บ้านผาทั่ง จังหวัดอุทัยธานี เป็นที่เลื่องลือในเรื่องผ้าทอลาวครั่ง ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ
ผ้าซิ่นตีนจกสีสันสดใสทอลวดลายสวยงามบนพื้นสีแดง คือสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นชาติพันธุ์ “ลาวครั่ง” ที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว เมื่อ 200 กว่าปีก่อน
หนึ่งในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ลาวเวียง” ซึ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมผ้าย้อมครั่ง ปักหลักบริเวณภาคกลางของสยามประเทศ ชัยนาท สุพรรณบุรี รวมทั้งที่จังหวัดอุทัยธานี
บัณฑิตสาวจากมหาวิทยาลัยหอการค้าเมื่อ 4 ปีก่อน วันนี้เธอในลุคของแม่หญิงนั่งเอี้ยมเฟี้ยมทอผ้าอยู่บนห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองหลวง เปิดตัวในฐานะทายาทช่างทอผ้าลาวครั่ง ภายใต้โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) เชิดชูช่างศิลปหัตถกรรมรุ่นใหม่ พ.ศ.2559
ไม่เพียงการนั่งอยู่หลังกี่ทอผ้า แต่เข้ามารับหน้าที่ออกแบบสีสันลายผ้า รวมทั้งบริหารจัดการด้านการตลาด เป็นการรับไม้ต่อจากคุณแม่-นางทองลี้ คณฑา (ภูริผล) ในนามของกลุ่มทอผ้าบ้านผาทั่ง จ.อุทัยธานี สืบทอดและต่อลมหายใจผ้าทอลาวครั่งบ้านผาทั่งให้เป็นที่รู้จัก และสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนโดยไม่ต้องเข้าไปต่อสู้หางานทำในเมือง
ยลดา ภูริผล หรืออุ้ม เป็นลูกสาวของคุณพ่อธวัชน์ ภูริผล อดีตข้าราชการ กับ คุณแม่ทองลี้ ผู้ฟื้นฟูผ้าทอลาวครั่งบ้านผาทั่งให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โดยจัดตั้งศูนย์ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง จ.อุทัยธานี
น้องอุ้มเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดผาทั่ง และมาเรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนบ้านไร่วิทยา ก่อนจะเข้าไปศึกษาด้านการจัดการ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า
ชีวิตในวัยเด็กของเธอห้อมล้อมไปด้วยคุณยายช่างทอผ้าที่มารวมกลุ่มกันมีศูนย์กลางอยู่ที่บ้านของเธอ มีผ้าทอเป็นกิจกรรมร่วมกัน
เด็กน้อยที่มีกี่ทอผ้าคุณยายเป็นเหมือนผ้าใบสร้างงานศิลปะ ค่อยๆ เรียนรู้การจกผ้ากระพุ่งกระสวยทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว แม้ว่าจะมีห่างหายจากการทอผ้าไปบ้างในช่วงวัยรุ่น กระทั่งเติบใหญ่ แต่ทุกครั้งที่กลับบ้าน แม่ทองลี้มักให้ลูกสาวได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานออกแบบ สอนการจับคู่สีในแบบของผ้าลาวครั่งที่มีสีพื้นเป็นสีแดง กระทั่งซึมซับอยู่ในทุกอณูหัวใจ
“พอเรียนสูงขึ้นก็ค่อยๆ ห่างไป กลับมาอีกทำตอนอายุ 18 มาช่วยแม่ขายของในเมืองบ้าง ที่เมืองทองธานีบ้าง ตอนนั้นยังเรียนอยู่แต่ก็มาช่วยขาย จนเรียนจบกลับมาอยู่ที่บ้าน เห็นคุณแม่ทำงานก็สงสัยว่าทำไมคุณแม่อยู่กับผ้าได้จนสามทุ่มสี่ทุ่มไม่ยอมนอน ลองทำดูก็เลย อ๋อ การได้ทำในสิ่งที่รักมันเป็นแบบนี้นี่เอง”
ยลดาเล่าย้อนความ และสารภาพว่า “ที่ทอเพราะอยากรู้ว่างานที่เป็นของเราที่เราทอเราออกแบบลวดลายเองจะสวยขนาดไหน บวกกับเราย้อมสีธรรมชาติของเราเอง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือทอผ้า แล้วพัฒนามาเรื่อยๆ”
ปัจจุบัน ในวัยเพียง 27 ปี เธอเป็นผู้ช่วยเลขากลุ่มทอผ้าบ้านผาทั่ง จังหวัดอุทัยธานี ที่มีความชำนาญทั้งด้านการออกแบบลายผ้า การจัดการด้านการตลาด เป็นช่างทอผ้าบางคราว และบางครั้งยังเป็นครูสอนการทอผ้าแก่เด็กน้อย

– เกิดมาก็อยู่กับกองผ้า?
ค่ะ ตั้งแต่จำความได้ คุณแม่เริ่มก่อตั้งกลุ่มทอผ้าพื้นบ้านบ้านผาทั่ง ตั้งแต่ดิฉันอายุได้ 7 ขวบครึ่ง ประมาณปี 2538 ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเขาทำอะไรกัน รู้แต่ว่าทำไมคุณยาย 40 กว่าคนมานั่งรวมกันทอผ้าอยู่ในเพิงหญ้าแฝก ด้วยความอยากรู้และสนุกของเรา พอเห็นคุณยายคนนี้ทอผ้าสีสันสดใสหน่อยก็เข้าไปนั่งใกล้ๆ คุณยายก็บอกให้ช่วยจกลายหน่อย สีนี้ไปทางนี้กี่รูฟืมไปทางโน้นกี่รูฟืม ช่วยพุ่งกระสวยบ้าง โดยจะค่อยๆ บอกรายละเอียด อาจจะช้าหน่อย แต่เป็นการสอนเราไปในตัว
เราก็ตามสไตล์เด็ก พอเบื่อจากกี่ตัวนี้ ก็ไปนั่งกี่อีกตัว ค่อยๆ ขยับจนครบ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าเราเป็นหรือยัง แต่เราชอบ สนุกดี เพราะได้ใช้สี ต่อมา (ประมาณ 8 ขวบ) ก็ขอคุณแม่ทอผ้า คุณแม่ก็บอกให้ใช้สีพื้นก่อน บอกให้ลองดูนะ ลองเก็บขอบซ้ายขวาให้เรียบเท่ากัน เวลาเส้นยืนขาดต้องทำยังไงให้เห็นตำหนิผ้าน้อยที่สุด ก็ทำไปเรื่อยๆ พอเรียนสูงขึ้นก็ค่อยๆ ห่างไป กลับมาอีกทำตอนอายุ 18 มาช่วยแม่ขายของในเมืองบ้าง ในเมืองทองธานีบ้าง
– ช่วงที่หยุดไม่ได้ทำเลย?
ไม่ได้หายไปเลย เพียงแต่ไม่ได้เข้ามานั่งทอผ้า แต่ก็ยังคลุกคลีกับการขาย การทำงานของคุณยาย โดยช่วงที่ห่างหายคุณแม่จะให้จับคู่สี สมมติว่ามี 5 สีหลัก พื้นเป็นสีแดง ดังนั้น 5 สีจะมีสีขาว ส้ม เขียว เหลือง และดำ คุณแม่จะให้สีพื้นมาโดยเอาตัวฝ้ายมารองพื้น และให้เราลองเลือกสีหลักว่าจะใช้สีไหน พอมีผืนใหม่มาก็จะให้เราเลือกสีหลักแบบนี้อีก นี่เป็นวิธีสอนการให้โทนสี
– ตอนเล็กๆ เรียนหนังสือไปด้วยและช่วยทอผ้าด้วย?
ใช่ค่ะ ตอนเด็กๆ ที่ก่อตั้งกลุ่มทอผ้าใช้พื้นที่โรงรถหน้าบ้านเลย ข้ามถนนไปนิดเดียวเอง ส่วนพื้นที่ขายจะใช้ที่บ้าน เพราะคุณแม่ต้องรับผิดชอบดูแล
คุณยายบางคนจะทอผ้าจะถึง 6 โมงเย็น เราเลิกเรียนกลับมา 4-5 โมง ก็จะมานั่งเล่นเป็นเพื่อน มานั่งดูว่าคุณยายทำอะไรบ้างกว่าจะมาถึงขั้นตอนของการทอผ้า คือเป็นความสนุก แต่เราไม่รู้หรอกว่านั่นเป็นการเรียนรู้
– ได้ไปเล่นกับเพื่อนๆ?
กับเพื่อนก็ไปเล่นด้วยนะคะ วันเสาร์-อาทิตย์เพื่อนนัดไปบ้านใครก็ไป แต่ไปไม่นาน พอเที่ยงก็กลับมาทานข้าวก็คลุกคลีอยู่กับที่บ้านยาวเลย มานั่งทอผ้ามานั่งคุยกับคุณยาย คืออยู่กับผู้สูงอายุเหมือนเขาเหงา เขาก็จะมีเรื่องมาเล่ามาคุย เรื่องส่วนตัวบ้าง เรื่องที่ไปพบเจอมาก็มาเล่าให้ขำขันกัน เราก็สนุก ตลกไปกับเขา ก็เลยชอบที่จะอยู่ตรงนั้น
– เป็นเด็กเล็กอยู่ในวงผู้ใหญ่?
คนแก่เลยค่ะ (ยิ้มกว้าง) อายุ 60-70 ปีกันเยอะ ตอนนั้นรุ่น 30-40 ปียังไม่มี มารุ่นใหม่ๆ 30-40 ปีเริ่มจะเข้ามาเยอะมาก เพราะเขาต้องการหารายได้โดยที่ที่เขายังอยู่ที่บ้านได้
– กลุ่มทอผ้าหลายแห่งจะเหลือแต่คนสูงอายุ ที่บ้านผาทั่งเป็นบ้างมั้ย?
รุ่นคุณแม่เริ่มก่อตั้งเป็นแบบนั้นค่ะ คุณแม่ทำกลุ่มทอผ้าเพราะคนว่างงานจากวิกฤตต้มยำกุ้ง พอไม่มีงานทำก็เกิดวงพนัน เราก็มาคิดว่าทำอย่างไรให้การพนันลดลง ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ แล้วมีรายได้มาเลี้ยงครอบครัวโดยที่เด็กๆ ไม่ต้องเข้าไปในเมือง *คุณแม่เล่าว่าปีนั้นได้ฟังสมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสว่าให้นำผ้าขี้ริ้วกลับมาใช้ใหม่ ตอนแรกก็ไม่เข้าใจความหมาย จนเห็นผ้าขี้ริ้วที่เป็นลายผ้าทอ เลยคิดได้ว่าผ้าทอนี่แหละที่คนไม่เห็นคุณค่า ที่นำมาสร้างรายได้ได้* เลยร่วมกันก่อตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้น โดยเอาแบบลายดั้งเดิมที่มีอยู่มาทอ พอขายได้ก็มีกำลังใจ เริ่มจากเสนอขายให้ราชการก่อน ซึ่งหน่วยงานราชการพอเห็นว่าเราตั้งใจทำจริงๆ ก็เริ่มเข้ามาสนับสนุน พอชาวบ้านเริ่มเห็นรายได้ ก็ค่อยๆ กระจายกันทำ เราก็เริ่มให้ความรู้มากขึ้นจนเติบโตได้ถึงทุกวันนี้
– คุณแม่ยังเป็นหัวหน้ากลุ่ม?
เรามีการประชุมกลุ่มทุกปี แต่ไม่ได้เปลี่ยนหัวหน้ากลุ่ม เพราะมีคนจำคุณแม่ได้มากแล้ว (หัวเราะ) เพราะทำให้กลุ่มเรามีงานมีอาชีพ อย่างสมาชิกกลุ่มเราจะให้เปิดกว้าง เช่น เรามีสาธิต มีขาย เราจะให้สมาชิกกลุ่มที่ว่างผลัดเปลี่ยนกันออกมาที่หน้างาน ให้เขาได้มาเห็นว่าคู่แข่งเป็นยังไง ได้เห็นตลาด แม้ว่าจังหวัดข้างเคียงอาจจะไม่ได้ทำผ้าเหมือนเรา แต่ก็จะเห็นรูปแบบการทอ สีสัน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เป็นการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ และนำกลับมาประยุกต์ อาจจะเพิ่มกระเป๋า เป็นสมุดโน้ต คือเป็นการให้ความคิดไปด้วยมากกว่าการสั่งทอผ้าตามการออกแบบ
– ปัจจุบันช่างทอเป็นคนวัยไหน?
วัยรุ่นก็มีนะคะ อย่างถ้ามีเวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ คุณแม่ที่ทอผ้าเป็นก็จะสอนได้ เด็กๆ เดี๋ยวนี้ทอผ้าเป็นกันเยอะค่ะ อยู่ที่ว่าพอเรียนจบแล้วเขาจะกลับมาทำงานนี้หรือไม่ แต่เราปูพื้นฐานความคิดให้เขารับรู้ว่าพื้นฐานของบ้านเราเป็นอย่างไร อยากจะให้เขาอนุรักษ์ความเป็นลาวครั่งไว้
– ทำอย่างไรจะสร้างสำนึกรักท้องถิ่น?
ต้องให้เด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่วัยที่จำความได้ อันนี้ได้มาจากตัวเอง ถ้าเขาอยากวิ่งเล่นก็ให้วิ่งเล่นไป สักวันเขาวิ่งเล่นเบื่อแล้วเขาก็ต้องกลับมาถามว่าสิ่งที่เขาเห็นคืออะไร แล้วค่อยๆ สอนให้ทำ มานั่งปั่นฝ้าย อิ้วฝ้าย ทอผ้า แต่อย่าห้ามอย่าดุว่าเขาเกะกะ เพราะเขาจะหยุดแล้วไม่กล้าเข้าหาเรา พอเขาสนใจค่อยสอน อย่างที่กลุ่มจะหัดให้รู้จักเส้นฝ้ายก่อน ตั้งแต่ว่าฝ้ายเป็นแบบนี้ ขั้นตอนแรกอิ้วเอาเมล็ดออกยังไง พอมีทักษะเรื่องเส้นฝ้าย ค่อยให้มาเรียนรู้ว่ากี่ 1 ตัวมีอะไรบ้าง แต่ละชิ้นมีคุณสมบัติอย่างไร สอนเรื่องพื้นฐานก่อน
– เด็กทุกคนในหมู่บ้านจะต้องรู้จักฝ้าย?
ตอนนี้ในหมู่บ้านเราจะให้เด็ก ป.1 เข้ามาเรียนรู้ 1 วัน เราก็สอดแทรกความรู้ตรงนี้เข้าไปให้เขาหัดทำเลย และพอจบท้ายชั่วโมงก็จะให้การบ้านไปทำส่งคุณครู เขาอาจจะชอบผืนผ้า อาจจะชอบตัวกี่ ตัวกระสวย ตัวฝ้าย ให้เขาวาดระบายสีไปส่งคุณครู
– กลุ่มทอผ้าก็เป็นห้องเรียนของเด็กๆ ด้วย?
ค่ะ และมีทัศนศึกษาของหน่วยงาน ของมหาวิทยาลัย เราก็ยินดีเปิดรับกว้าง โดยเริ่มจากการมาศึกษาดูงานของทั้งข้าราชการระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น แล้วมาคิดต่อว่าทำอย่างไรกลุ่มนี้จะอยู่อย่างเข้มแข็ง
– เป็นครูอุ้ม?
ไม่ถึงกับครูอุ้ม เป็นรุ่นเล็กกว่ารุ่นคุณยาย ซึ่งคุณยายจะเป็นรุ่นครู เราจะเรียกกว่าเป็น “ช่างทอ” จะไม่เรียกว่า “คนทอผ้า” คือยกระดับให้รู้สึกภาคภูมิใจกับสิ่งที่ทำ แม้จะเป็นงานท้องถิ่นทั่วไปก็ตาม เป็นการให้เกียรติกับงานที่ทำกันอยู่
– ปัจจุบันต้องทำอะไร?
การจัดสี การปรับคุณภาพผ้า การย้อม การออกแบบลวดลาย ทอบ้างแต่ไม่ค่อยมีเวลานั่งทอ แต่ก็มีทออยู่ 1 กี่ที่ร้านปีหนึ่งยังไม่เสร็จเลย (หัวเราะ) ส่วนใหญ่เราจะเข้าร่วมอบรม จะได้รู้ว่าหน่วยงานราชการไปถึงไหนแล้ว แล้วก็มาออกแบบ การตลาดก็ช่วยคุณแม่ทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้
– มีความชัดเจนเมื่อไหร่ว่าจะทำงานนี้?
ตั้งแต่เรียนจบเลยค่ะ มีเหตุการณ์หนึ่งคุณพ่อป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล พี่ชาย (สุรชาติ ภูริผล) ทำงานรับเหมาก่อสร้าง ไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่บ้าน จนถึงวันที่คุณพ่อต้องผ่าตัดเลยเป็นจุดพลิกผัน เลยคิดว่าไม่มีคนดูแลสองตายายแล้วนะ พอจบแล้วก็เลยมาอยู่บ้าน พออยู่บ้านก็เห็นว่าเขานั่งทอผ้ากันเหมือนเป็นสิ่งที่ธรรมดา แต่พอได้ลงมือทอแล้วเลยรู้สึกว่ามันเป็นความรัก รักโดยที่เราไม่รู้ตัว
– มาต่องานจากที่เคยทำเมื่อเล็กๆ?
ค่ะ ชิ้นแรกที่เราทำ เราออกแบบถูกใจเรา แต่ไม่แน่ใจว่าจะถูกใจลูกค้าหรือเปล่า ปรากฏว่าทอเสร็จผ้ายังไม่ทันได้อบ ลูกค้าบอกขอซื้อ เลยเป็นความภูมิใจ ทำให้อยากทำงานตรงนี้ และเมื่อมาได้นั่งทำงานตรงนี้จริงๆ ได้คลุกคลีอยู่กับคุณแม่ กับแม่บ้านทุกๆ คนที่เราถือเป็นพี่เป็นน้องกัน ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการที่คุณแม่ตั้งกลุ่มทอผ้าสามารถช่วยเหลือได้อีกหลายสิบครอบครัว เพราะยังมีน้องๆ อีกหลายคนที่คุณแม่ทอผ้าส่งลูกจนเรียนจบปริญญาเหมือนกับคุณแม่ของเรา จึงเป็นแรงผลักดันให้อยากจะช่วยครอบครัวที่กำลังเดือดร้อนโดยที่ไม่ต้องลำบากไปทำงานในเมือง
– การเติบโตมากับคุณยายหล่อหลอมบุคลิกความคิดให้เรา?
น่าจะเป็นทัศนคติในการใช้ชีวิต คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ต่อให้เรามีครอบครัวเราก็อยู่กันอย่างครอบครัวเดียวไม่ได้ เพราะเราโตมากับความเป็นพี่เป็นน้อง เดินเข้าบ้านไหนก็ทักทายกับเป็นลูกเป็นหลาน เลยรู้สึกว่าทุกคนที่อยู่กับเราเป็นครอบครัวเดียวกับเราทั้งหมด ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน สุขก็สุขด้วยกัน
– เป็นดีไซเนอร์ด้วย?
ค่ะ (หัวเราะ) ก็ถือเป็นงานที่ท้าทาย เพราะเราคิดบางชิ้นงานใช้เวลาเป็นปี บางชิ้นคิดแป๊บเดียว มันมีความสนุกอยู่ในตัวงาน เราก็พยายามทำให้คนทอสนุกกับเราไปด้วย
– ได้แรงบันดาลใจจากไหน?
จากการขายอย่างเดียวเลยค่ะ (หัวเราะ) ขายแล้วได้เงิน พอวางปุ๊บลูกค้าชอบ นั่นคือแรงบันดาลใจที่ดี แล้วก็อีกอย่างคือการซื้อซ้ำ ถามว่าแบบนี้ยังมีอีกมั้ย เลยทำให้เราอยากจะทำตรงนี้ และอยากออกแบบโดยยังคงความเป็นพื้นฐานลาวของเราอยู่
– ลายเดิมยังมี?
มีค่ะ มีทั้งแบบเดิม แบบสมัยใหม่ และแบบเดิมที่ปรับให้เป็นสมัยใหม่ก็มี คนส่วนใหญ่จะชอบแบบเดิมๆ ที่บ่งบอกว่าเป็นลาวครั่ง แบบใหม่ที่เป็นสีพาสเทลก็มี เป็นสีน้ำตาล เพราะวัยรุ่นบางคนบอกว่าสีฉูดฉาดไป อยากได้สีแบบสบายๆ บ้าง ก็จะเน้นเป็นโทนสีน้ำตาล หรือใช้การจัดสีเป็นสีเข้มไปเลย แต่ยังตีนแดงเหมือนกัน บางชิ้นใช้ลายดั้งเดิมแบบที่คุณยายเคยทอเป็นประจำ แต่เพิ่มสีเขียวโดยทำเป็นตัว เป็นการลดต้นทุนในการเก็บลาย
ตอนนี้ที่กำลังคิดอยู่คือจะลดการถอดลายลง เป็นการเพิ่มมูลค่า และเพิ่มแบบมากขึ้น ซึ่งสำหรับวัยรุ่น หรือ 30-40 ปี จะเป็นสไตล์เรียบๆ ใช้ใส่วันสบายๆ อาจจะเป็นลายเดิม แต่เราจะแนะวิธีการใส่ให้ไม่เป็นแบบเดิมๆ
– เด็กบ้านผาทั่งกลับมาทำงานที่บ้านมากแค่ไหน?
นี่คือเป้าหมายที่เราจะต้องทำต่อ จะทำยังไงให้น้องๆ ที่เรียนจบกลับมาทำงานที่บ้านและทำเต็มเวลา คือโจทย์ที่เราต้องทำให้ได้ ทุกวันนี้ที่กลับมามีสัก 30% เขากลับมาดูแลครอบครัว หรือเขามีครอบครัวอยู่ที่่นี่จึงกลับมา บางคนมีงานประจำ แต่ใช้ช่วงที่ว่างมานั่งทอผ้า เหมือนเป็นรายได้เสริม เพราะทุกวันนี้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งงานตรงนี้ตอบโจทย์

