เกือบร้อยทั้งร้อยของคนที่เกิดความรู้สึกว่าจะถูกบีบคั้นกดดันหนักหนา วุ่นวายเกินกว่าชีวิตจะรับไหว ทำให้เกิดความยุ่งยากจนเกินทน หรืออย่างน้อยไม่สามารถอยู่อย่างสงบได้ อารมณ์มีแต่ความว้าวุ่น
ลองซักเข้าไปในรายละเอียดเถอะ แทบทุกคนจัดสัดส่วนของความต้องการไม่ถูก
สัดส่วนของ “ความจำเป็น” กับ “ความอยาก” ก่ายเกยกันจนเกินกว่าความสามารถที่จะควบคุม
เพราะ “ความต้องการ” สำหรับมนุษย์นั้นมี 2 แบบ คือ “ความต้องการในสิ่งจำเป็นที่ชีวิตต้องมี” กับ “ความต้องการอันเกิดจากความอยากได้ อยากมี อยากสัมผัส”
ชีวิตที่สงบที่สุดคือชีวิตที่อยู่ในภาวะไม่ต้องการอะไรเลย
ห้วงขณะที่ไม่รู้สึกว่ามีความปรารถนาในอะไรเลย เป็นความโปร่งเบาอย่างที่สุด
แต่ตราบใดที่ยังมีความเป็นชีวิต โอกาสที่จะอยู่อย่างไม่ต้องการอะไรเลยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ร่างกายต้องการอาหารและอากาศ ต้องเคลื่อนไหวออกกำลัง และต้องการพักผ่อนสลับกันไป
จิตใจต้องการพ้นไปเสียจากแรงบีบคั้นกดดันต่างๆ
แต่ชีวิตของคนส่วนใหญ่ หรือจะบอกว่าปุถุชนทั้งหมด ความรู้สึกนึกคิดถูกชักนำ ครอบงำจนหลงเลือนไปจากการเห็นว่าชีวิตอยู่ได้กับแค่มีสิ่งที่จำเป็น
ภาวะที่ขับเคลื่อนชีวิตถูกหล่อหลอมให้เป็นความอยากได้ใคร่มีอย่างเต็มรูปแบบ
ชีวิตที่ดีกว่า คือการมีมากกว่า ในสิ่งที่ถูกให้ค่าว่าดีกว่า โดยส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวหรือเลยจากความจำเป็นไปมาก
ลองสำรวจ และย้อนทบทวนดูเถอะ สิ่งที่เราบอกจำเป็นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ความอยากเรียกร้องและผลักดันให้ดิ้นรนแสวงหา ความคิดที่ว่าจำเป็นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ความอยากใช้เป็นข้ออ้างที่จะต้องมี ต้องเป็นให้ได้เท่านั้่น
ไม่ใช่ความจำเป็นที่แท้จริง เพราะเอาเข้าจริงแม้ไม่มีชีวิตก็อยู่ได้ ที่รู้สึกว่าต้องเดือดร้อนเป็นเพราะผลกระทบที่เกิดจากความคิด ไม่สมกับที่หวัง
ไม่ได้กระทบต่อความเป็นพื้นฐานที่จะใช้ขับเคลื่อนชีวิตที่ปกติ
ใครที่สามารถทบทวนตัวเอง และแยกเรื่อง หรือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ออกจากความอยากที่จะมีจะเป็นได้ และหาทางจัดการอย่างเหมาะสม
ความยุ่งยากของชีวิตก็จะลดลง
ไม่ใช่การตัดความอยากของชีวิตทั้งหมดทิ้ง เหลือการแสวงหาไว้แค่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น
แต่การรู้ตั้งแต่เริ่มแรกว่าอะไรเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรีบชีวิตโดยพื้นฐาน อะไรเป็นความอยากที่ต่อเติมเสริมแต่งเข้ามา
จะทำให้ประเมินได้ว่า ควรจะจัดการกับแรงกดดันที่บีบคั้นชีวิตอย่างไร แบบไหน
ชีวิตแต่ละชีวิตที่องค์ประกอบ และศักยภาพที่จะรองรับเรื่องราวต่างๆ ไม่เท่ากัน
ชีวิตที่มีความสุข และเกิดขึ้นกับคนที่ใช้ความสามารถสนองความต้องการอย่างเหมาะสม
ความต้องการที่จำเป็นสำหรับพื้นฐานการมีชีวิตนั้น มักเป็นเรื่องไม่สร้างความยุ่งยากอะไรนัก
ความต้องการที่เกิดจากความอยากได้ใคร่มีต่างหากที่ขยายใหญ่ และมากมายในรายละเอียด จนกลายเป็นภาระยุ่งยากในการสนองตอบ
คนที่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถในการสนองตอบแค่ไหน และมุ่งเน้นไปที่ความต้องการที่จำเป็นก่อน หากนั้นเมื่อมีความสามารถเหลือจึงสนองความต้องการอันเกิดจากความอยาก ให้ทางที่เหมาะสม
ก็จะมีชีวิตที่คอนโทรลได้
ความรูู้สึกยุ่งเหยิง เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ควบคุมไม่ได้ก็จะค่อยๆ จางลง หรือหมดไป
ชีวิตก็จะสงบมากขึ้น
เรื่องราวเหล่านี้ฟังดูไม่ยุ่งยากอะไร
แต่การทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ง่ายเลย
ชีวิตที่ถูกหล่อหลอมด้วยการทำให้เคยชินกับการสนองความอยาก
ไม่ว่าทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาให้มุ่งสร้างความสำเร็จโดยมีเป้าหมายอยู่ในความเหนือกว่าคนอื่นทางฐานะ ข้าวของเครื่องใช้ ชื่อเสียงเกียรติยศ ตัวตนหน้าตา ตั้งแต่เล็กจนโต
แรงของกระแสบริโภคนิยมที่จะกระตุ้นด้วยวิชาการตลาด
ผู้คนที่ถูกชี้นำ ครอบงำ ชักจูงให้ดำเนินไปด้วยความอยากเช่นนี้ โอกาสที่จะมองเห็นว่า ชีวิตสามารถอยู่ได้ด้วยแค่สิ่งจำเป็นบางอย่างเท่านั้นย่อมเป็นไปได้ยาก
ในความคิดของผู้คนในยุคสมัย ล้วนเต็มไปด้วยเหตุผลที่จะหยิบมาประกอบให้ “ความอยาก” ดูเป็นเรื่อง “จำเป็น” ตลอดเวลา
และเมื่อความอยากมักเป็นภาระให้ต้องทุ่มแรง ทุ่มใจเกินความสามารถที่มีในขณะนี้
ชีวิตจึงมีแต่แรงกดดันให้ต้องเพิ่มความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จบ
ความสำเร็จที่จะเกิดได้เพราะขยายความสามารถของตัวเองไปเรื่อย จึงเป็นแรงกดดันที่ทำให้ความตึงเครียดเกิดขึ้นตลอด
ไม่มีผ่อนคลายลง

