Nietzsche)
นี่คือความสมบูรณ์แบบแห่งการหลอมรวมความเป็นสุดยอดเชิงศิลปะของมนุษยชาติในสองสาขาคือ ดุริยางคศิลป์และวรรณศิลป์แนวอภิปรัชญา
สำหรับ ลิเจีย อมาดิโอ นั้นในความเป็นสตรีเพศของเธอ สร้างการรับรู้ทางดนตรีแก่เราว่า เธอสามารถสร้าง “ความละเมียดละไม” และละเอียดอ่อนในน้ำเสียงดนตรีซึ่งดังสนั่นกึกก้อง เธอสร้างสรรค์ลักษณะคู่ขนานย้อนแย้งนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ความลับคืออะไรหนอ? หรือนี่เป็นเพียงแค่เคมีทางดนตรีแห่งสตรีเพศ
บทเพลง Variations on a Rococo Theme ผลงานลำดับที่ 33 ของไชคอฟสกี (P.I.Tchaikovsky) ที่ทางวง TPO ได้ศิลปินเดี่ยวเชลโลหนุ่มนาม “อเล็กซี ชตาดเลอร์”
(Alexy Stadler) มาสำแดงฝีมือในครั้งนี้ เผยให้เห็นทั้งศักยภาพของตัวเขาเองและศักยภาพของตัวบทเพลงที่ไชคอฟสกีสร้างสรรค์ขึ้น การชมการบรรเลงสดๆ ในครั้งนี้ทำให้เราตระหนักได้ว่าไชคอฟสกีนั้นมีความเข้าใจในศักยภาพและบุคลิกภาพของเครื่องดนตรีเชลโลได้ดีจนราวกับว่าตัวเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนี้ด้วยตนเอง
บทเพลงที่อวดช่วงกว้างของระดับเสียง (Range) จากต่ำสุดขึ้นไปหาสูงสุด ราวกับว่าเชลโลเป็นเครื่องดนตรีที่รวมเอาซอวิโอลา (Viola) และไวโอลินอีก 2 ชนิดนี้ในตระกูลเดียวกันมาผนวกรวมเข้าไว้ในตัวซอเชลโลด้วย
ทุกๆ ช่วงเสียงล้วนสื่อการแสดงออกทางอารมณ์ได้ชัดเจนหมดจด ฝีมือเชลโลของ อเล็กซีทำให้เราต้องแอบอุทานในใจว่า “คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า!”
เขาทำให้ความยากในเชิงเทคนิคขั้นเทพ (Virtuosity) กลายเป็นเรื่อง “ศิลปะ” (Art) ไปในบัดดล ฝีมือของเขาอาจจะถึงขั้นทำให้นักเรียนเชลโลหมดกำลังใจไปก็ได้ (แทนที่จะสร้างแรงบันดาลใจ) เห็นแล้วแทบจะหมดจินตนาการในการก้าวไปให้ถึงมาตรฐานขั้นนี้
ไม่รู้สึกลังเลใจที่จะกล่าวว่านี่คือหนึ่งในนักเชลโลที่ดีที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยชมมา เขาคือหมุดหมายใหม่ของศิลปินเดี่ยวเชลโลในประสบการณ์การฟังดนตรีของเรา
คอนเสิร์ตโดยวง RBSO ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในค่ำวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2562 ถือเป็นบันทึกแห่งก้าวย่างใหม่ของวงดนตรีวงนี้ที่ก่อตั้งมาเกือบ 40 ปี แต่ยังไม่เคยหยิบงานดุริยางคนิพนธ์ที่ท้าทายแบบสกุลปลายๆโรแมนติกอย่างงานของ บรูคเนอร์ (A.Bruckner), มาห์เลอร์ (G.Mahler) หรือโทนโพเอ็มบทใหญ่ๆ อย่างของริชาร์ด ชเตราส์ มาสำแดงฝีมือป่าวประกาศ นี่เป็นครั้งแรกที่วาทยกรคนปัจจุบัน อย่าง “มิเชล ทิลคิน” (Michel Tilkin) ชาวเบลเยียมที่นำพาวงก้าวข้ามปราการความคิดหยิบเอาซิมโฟนีหมายเลข 4 (Romantic) ของบรูคเนอร์มาบรรเลงเป็นการเปิดประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกของวง
ความจริงแล้วซิมโฟนีบทนี้ของบรูคเนอร์ ก็เป็นบทเพลงที่มิได้ต้องใช้วงออเคสตราขนาดใหญ่พิเศษหรือต้องการเครื่องดนตรีพิเศษ, พิสดารมาเพิ่มเติมแต่อย่างใด อาจจะเป็นด้วยเหตุผลที่มีนักดนตรีจำนวนหนึ่งของวงที่ต้องเดินทางไปร่วมการแสดงดนตรีที่ประเทศญี่ปุ่น หรืออาจจะยังขาดประสบการณ์ที่ต้องรับมือกับบท
เพลงใหญ่ๆ ที่กินทั้งระยะเวลาและพละกำลังอย่างงานของบรูคเนอร์แบบนี้ จึงยังทำให้วงยังฟังดูมีพละกำลังที่ยังไม่นิ่ง หรือสม่ำเสมอในการรองรับพลังทางดนตรีอันยิ่งใหญ่แบบซิมโฟนีของบรูคเนอร์
กลุ่มเฟรนช์ฮอร์นนับได้ว่าน่าชมเชย เพราะฟังดูว่าได้มีความพยายามเป็นพิเศษในการสร้างความโดดเด่นของการบรรเลงให้เป็นที่ประจักษ์ขึ้นมาอย่างชัดเจน
(เพราะบรูคเนอร์เขียนแนวการบรรเลงของกลุ่มฮอร์นให้อวดความโดดเด่นเป็นอย่างมาก)
กลุ่มวิโอลา (8 คน) ที่ฟังดูว่าได้รับการติวเข้ม, กวดขันมาอย่างดี สามารถสำแดงแนวทำนองที่สองในลักษณะแบบการสวดมนต์อวยพร (Blessing Theme) จากท่อนที่สองได้อย่างสงบนิ่งราวกับเป็น “บทสวดมนต์ที่ปราศจากคำพูด” ซิมโฟนีที่แฝงแนวคิดแบบออร์แกนในโบสถ์ของบรูคเนอร์, ด้วยลวดลายดนตรีแบบโฮโมโฟนี (Homophony = การประสานเสียงในแนวตั้ง) ทำให้ตระหนักได้ชัดเจนมากขึ้นว่าคุณภาพการสะท้อนเสียง (Acoustic) ของศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้อยู่ในขั้นดีทีเดียว สำหรับดนตรีซิมโฟนีอย่างแท้จริง นับเป็นการสอบผ่าน, ก้าวข้ามขีดจำกัดที่ RBSO ติดกรอบนี้อยู่เป็นระยะเวลายาวนาน
หวังว่าปราการความคิดขั้นต่อไปอย่างโทนโพเอ็มของชเตราส์ หรือซิมโฟนีบทใหญ่ๆ ของกุสตาฟ มาห์เลอร์ น่าจะได้รับการบรรจุอยู่ในเป้าหมายของวงในอนาคตข้างหน้า
บทเพลงที่สร้างความน่าประหลาดใจและประทับใจซึ่งถือเป็น “ประสบการณ์ทางดนตรี” ที่น่าจดจำเห็นจะได้แก่เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 5 ของเบโธเฟนในครึ่งแรก “อิเรเน รุซโซ” (Irene Russo) ศิลปินเดี่ยวเปียโนสุภาพสตรีชาวอิตาเลียนสำแดงศิลปะแห่งการตีความบทเพลงนี้ของเบโธเฟนได้อย่างน่าจดจำและประทับใจดนตรีเบโธเฟนของเธอสวยงาม, พอเหมาะพอดี, ไม่อวดโอ่, ไม่ก้าวร้าว, ไม่คร่ำเคร่งคงแก่เรียนเกินไป
เธอนำองค์ประกอบดนตรีภายในออกมาเผยให้ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการพรมนิ้ว (Trill), ประโยคดนตรีอันงดงามลื่นไหล ช่วงการย้อนกลับมาของแนวทำนองหลัก (Recapitulation) ในท่อนแรกที่อวดศิลปะดนตรีในลีลาอันบางเบาแบบเชมเบอร์มิวสิก แนวทำนองรอง (2nd Theme) ที่ถูกผันแปร ซึ่งเธอบรรเลงได้ “ระยิบระยับ” ราวกับประกายคลื่นเบาๆ บนผิวน้ำยามต้องสายลมที่พัดแผ่ว
เธอสวมชุดราตรีสีทึมๆ ทึบๆ บุคลิกภาพเรียบๆ (จนเกือบจะล้อได้ว่าเป็น “ป้า”) ไม่มีการส่อแววอวดความงามทางเนื้อหนังมังสาสรีระใดๆ แต่ทว่าศิลปะดนตรีของเธอช่างงดงาม, แจ่มใสสูงด้วยรสนิยม
ในขณะการบรรเลงสลับของวงเธอจะทำมือตีกรอบ (Conducting Frame) อำนวยเพลงเคล้าไปพลาง จุดที่เป็นที่สุดเห็นจะได้แก่ก่อนจบเพลงในท่อนสุดท้ายที่เธอกำหนดจังหวะคิวดนตรีอันล่อแหลม, ละเอียดอ่อนกับกลองทิมปะนี โดยมิเชล ทิลคิน ยอมลดบทบาทช่วงสำคัญนี้ลงไป
มันเป็นชั่วขณะที่ทำให้นึกไปถึงปาฐกถาของ “เลโอนาร์ด เบอร์สไตน์” (Leonard Berstein) วาทยกรเอกระดับโลกในอดีต ในประเด็นที่ว่า “Who is the Boss in Concerto?” เมื่อเขาต้องอำนวยเพลงเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 1 ของบรามส์ (J.Brahms) โดยมี “เกลนน์ กูลด์” (Glenn Gould) เป็นศิลปินเดี่ยวเปียโน และการบรรเลงของ เกลนน์ กูลด์ ก็แสนจะพิลึกพิลั่นพิสดารนอกตัวบท, นอกตัวโน้ตที่บรามส์เขียนไว้ ซึ่งเบอร์สไตน์ ไม่เห็นด้วย แต่ต้องร่วมงานกัน, ปรับปรนและเรียนรู้ถึงคำว่า “ศิลปะแห่งการตีความ” ร่วมกัน
ศิลปินดนตรีอย่างวง RBSO ได้ก้าวข้ามปราการความคิดมาถึงบรูคเนอร์แล้ว วง TPO ก้าวข้ามไปถึงสุดยอดแห่งศิลปะขั้นสูงของการบรรเลงวงออเคสตราในโทนโพเอ็มอย่าง “Also Sprach Zarathustra” ในครั้งนี้ และ “Alpine Symphony” ของริชาร์ด ชเตราส์ เมื่อปลายปีที่แล้ว
โชคดีอยู่บ้างที่จำนวนผู้ชมดนตรีทั้งสองงานนี้ไม่น้อยโหรงเหรงเกินไปจนอาจจะทำลายกำลังใจของศิลปินดนตรีและฝ่ายจัดการที่ต้องทุ่มเทกันเป็นที่สุด เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมการแสดงอย่างต่อเนื่อง ในอันที่จะนำความเป็นสุดยอดแห่งศิลปะดนตรีตะวันตกแขนงนี้มาสู่โสตประสาทของผู้ชมชาวไทย ผู้ชมที่รักดนตรีด้วยความงามด้วยความเป็นเลิศของเสียงดนตรีอย่างแท้จริง โดยไม่ยึดติดกับแบรนด์เนม ของหรูหราราคาแพง ยอมเดินทางมาชมการแสดงของวงสัญชาติไทยแบบนี้ก็ถือเป็นกำไรชีวิต, เป็นประสบการณ์ดนตรีดีๆ เฉพาะตัวไป
ใครที่ยังไม่เชื่อถือวงออเคสตราสัญชาติไทยก็คงไม่เชื่อถือกันต่อไป (สิ่งที่เป็นความรักหรือศรัทธาเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้) หรือใครที่ยังคอยโอกาสที่จะได้ “ดู” วาทยกรแก่ๆ ที่เคยเป็นอดีตซุปเปอร์สตาร์ด้วยบัตรราคาแพงๆ ซึ่งท่านผู้นั้นเหลือแค่สังขาร (อันร่วงโรย) มายืนโบกไม้โบกมือหน้าวง ก็คงต้องเป็นเรื่องความสบายใจเฉพาะตัวกันจริงๆ

