ดูที่ใจของเราเอง แล้วลองมีชีวิตอยู่โดย “ไม่ต้องการอะไร”
ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น
มองที่ใจ เห็นความต้องการโน่นต้องการนี่เกิดขึ้นอยู่มากมาย
ไม่เข้าไปจัดการอะไรทั้งสิ้นกับความต้องการนั้น แม้กระทั่งกดข่มด้วยความคิดว่าไม่ต้องการ
ทำเช่นนี้ ความต้องการจะไม่มีอิทธิพลมากำหนดให้ชีวิตต้องพล่านไป
อาการพล่านของความต้องการนั้น อาจจะก่อก้อนความรวดร้าว เศร้าตรมขึ้นมาให้รู้สึก
เราไม่หลีกหนีความรู้สึกนั้น แต่เราเฝ้าดู เรารู้ว่ามีก้อนความรู้สึกนั้นบีบคั้น กดดันเรา เราแค่ยอมรับ และปล่อยให้เป็นไป เผชิญหน้าไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน
ชีวิตไม่เคลื่อนไปเพราะแรงบีบคั้นจากความปรารถนา แต่ดำเนินไปตามที่เห็นว่าควรจะเป็น
ย่อมมีคำถามเกิดขึ้นว่า “อยู่อย่างไม่ต้องการ แล้วชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไร”
ลองมองภาพนี้
เราขับรถไปบนถนน เป้าหมายที่จะไปอีกยาวไกล ต้องใช้เวลาไม่น้อย
ปกติชีวิตจะพลุ้งพล่านไปด้วยความอยากที่จะให้ถึงเป้าหมายเร็วๆ ขับเคลื่อนไปด้วยคำถาม หรือการประเมินว่า “เมื่อไรจะถึง”
จะขับด้วยความเร่งร้อน หงุดหงิดกับอุปสรรคหรือสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจบนท้องถนนทั้งหมด ก่นด่าทุกเรื่องที่เป็นเหตุให้รถติด คิดต่อถึงความไม่ได้เรื่องของการบริหารจัดการสภาพจราจร รับไม่ได้กับการขับรถแบบไร้มารยาทที่เห็น และอื่นๆ อีกมากมายในแต่ละวัน
ชีวิตบนรถอัดแน่นและเติมเข้ามาไม่หยุดด้วยความไม่พอใจ
การเดินทางอีกยาวไกล ต้องใช้เวลาอีกมาก ด้วยชีวิตที่จมอยู่กับความไม่พอใจไปเสียหมด
เป็นเช่นนั้นเสมอมา
เหมือนความสุุขจะเกิดขึ้นเมื่อไปถึงที่หมาย แต่มีไม่น้อยที่ถึงแล้วก็ยังถอนใจออกจากสภาวะเบื่อหน่ายไม่ได้ ชีวิตหลังการเดินทางมีภาระที่จะต้องหาทางระบายความไม่พึงใจ เพื่อเปิดพื้นที่ความรู้สึกให้ความรื่นรมย์บ้าง
แต่หากวันหนึ่ง เกิดสภาวะเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง
รถเคลื่อนไปตามปกติ ด้วยความเร็วอย่างที่ควรจะเป็น ในช่องทางที่เหมาะสม
แต่ใจนิ่งอยู่กับขณะนี้เท่านั้น ความคิดที่โหยหาเป้าหมายดับลง ใจหลุดออกจากแรงกดดันของความรู้สึกรีบเร่ง
ในใจไม่มีคำถามอะไรทั้งนั้น แค่พารถเคลื่อนไปข้างหน้าในช่องทางที่เหมาะสม และความเร็วที่ควรจะเป็น
แค่นั้น
ใจโล่งว่างสัมผัสได้ถึงสภาวะไร้ภาระ แค่ปล่อยให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
ไม่มีคำถามว่า “ชีวิตจะสุขได้อย่างไร”
แต่กระทั่งบ่อยครั้งที่ใช้สัมผัสได้ถึงความอิ่มเอมกับการเปิดทางให้กับเพื่อนร่วมถนนที่รีบเร่ง
บ่อยครั้งบนถนนที่พอจะโล่งว่างบ้าง การมองไกลด้วยสายตาอยู่ในวิถีที่สูงขึ้น ทำให้เห็นมวลเมฆขาวลอยฟ่องในท้องฟ้า สองข้างทางประดับด้วยไม้ที่อวดดอกสะพรั่งสีสัน
เป็น “ความเอิบอิ่ม”
“อิ่มเอม เอิบอิ่ม” อยู่ด้วยในความไม่ต้องการอะไรเลย
การขับที่เคลื่อนเฉพาะอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างเหมาะสมกับความเป็นไปรอบข้าง
ในใจมีเป้าหมาย แต่ไม่มีระยะทาง ไม่มีระยะเวลา เคลื่อนไปกับสิ่งที่เหมาะสม ณ ปัจจุบันขณะ
ไม่มีภาระที่จะต้องตอบว่า “แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร”

