เป็นเรื่องขึ้นมาอีกจนได้ เมื่อ ส.ส.อนาคตใหม่ นำโดยแฟชั่นนิสต้า ช่อ-พรรณิการ์ วานิช เจ้าเก่า แต่งคอสตูมเข้าประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามธีมละครดัง ‘กลิ่นกาสะลอง’ ด้วยการนุ่งซิ่นล้านนา สวมเสื้อตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้ เกล้าผมยกสูงตามสไตล์หมู่เฮาจาวเหนือ ร่วมด้วยคนท้องที่แต๊ๆ อย่าง ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เจียงใหม่ ที่เว้าจาภาษาถิ่นในสภาจนได้รับความชื่นชมว่า ‘น่าฮัก’ มาแล้ว ร่วมด้วย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ดัง ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งยอมรับว่าตั้งใจ ‘นัด’ กันมาในลุคนี้
แค่นั้นไม่พอ ยังแปะมือ ส.ส.น่าน สังกัดเพื่อไทย สิรินทร รามสูต ซึ่งมาในชุดลูกหลานพญามังรายเฉกเช่นเดียวกัน โดยมี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในบทบาทกองเชียร์ระบุว่าประธานสภากำลังจะบรรจุระเบียบว่าด้วยการแต่งกายของ ส.ส. โดยท่อนหนึ่ง กล่าวถึงการแต่งกายชุดไทยซึ่งอาจจะมีการกำหนดให้วันใดวันหนึ่งในการประชุมสภา เช่น วันพฤหัสบดี ให้สามารถแต่งกายด้วยชุดประจำจังหวัดได้ด้วย

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทว่าผลกระทบ แรงสะท้อน ยังมีขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ทั้งฝ่ายกดไลค์และฝ่ายรุมจวก โดยฝ่ายหลังหยิบยกประเด็นความสุภาพ เหมาะสม และเงื่อนปม ‘กาลเทศะ’ บ้างก็วิพากษ์ย้อนหลังไปถึงเสื้อผ้าในชุดก่อนหน้าซึ่ง ช่อและเพื่อน ส.ส.พรรคสีส้ม นัดกันสวมชุดแนวกลุ่มชาติพันธุ์ ว่าเป็นการแต่งกายเหมือนระบำ ‘เทพธิดาดอย’ ซึ่งยิ่งปลุกเร้าการตั้งคำถามถึงพื้นที่ ‘รัฐสภา’ ว่าควรเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมหรือไม่ และเหตุใดพื้นที่ดังกล่าวจึงถูกมองว่าต้องสวมชุดแบบตะวันตกที่ถือเป็น ‘สากล’ เท่านั้น ทั้งๆ ที่ในตะวันตกเอง ก็มีชนเผ่าใส่ชุดพื้นเมืองที่เต็มไปด้วยขนนกประดับศีรษะเข้าประชุมอย่างเป็นทางการในรัฐสภามาแล้ว
ยังไม่นับประเด็น ชุดไทย หรือ ‘ไม่ไทย’ และ ‘ความเป็นไทย’ ที่ดูเหมือนต่างฝ่ายมีนิยามแตกต่าง อีกทั้งความย้อนแย้งของตรรกะและมาตรฐาน ที่โซเชียลขุดข่าวเก่าซึ่ง ‘บิ๊กตู่’ เคยให้สัมภาษณ์ว่าสามารถใส่ชุดไทยเข้าประชุมได้ ในขณะที่ล่าสุด พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาติดแฮชแท็ก #ไม่พูดเยอะเจ็บคอ ใช้วิธีโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัว บอกว่า
“เห็นข่าวเรื่องการแต่งตัวของสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางคน สะท้อนให้เห็นว่าคนเหล่านั้นยังไม่เข้าใจความแตกต่างของสถานภาพของตัวเอง ระหว่างการเป็นนักกิจกรรม กับการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ที่จำเป็นต้องมีวุฒิภาวะ สรุปง่ายๆ คือไม่รู้จักกาลเทศะนั่นเองครับ เรื่องแค่นี้ยังแยกแยะไม่ออก แล้วเรื่องสำคัญกว่านี้จะฝากความหวังอะไรได้”
ส่งผลให้สังคมส่วนหนึ่งยิ่ง งงงวยเข้าไปใหญ่ ว่าสุดท้ายแล้วที่ภาครัฐเคยส่งเสริมให้เห็นคุณค่าและอนุรักษ์ความเป็นไทย อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ชาตินั้น เหตุใดเมื่อนักการเมืองพากันแต่งชุดพื้นเมืองและชุดชาติพันธุ์อันเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนในดินแดนไทย แต่กลับถูกตำหนิว่าไร้กาลเทศะ ชวนให้หลายฝ่ายที่แม้ไม่อยากคิด ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่คือปัญหาของนิยาม ชุดไทย ไม่ไทย และความเป็นไทยที่ต่างกัน หรืออคติทางการเมืองเป็นสำคัญกันแน่?

เทพธิดาดอยแล้วไง? ไทย ไม่ไทย ใครกำหนด ?
เปิดประเด็นที่ความสุภาพ-ไม่สุภาพ และมาตรฐานความเป็นไทย ขนิษฐา คันธะวิชัย นักวิชาการอิสระด้านชาติพันธุ์ มองว่า วิวาทะที่เกิดขึ้น อาจเพราะมุมมองเรื่องความสุภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยอาจคิดว่าความสุภาพในระดับรัฐสภา ต้องใส่ชุดแนว ‘บิซิเนส’ อย่างเป็นสากล หากธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐสภาคือต้องใส่สูทมาตลอด การแต่งตัวแปลกออกไปจึงเป็นประเด็นขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วชุดที่ช่อและ ส.ส.อนาคตใหม่-เพื่อไทยนัดกันใส่ บ่งบอกถึงความเป็นไทยท้องถิ่น ซึ่งควรสามารถสวมใส่เข้าไปได้ในทุกสถานที่
“ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชุดไทยไม่ได้มีแค่นุ่งโจง ห่มสไบ แต่รวมถึงวัฒนธรรมภูเขาและพื้นราบผสมกัน คนที่บอกว่าแต่งชุดเทพธิดาดอยไม่ใช่ชุดไทย เป็นการตีความคำว่าความเป็นไทยแคบไปหน่อย ชุดเหล่านั้นเวลาออกงานระดับจังหวัดในชนบท นั่นคือชุดที่ใช้ใส่ออกงานกัน หากคนท้องถิ่นมอง ก็อาจมองว่าชุดนี้สุภาพ และบ่งบอกความเป็นไทยท้องถิ่น ซึ่งควรสามารถเข้าไปได้ในทุกๆ ที่ ส่วนตัวก็มองว่าชุดที่ช่อและ ส.ส.คนอื่นใส่เป็นชุดไทยแบบประยุกต์ บางชุดเป็นชุดแนวบิซิเนสที่แฟชั่นกลิ่นอายชาติพันธุ์เข้าไปอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นชุดไทยประยุกต์เหมือนกัน หรืออย่างกรณีที่ช่อใส่ชุดแบรนด์โพเอ็ม โดยมีสีขาวเข้าไปปะปนนิดหนึ่ง ก็กลายเป็นประเด็นว่าไม่เหมาะสม เพราะไม่ใช่ดำล้วน ซึ่งถ้าเอาคอนเซ็ปต์เรื่องไทยไปมอง ไทยโบร๊าณโบราณ ไม่ได้มีแนวคิดที่จะต้องแต่งขาวดำ การแต่งสีดำคือแนวคิดตะวันตกซึ่งเป็นสิ่งที่มาทีหลัง คนที่บอกว่ามีสีขาวปนเลยไม่เหมาะ คงเป็นข้อหาหมั่นไส้“ ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาติพันธุ์กล่าว พร้อมปิดท้ายอย่างตรงไปตรงมา

การเมืองเรื่อง ‘วัฒนธรรม’ แค่หวือหวาหรือมีนัยยะซ่อนเร้น?
ด้าน สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการชื่อดังด้านอุษาเคย์ ที่สวมใส่เครื่องแต่งกายในวัฒนธรรมหลากหลายจนเป็นที่คุ้นตา มองว่านี่เป็นการเล่นตามกระแส ไม่มีแก่นสาร ไม่ว่าจะเป็นพวกที่สวมใส่ตามละคร หรือพวกที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่นานกระแสก็จะจบไป แต่มีประเด็นที่ควรมองไปไกลว่าการมาเถียงกันว่า ชุดไทย หรือไม่ไทย และ เหมาะหรือไม่เหมาะ
“สิ่งที่พูดและเถียงกันว่าชุดไทย หรือไม่ไทย เหมาะหรือไม่เหมาะ ผมไม่ได้สนใจประเด็นนั้น แต่สนใจประเด็นที่ว่า อะไรคือชุดไทย ชุดไทยคือชุดที่รัฐกำกับ รัฐเป็นคนพูดว่า นี่คือชุดไทย ส่วนนี่ไม่ใช่ชุดไทย ใช่หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าชุดอะไรก็ได้ที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ คือชุดไทย ชาวบ้านชาวเมืองที่เขาขายของตามริมถนน ที่เดินตามถนนหนทาง ก็ใส่ชุดไทย ทำไมคำว่า ไทย จะต้องมีเครื่องหมายวงเล็บด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมา ความเก่าแก่ จำเป็นด้วยหรือ ? ผมคิดว่าไม่ใช่ คุณช่อดึงประเด็นนี้ไปเล่นในการเมือง เป็นความหวือหวาของเขา แต่ถ้าข้ามประเด็นนี้ไป อะไรคือความเป็นไทยในสายตามผมมองว่าอะไรก็ได้ที่คนเขาใส่แล้วรู้สึกว่ามีความสุข เต็มใจที่จะใส่ ไม่ว่ากลุ่มนั้นจะเป็นใคร ผู้ชาย ผู้หญิง เพศที่สาม และไม่ว่าชาติพันธุ์ไหน นั่นแหละคือชุดไทย”
ส่วนกรณีการผลักดันเรื่องใส่ชุดไทยประชุมสภา สมฤทธิ์มองว่าไม่ว่าจะเป็นสภาหรือสถานที่ราชการอะไรก็ตามที่เป็น ‘ทางการ’ หากสามารถเปิดโอกาสให้ชุดไทยที่หมายถึงชุดอะไรก็ได้เข้าไปได้ นั่นคือการยอมรับ ความเป็นไทยในแบบที่หลากหลาย
“เรื่องพิจารณาว่าจะเอาเข้าสภาหรือไม่สภา คนก็มาเถียงว่า สภาเป็นสากล อะไรก็ไม่รู้ เราอาจต้องย้อนกลับไปในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ประกาศเรื่องรัฐนิยม ซึ่งกำหนดไว้ว่า ชุดไหนสุภาพ ชุดไหนไม่สุภาพ ชุดไม่สุภาพในสายตาจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือชุดชาวบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชุดชาวไทยพื้นบ้านนุ่งโสร่ง โจงกระเบน หรือชุดของชาวมุสลิม ผมคิดว่านี่คือการดูถูกพื้นบ้านและเพื่อนบ้าน ถ้าเราข้ามประเด็นนี้ไปว่า ที่ใดก็ตามอย่าว่าแต่สภา เปิดโอกาสให้ทุกชุดเข้าไปได้ นี่ต่างหากจะยิ่งใหญ่กว่าที่จะเถียงกันแค่ว่าเข้าสภา”

ประเด็นเรื่องแฟชั่นในสภา ดูเผินๆ คล้ายไม่มีสาระ แต่ในมุมมองของ ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา มองว่า การแต่งตัวของช่อเป็นการแสดง สัญลักษณ์ของประชาธิปไตย ส่วนการถูกโจมตีในเรื่องเครื่องแต่งกาย เกิดขึ้นจากอคติทางการเมือง
“เป็นวิธีคิดการเมืองของชนชั้นนำแบบเดิมที่ยึดมั่นต่อจารีตการแต่งกายที่ใช้คำว่า กาลเทศะ นี่คือระบบความคิดเดิมของนักการเมือง ของชนนั้นนำแบบเดิม แต่ความคิดของอนาคตใหม่ เป็นความคิดแบบการเมืองใหม่ที่มองว่าความเป็นชาติคือความหลากหลาย ชาติไทยประกอบด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ หลากหลายเอกลักษณ์ รัฐสภาคือพื้นที่ที่ต้องสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม รัฐสภาต้องเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายนี้”

‘รัฐสภา’ พื้นที่ความหลากหลาย อย่าตีความด้วยรหัสของ ‘ศัตรู’
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากหันมองรัฐสภาทั่วโลก แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน จะพบว่าเมีการเปิดโอกาสให้สวมใส่ชุดตามชาติพันธุ์เข้าร่วมเป็นปกติโดยไม่มีดราม่าพาให้สังคมมึนงงแต่อย่างใด
ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะเมียนมา มองว่ารัฐสภาเป็นสถานที่ซึ่งคนปกติสามัญไปนั่งคุย ไม่ใช่สถานที่ซึ่งต้องใส่ชุดแบบเทวดาเข้าไป กรณีพม่า มีสภาชนชาติที่เปิดโอกาสให้คนใส่ชุดชาติพันธุ์ตัวเองเข้าไปนั่งฟังได้ จะใส่โสร่งก็ได้ ไม่มีใครว่า
“เราต้องทำให้สภาเป็นที่ที่คนปกติสามัญไปคุยกัน การทำให้สภาเปิดให้คนใส่ชุดไทย ชุดพื้นเมืองไปนั่ง ท้ายที่สุดจะทำให้คืนสู่ความเป็นสามัญ พวกที่กำลังถกเถียงโจมตี อยากให้ไปหาแก่นของสิ่งเหล่านี้มากกว่า ในปัจจุบันสังคมไทยไม่สามารถหลุดออกไปจากความขัดแย้ง เราต่อสู้กันมา 10-20 ปี โดยยังผลิตซ้ำความเกลียดชัง จึงยังไม่สามารถเปลี่ยนความเห็นต่างทางด้านการเมืองจากความเป็นศัตรูนำไปสู่การแข่งขันทางด้านการเมืองของความคิดที่แตกต่างได้ สิ่งที่ต้องข้ามให้พ้นคือต้องเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรที่แข่งขันกันด้านอุดมการณ์”
สภาวะการณ์ในสังคมที่ต่างฝ่ายแลกวิวาทะรายวันกันนี้ ผศ.ดร.ฐิติวุฒิให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันเวลาใครมีความคิดต่างทางการเมือง ไม่ว่าอาจจะทำอะไรถูก หรือทำอะไรผิด ก็จะถูกนิยามว่าผิดทุกอย่าง เพราะเป็นการ ตีความผ่านรหัสของความเป็นศัตรู
“เวลานำชุดไทยมาใส่ก็ตาม พูดภาษากลางแต่ติดสำเนียงท้องถิ่น เหนือ ใต้ อีสาน หรือใครก็ตามที่ทำอะไรให้รู้สึกว่าแปลก เวลาตีความผ่านการใช้รหัสความเป็นศัตรู คนเหล่านั้นเลยกลายเป็นปีศาจ เกิดการผลิตซ้ำความขัดแย้งในสังคมไทย โดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวก็ตาม นี่คือสิ่งที่เกิดทุกฝ่าย ไม่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นกรณีช่อ ใส่ชุดไทย หรือคนอื่นๆ
คนเหล่านี้ถูกตีความจากคนอื่นผ่านดวงตาที่ไม่สามารถนำพาสังคมไทยหลุดไปจากความขัดแย้งได้“


