คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : ชีวิตติด ‘แอพ’

20.07.19 | 16:07 น.

หลายฝ่ายประเมินว่าเทคโนโลยี 5G จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหลายอุตสาหกรรม เพราะทำให้หลายสิ่งที่เคยเป็นไปได้ยาก เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ, บริการด้านการแพทย์ทางไกล และอีกสารพัดจากการส่งข้อมูลได้เร็วกว่า มากกว่า และเสถียรกว่า 4G หลายเท่าตัว

ในบ้านเรา แม้ “กสทช.” จะประมูลคลื่น 700MHz ไปแล้วโดยหวังให้เป็นคลื่นที่ค่ายมือถือนำไปคิกออฟ 5G แต่กว่าผู้บริโภคจะได้ใช้งานจริงคงต้องรอไปอีกอย่างเร็ว 2 ปี อย่างช้า 3 ปี

แต่ถึง 5G จะยังไม่มา ด้วยสปีดและความครอบคลุมของ 3G/4G รวมไปถึงบริการไฮสปีดอินเตอร์เน็ตแบบมีสายทั้งหลายทำให้ทุกวันนี้คนไทยเข้าถึงโลกออนไลน์ และสารพัดบริการดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็วมากอยู่แล้ว

ไม่เฉพาะการติดต่อสื่อสาร การดูข้อมูลความรู้ และความบันเทิงเท่านั้น “ช้อปปิ้งออนไลน์”เป็นกิจกรรมที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไทยนิยมเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซดัง “ลาซาด้า” (Lazada) เปิดเผยข้อมูลว่า 71% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไทยซื้อสินค้าออนไลน์สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีน และอินโดนีเซีย

Advertisement

เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกอีกอย่างแล้ว

ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2562 เฉพาะบนแพลตฟอร์ม “ลาซาด้า” มีผู้ใช้งานแอ๊กทีฟต่อเดือนเติบโตขึ้นถึง 58% และเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานทุกวันเพิ่มขึ้นถึง 69%

ที่น่าสนใจ คือ นักช้อปกว่า 70% มาจากต่างจังหวัด และ “นราธิวาส” เป็นจังหวัดที่มีการเติบโตสูงสุดถึง 97.5% รองลงไป คือยะลา 88.3% และสระแก้ว 83.96%

ร้านค้าออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยมีการเติบโตกว่า 68.3% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน “ลาซาด้า” มีร้านค้ามากกว่า 1 แสนร้านค้า และกว่า 90% เป็นร้านค้าไทย

สำหรับกลุ่มผู้บริโภคหลักมีอายุระหว่าง 18-29 ปี ช่วงเวลาที่มีการช้อปปิ้งมากที่สุด คือ 10.00-11.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการทำโปรโมชั่นพิเศษ (แฟลชเซลส์) โดยวันจันทร์เป็นวันที่มียอดช้อปปิ้งมากที่สุดด้วย และผู้ใช้จะใช้เวลาบนอยู่แพลตฟอร์มโดยเฉลี่ย 10.3 นาที/ครั้ง

เหตุผลที่ช้อปปิ้งออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว มาจาก 3 ปัจจัย คือ 1.ความปลอดภัยในการชำระเงิน 2.สินค้ามีความหลากหลาย และ 3.มีระบบขนส่งที่รวดเร็ว ปัจจัยด้าน “ราคา”มีผลเฉพาะกับผู้บริโภคบางกลุ่มเท่านั้น เช่น กลุ่มอายุ 18-24 ปี ซึ่งเป็นเด็กจึงมีกำลังซื้อน้อย แต่ถ้าอายุ 25 ปีขึ้นไปไม่ค่อยมีผล

อีกแพลตฟอร์มช้อปออนไลน์ดัง “ช้อปปี้” (Shopee) เปิดเผยว่า บนแพลตฟอร์มของช้อปปี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี กรุงเทพฯยังเป็นเมืองที่มีคำสั่งซื้อสูงสุด แต่จังหวัดบึงกาฬ, อุดรธานี และสตูล เติบโตสูงมาก ทั้ง “ผู้ชาย” ยังช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้น 2 เท่า

“ลาซาด้า และช้อปปี้” ให้ข้อมูลตรงกันว่า “โทรศัพท์มือถือ” เป็นช่องทางซื้อยอดนิยม ฉะนั้นแบรนด์สินค้า และร้านค้าต่างๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับการขายบนหน้าจอสี่เหลี่ยมที่มีพื้นที่จำกัดให้ได้

ไม่ใช่แค่ “ช้อปปิ้ง” คนไทยยังนิยมใช้บริการดิจิทัลอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากด้วย

“แกร็บ” ซึ่งเริ่มต้นจากการบริการด้านการเดินทาง และขยายไปสู่บริการอื่นๆ กับเป้าหมาย “everyday app” ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั้งส่งคน ส่งของ ส่งอาหาร และช้อปปิ้ง ซึ่งในเดือน ก.ค.นี้เปิดให้บริการในประเทศไทยครบรอบ 6 ปี

“ธรินทร์ ธนียวัน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันแกร็บกลายเป็นซุปเปอร์แอพพ์สำหรับความต้องการในทุกวันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร, พาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่, ผู้บริโภค, พาร์ตเนอร์ส่งของ และพาร์ตเนอร์ร้านอาหาร

โดยตั้งแต่ตื่นนอน ผู้บริโภคจอง “แกร็บคาร์” เพื่อเดินทางไปทำงาน ใช้ “แกร็บฟู้ด” สั่งอาหารเมนูโปรดสำหรับมื้อกลางวันในที่ทำงาน และส่งของขวัญไปยังคนที่รักด้วย “แกร็บเอ็กซ์เพรส”

ปัจจุบันมียอดการเรียกใช้รวมกันมากกว่า 320 ล้านครั้ง รองรับการใช้งานครอบคลุม 16 จังหวัด 18 เมืองในประเทศไทย

เฉพาะ “แกร็บฟู้ด” บริการสั่งอาหารแบบออนดีมานด์ อีกบริการที่ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ มียอดการสั่งอาหารสูงถึง 4 ล้านออเดอร์ มากกว่ายอดสั่งอาหารตลอดทั้งปี 2561 ที่อยู่ที่ 3 ล้านออเดอร์เสียอีก ทั้งที่มีคู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก

“แกร็บ” อ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาด “กันตาร์” ที่ระบุว่า “แกร็บฟู้ด” เป็นแพลตฟอร์มสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นอันดับ 1 ของผู้บริโภคในไทย โดย 44 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคลงคะแนนให้ แกร็บฟู้ดเป็นแบรนด์ที่นิยมใช้มากที่สุดในประเทศไทย และเป็นแพลตฟอร์มบริการส่งอาหารที่ใช้บ่อยที่สุด

“บริการการส่งอาหาร แกร็บเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด และเชื่อว่าจะมียอดถึง 20 ล้านออร์เดอร์ภายในปีนี้”

ผู้บริหาร “แกร็บ ประเทศไทย” บอกว่า “แกร็บ” ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ความปลอดภัยในการเดินทางเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้พาร์ตเนอร์มีรายได้เพิ่มขึ้น และสนับสนุนการท่องเที่ยวด้วย โดยผู้โดยสาร 1 ใน 3 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และตั้งแต่ปี 2560 ให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติไปแล้วกว่า 5 ล้านคน ทั้งยังมีความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อนำมาตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวให้ดีขึ้นด้วย

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 7 “แกร็บ” เตรียมเปิดตัวบริการใหม่ ในไตรมาส3 คือ “แกร็บเพย์” โดยร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย เพื่อให้ผู้บริโภคนำ “แกร็บเพย์” ไปใช้จ่ายได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ในบริการของ “แกร็บ” เท่านั้น

“เราพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ชีวิตของผู้บริโภค และพันธมิตรง่ายขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และขยายการลงทุน เพื่อนำประสบการณ์ O2O หรือออนไลน์ทูออฟไลน์ ไปยังผู้บริโภคในเมืองและจังหวัดอื่นๆ มากขึ้น”

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทุกวันนี้ได้มาก แต่ไม่ว่าจะกี่ G ก็ตาม ยิ่งใช้ง่ายใช้สะดวก ยิ่งมีโอกาสดูดเงินออกจากกระเป๋าง่ายขึ้นด้วย ความสะดวกอาจมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง ไม่งั้นชีวิตติดแอปจะพลิกมาเป็น “ติดหนี้” จะยุ่ง