การศึกษาที่เกี่ยวกับเด็ก อาจจะเป็นความรู้ใหม่ของสังคมไทย เพราะพ่อแม่ไทยก็จะฝากลูกไว้ให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ให้ความสนใจเรื่องของเด็กน้อย เพราะว่า “เป็นเด็ก” เด็กจึงถูกปล่อยให้เติบโตอย่างยถากรรม อยู่กับวัวกับควายหรืออยู่อย่างวัวอย่างควาย พ่อแม่รวมถึงปู่ย่าตายายได้เลี้ยงลูกหลานให้อาหารและให้เด็กได้เล่นตามใจ ส่วนของผู้ใหญ่ก็จะสอนเด็กด้วยคำว่า “อย่าทำ อย่าซน อย่าวิ่ง อย่าปีน และอย่า… อีกมากมาย”
โดยใช้ปรัชญาว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ผูกเหมือนวัว”
การศึกษาเรื่องเด็กอนุบาลได้พัฒนาขึ้นอย่างเต็มตัวแล้วเมื่อช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การเริ่มต้นศึกษาว่า การศึกษาควรเริ่มจากเด็กอนุบาล ผู้ใหญ่ควรให้ความสำคัญเรื่องเด็กเล็กและเด็กแรกเกิด ซึ่งวันนี้ก็ได้รับความสนใจอย่างจริงจังมากขึ้น เมื่อก่อนนั้นเราเป็นสังคมกสิกรรม พ่อแม่มีลูกมากเพราะต้องการแรงงานให้ช่วยทำนา ขณะเดียวกันก็ไม่มีกำลังจะส่งให้ลูกทุกคนได้เรียนหนังสือ เด็กจำนวนมากจึงถูกปล่อยว่างให้อยู่กับบ้าน ทำงานรับจ้างแรงงาน เพราะไม่มีความรู้ใดๆ รองรับ
ปัจจุบันพ่อแม่มีลูกน้อยลง ครอบครัวเล็กลง ประกอบกับพ่อแม่มีฐานะและมีกำลังมากขึ้น การเอาใจใส่ในการอบรมเลี้ยงดูลูก พ่อแม่มีเวลามากขึ้น บางครอบครัวพ่อทำงานคนเดียว แม่มีหน้าที่เลี้ยงลูกเป็นหลัก ดังนั้น เด็กไทย (ในเมือง) จึงมีโอกาสได้รับการเลี้ยงดูและได้รับการศึกษาอย่างเต็มกำลัง พ่อแม่รุ่นใหม่ให้ลูกได้เรียนในระดับที่ต่ำกว่าอนุบาล เรียนเตรียมอนุบาล เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูก
โรงเรียนของลูกน้อยในปัจจุบัน พ่อแม่จะต้องจองที่เรียนตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในท้อง เพราะสังคมไทยเติบโตเป็นสังคมที่ต้องสร้างโอกาส ต้องแย่งโอกาส และต้องเลือกโอกาสให้กับลูก โดยที่พ่อแม่ต้องเอาใจใส่และตั้งใจเลี้ยงลูกอย่างจริงจังมาก
โอกาสของลูกก็คือโอกาสในอนาคต
สิ่งที่พ่อแม่รุ่นใหม่ให้ความสนใจมาก ก็คือการให้ลูกได้เรียนดนตรี ศิลปะ กีฬา และภาษา (อังกฤษ/จีน) เพราะพ่อแม่เชื่อว่า “เป็นความรู้คู่ชีวิตหรือเป็นหุ้นส่วนของชีวิต” การเริ่มต้นชีวิตของลูกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรู้ ความสามารถ ทักษะด้านใดด้านหนึ่งหรือทุกด้าน ซึ่งจะเป็นภูมิต้านทาน เป็นต้นทุนชีวิตที่ดี และเป็นพลังเสบียงที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตลูกในอนาคต
มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ร่วมมือกับโรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์ ได้คัดเลือกเพลงเด็กจำนวน 4 กลุ่มด้วยกัน เพลงกลุ่มแรกคือเพลงสำหรับการร้องเล่นเต้น จำนวน 9 เพลง เพลงกลุ่มที่สองเป็นพวกนิทานเพลง จำนวน 9 เพลง เพลงกลุ่มที่สามเป็นเพลงกล่อมนอนหรือเพลงกล่อมเด็ก จำนวน 12 เพลง ส่วนเพลงสุดท้ายเป็นของผู้ให้การสนับสนุน ชื่อ “เพลงออมสิน” โดยนำบทกวีของสุนทรภู่มาทำเป็นบทเพลง
แผ่นเสียง (ซีดี) ชุดนี้ ชื่อว่า “เดียงสา” แปลว่า เด็กที่ประกอบด้วยความรู้ ความเข้าใจ มีความรู้สึกนึกคิด และมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะเป็นพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก
เพลงเด็กในชุดเดียงสา เป็นเพลงเด็กที่ขับร้องและบรรเลงในแนวเพลงคลาสสิก ซึ่งหมายถึง ประณีต ตั้งใจที่จะมอบให้กับเด็ก เพื่อสร้างเด็กให้เติบโตขึ้นด้วยความละเมียดละไม บรรเลงและบันทึกเสียงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า ทั้งนี้ เพื่อต้องการนำเสนอความไพเราะให้กับเด็กตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่แรกเกิด เด็กที่ฟังเพลงชุดเดียงสาก็จะรับเอาความประณีตเข้าไป เด็กก็จะรู้จักเพลงคลาสสิกตั้งแต่ยังเล็ก
เมื่อเด็กได้เรียนรู้กับเพลงที่เป็นของจริง เพลงที่เป็นของดี เพลงที่มีความไพเราะ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นมาตรฐานของชีวิตใหม่ มาตรฐานชีวิตที่มีความเป็นนานาชาติ เรียนรู้ภาษานานาชาติผ่านเพลง โดยที่เด็กไม่ต้องถูกบีบบังคับ เพราะเด็กได้เรียนเมื่อยังไร้เดียงสา ทำให้เพลงซึมซับเข้าไปในตัวเด็กโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานการศึกษาใหม่ให้กับเด็กไปโดยปริยาย
เป็นการปลูกฝังดนตรีให้กับเด็กเพื่อให้ดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิต เสียงดนตรีที่ดีได้เข้าไปในตัวเด็กผ่านรูขุมขนในตัวเด็ก
นักร้องผู้หญิงเสียงโซปราโน 3 คน ประกอบด้วย กมลพร หุ่นเจริญ มนัสนันท์ อักษรถึง และพิจาริน วิริยะศักดากุล เป็นนักร้องที่มีพลังเสียงมากในเพลงเด็กชุดนี้ เรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงโดย ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ และมี พันเอก ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ เป็นผู้ควบคุมวง สำหรับการบันทึกเสียง
เพลงเด็กในชุด “เดียงสา” เป็นพลังเสียงเพลงที่ออกมาจากจิตใจของผู้แต่ง ผู้เล่นที่ฝีมือสะอาด สดใส มีจิตใจที่หล่อหลอมด้วยความไพเราะ เพื่อจะสร้างเสริมศักยภาพความเป็นเลิศ เพื่อสร้างจินตนาการ และเพื่อที่จะสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็ก โดยไม่มีเงื่อนไข และไร้ข้อจำกัดใดๆ
เมื่อโลกเปิดกว้างด้วยเทคโนโลยี สังคมไทยกลายเป็นหุ้นส่วนของสังคมโลก เด็กไทยได้กลายเป็นหุ้นส่วนของประชาคมโลกไปด้วย การเตรียมตัวเด็กเพื่อให้พร้อมกับโลกกว้าง มีอยู่ 2 อย่าง คือ คุณภาพและศักยภาพความเป็นเลิศเท่านั้น โดยมีความดีเป็นพื้นฐานของชีวิต เมื่อเด็กมีเพลงที่ดี ดนตรีที่ดีเข้าไปอยู่ในตัวเด็กและจิตใจเด็กแล้ว เด็กก็จะเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ เด็กสามารถที่จะอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลก
ศักยภาพความเป็นเลิศนั้น เป็นขุมทรัพย์แหล่งใหม่ของมนุษย์ เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้และถูกทำลายลงไปหมดแล้ว พลังงานธรรมชาติถูกเปลี่ยนไปสู่พลังงานชนิดใหม่ เทคโนโลยีก็ถูกนำมาใช้ทำให้โลกและมนุษย์ต้องปรับตัว ดังนั้น เมื่อเด็กได้พัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศตั้งแต่เล็กๆ เด็กก็จะก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ มนุษย์รุ่นผู้ใหญ่ไทยนั้น เป็นโรค “กลัวความเปลี่ยนแปลง”
เพลงชุดเดียงสาเป็นเพลงเพื่อเด็ก ไม่ได้เป็นเพลงของผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กอีกต่อไป
เมื่อเด็กยังเล็กอยู่ ผู้ใหญ่ก็เขียนเพลง ร้องเพลง และเล่นเพลงเพื่อที่จะสอนเด็ก โดยเอาบรรทัดฐานชีวิตและประสบการณ์ของผู้ใหญ่เป็นตัวตั้ง แล้วสั่งสอนเด็กไปในแนวที่ผู้ใหญ่ต้องการ
เพลงชุดเดียงสา เป็นจินตนาการใหม่ เป็นโลกทัศน์ใหม่สำหรับเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้จินตนาการเองผ่านเสียงเพลงอย่างเต็มที่ โดยใช้คุณภาพและศักยภาพความเป็นเลิศของเสียงเพลง ให้เด็กสามารถแสดงออกทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ได้โดยไม่มีข้อจำกัด
เพลงชุดเดียงสา ตั้งใจจะใช้สำหรับการสอนเด็กที่อยู่ในท้องและเด็กที่มีอายุ 0-3 ขวบ เป็นกลุ่มหลัก เป็นเพลงที่พ่อแม่เปิดให้ลูกฟัง สามารถฟังได้ทั้งครอบครัว จากเดิมนั้น พ่อแม่เคยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” ผลงานของนักเขียนชาวญี่ปุ่น มาซารุ อิบุกะ (Masaru Ibuka) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2514 แปลเป็นภาษาไทยโดย พรอนงค์ นิยมค้า และธีระ สุมิตร เนื้อหาของหนังสือได้จุดประกายให้พ่อแม่ไทยตื่นตัวมาร่วม 50 ปีแล้ว
หัวใจอยู่ที่ว่า อัจฉริยบุคคลไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์หรือสายเลือด แต่เกิดจากการเรียนรู้และสภาพแวดล้อม หรืออาจจะพูดใหม่ว่า เด็กเป็นลูกของพ่อแม่โดยสายเลือด แต่เด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม หรืออัจฉริยะนั้นมาจากการฝึกและพรสวรรค์สามารถที่สร้างได้ โดยไม่ต้องคอยเทวดาอีกต่อไป
ความท้าทายของพ่อแม่สมัยใหม่จะสร้างและพัฒนาลูกอย่างไร แน่นอนที่สุด พ่อแม่ก็อยากให้ลูกมีส่วนที่ดีกว่าพ่อแม่ หรืออย่างน้อยก็ไม่ด้อยกว่าสิ่งที่พ่อแม่มีอยู่ ความพยายามที่จะเสริมสร้างให้ลูกเก่งและดีกว่า หรือการได้เติมเต็มในสิ่งที่พ่อแม่เคยบกพร่องหรือผิดพลาดมาแล้ว
ซีดีชุดเดียงสา เป็นเพลงเพื่อการพัฒนาเด็กเล็ก ให้เติบโตขึ้นมาด้วยความอบอุ่น ด้วยความรักและความผูกพัน เป็นเพลงที่เชื่อมระหว่างชีวิตในครอบครัว ระหว่างเพื่อนเด็กด้วยกัน เพราะความรักและความผูกพันนั้น ไม่มีขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะความรักจะสร้างพลังจินตนาการได้ ซึ่งจะเป็นเสบียงอันประเสริฐสำหรับชีวิตเด็ก เป็นต้นทุนที่ไม่มีใครจะแย่งชิงไปจากตัวของเด็กได้ เพราะต้นทุนเหล่านี้จะเป็นจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ และจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อจะสร้างสังคมใหม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างอัศจรรย์

