คอลัมน์ โลกสองวัย : จากมรรคมีองค์ 8 สู่อริยสัจ 4

9.07.19 | 16:00 น.

สัปดาห์หน้ามีวันสำคัญของพุทธศาสนิกชน 2 วัน คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 กับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จทรงผนวช ตามพุทธประวัติ หลังจากทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นขาดแก่นสาร ไม่เป็นประโยชน์ที่แท้จริง ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองโดยการละทิ้งราชสมบัติและอิสริยยศแล้วออกผนวช ด้วยการเรียนรู้จากครูอาจารย์ที่ร่ำเรียนมาก่อน และบำเพ็ญตนนานถึง 6 ปี กระทั่งทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานกายอดอาหาร แต่ไม่ประสบพบหนทางแก้ไข จึงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยาจากการอดอาหารมาฉันภัตตาหารตามเดิม และทรงบำเพ็ญเพียรด้วยการภาวนาค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

ที่สุดจึงค้นพบหนทางคือทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้จึงได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่าแท้จริงสู่ชีวิต หรือที่เรียกว่า อริยสัจ 4 ประการ ในวันเพ็ญ เดือน 6 ก่อนพุทธศาสนา 44 ปี ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 อันเป็นวันเดียวเดือนเดียวกับวันประสูติ เป็นวันที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลังจากทรงไตร่ตรองกระทั่งเห็นว่าต้องประกาศสัจธรรมทั้ง 4 ประการ เพื่อเกิดผลดีต่อมวลมนุษย์ จึงเริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานที่จะรู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถนำไปชี้แจงหรืออธิบายให้ผู้อื่นได้เข้ามาทราบอย่างกว้างขวางต่อไป จึงทรงมุ่งไปพบกับปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ซึ่งเคยเฝ้าปรนนิบัติต่อพระองค์ครั้งเริ่มบำเพ็ญเพียรภาวนา

เมื่อได้แสดงธรรมต่อปัญจวัคคีย์แล้ว ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 นับเป็นการปฐมเทศนาซึ่งทรงแสดงธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ

Advertisement

ก.มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมจะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ ไม่ใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง คือ

1.การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือกามสุขัลลิกานุโยค

2.การสร้างความลำบากแก่ตนที่จะดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น การบำเพ็ญตบะทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การดำเนินชีวิตที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

เพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติสุดโต่ง ต้องใช้ทางสายกลาง เป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา มีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ 8 ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือมรรคมีองค์ 8 คือ

1.สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ รู้ เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

2.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คิดสุจริต ตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม

3.สัมมาวาจา เจรจาชอบ กล่าวคำสุจริต

4.สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ ทำการที่สุจริต

5.สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ ประกอบสัมมาชีพ อาชีพที่สุจริต หรือเลี้ยงชีพชอบ

6.สัมมาวายามะ พยายามชอบ เพียงละชั่ว บำเพ็ญดี

7.สัมมาสติ ระลึกชอบ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด

8.สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คุมจิตให้แน่วแน่ มั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน

ทั้ง 8 ประการคือทางสายกลาง เป็นมรรคหรือหนทางที่นำไปสู่การดำเนินชีวิตอันทำให้บรรลุถึงจุดหมาย จะนำไปสู่สมาธิและปัญญาเป็นความจริงอันประเสริฐของอริยะ คืออริยสัจ 4

หลักธรรมประการที่สองซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาคือ อริยสัจ 4 แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ทำให้บุคคลห่างไกลจากกิเลส คือ

1.ทุกข์ 2.สมุทัย 3.นิโรธ และ 4.มรรค

ความหมายของความจริงทั้ง 4 ประการ ต้องทราบว่าแต่ละข้อหมายถึงอะไร จะรู้เท่าทัน และคืออะไร นำไปทำทีละขั้นตอนอย่างไร ซึ่งที่สุดแล้วคือการปฏิบัติให้เกิดมรรคมีองค์ 8 ประการดังกล่าวข้างต้น

หมายความว่าอย่างไร พุทธศาสนิกชนต่างเรียนรู้แล้วทั้งสิ้น พรุ่งนี้มาทบทวนว่าจำได้ชัดแจ้งหรือไม่