อาศรมมิวสิก : อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย ผู้เปลี่ยนคุณภาพนักร้องของไทย : โดย สุกรี เจริญสุข

11.08.19 | 13:00 น.

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2562 ผมได้รับเชิญไปฟังการร้องเพลงของคณะนักร้องผู้สูงวัยและการแสดงของนักศึกษา ซึ่งเป็นในโอกาสพิเศษ มีทั้งการขับร้องเดี่ยวและขับร้องประสานเสียง จัดขึ้นที่ห้องฝึกซ้อมของคณะนักร้องมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคณะนักร้องผู้สูงวัย มีสมาชิกประมาณ 65-70 คน โดยภาพรวมแล้วมีอายุเฉลี่ย 70 ปี ซึ่งได้รวมตัวกันมา 26-27 ปีแล้ว ฝึกซ้อมกันทุกวันอาทิตย์ ประมาณ 4-6 โมงเย็น ซ้อมเสร็จก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน ฝึกซ้อมเป็นประจำที่โรงเรียนโกศลวิทยา เขตสาทร

นอกจากการฝึกซ้อมแล้ว ก็มีการแสดงในโอกาสต่างๆ เป็นประจำ ทั้งการแสดงในประเทศและเดินทางไปแสดงต่างประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ โดยมีคุณชวน ตั้งจันสิริ เป็นหัวหน้าคณะ

วัตถุประสงค์หลักของคณะนักร้องมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ ก็คือ การได้พบปะกับเพื่อนๆ ในยุคสมัยเดียวกัน ได้พูดภาษาเดียวกัน อยู่ในวัฒนธรรมร่วมสมัย ได้ร้องเพลงที่ชื่นชอบและได้สังสรรค์ออกสังคมกับเพื่อน ได้ออกกำลังกายโดยการร้องเพลง ยังถือว่าการร้องเพลงเป็นการช่วยขจัดโรคที่เกิดจากความเหงา ความว้าเหว่ และอาการซึมเศร้าได้ด้วย เพื่อนผู้สูงวัยรู้ใจเหล่านี้เป็นหมอรักษาเพื่อนได้เป็นอย่างดี ทั้งอากงอาม่า
โดยเพลงที่ขับร้องนิยมเพลงเป็นภาษาจีนล้วน ที่สำคัญก็คือ แต่ละคนมีความสำเร็จในชีวิตมาทั้งสิ้น

คณะนักร้องมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือหน่วยงานอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันควรไปดูงาน นำเอาแบบอย่างไปขยายผลและทำต่อ สนับสนุนชุมชนอื่นให้มีสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจดี โดยไม่จำเป็นจะต้องไปดูงานในต่างประเทศ

คณะนักร้องมิตรสัมพันธ์กรุงเทพฯ นั้น ทุกคนลงทุนกันเองเดือนละ 600 บาท จัดการกันเองทุกเรื่อง

Advertisement

สําหรับการแสดงในวันนั้นเป็นวันพิเศษ มีอาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) เป็นอาจารย์สอนขับร้องประจำอยู่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำคณะนักศึกษามาร้องเพลงเพื่อให้ผู้ใหญ่ฟัง ขณะเดียวกันคณะนักร้องของผู้ใหญ่สูงวัยก็มีความประสงค์จะร้องเพลงให้นักศึกษาฟังด้วย ถือเป็นการแลกเปลี่ยนของขวัญซึ่งกันและกัน ส่งความสุขให้แก่กัน เป็นความสุขที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา ทั้งผู้ให้และผู้รับ ตลอดการแสดง 2 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนมีความสุขยิ่ง

นักร้องเมื่อได้ร้องเพลง ส่วนใหญ่รู้สึกมีความสุขที่ได้ร้องเพลง ยิ่งได้รับการฝึกซ้อมมาอย่างดี ยิ่งมีความเชื่อมั่น เสียงก็ยิ่งดี ทำให้ผู้ฟังก็มีความสุขมากขึ้น โดยคนทั่วไปนั้น ส่วนหนึ่งก็อยากร้องเพลง ให้ลงทุนจ่ายเงินเพื่อขึ้นไปร้องเพลง ก็สามารถทำเป็นธุรกิจได้ อย่างธุรกิจคาราโอเกะ ลูกค้าซึ่งเป็นคนที่อยากร้องเพลง จะต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ร้องเพลง ทั้งนี้ก็เพื่อปลดปล่อยความทุกข์ให้หลุดไป แม้จะเป็นทรมานบันเทิงต่อผู้ฟังก็ตาม แต่เฉพาะผู้ร้องคาราโอเกะแล้ว มีความสุขมาก

กลับมาที่อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) เธอเป็นคนไต้หวัน เธอเป็นคนที่ชอบการร้องเพลง เธอได้เรียนร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเธอได้เรียนจบวิชาร้องเพลงจากมหาวิทยาลัยที่ไต้หวัน (Tainan University) แล้ว เธอก็เดินทางไปศึกษาต่อการร้องเพลงในประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งเรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโท (University of Houston และ George Mason University) โดยเรียนวิชาร้องเพลงและวิชาการประพันธ์เพลง

ต่อมาเธอได้พบรักกับหนุ่มไทย ในที่สุดเธอได้ย้ายเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เธอเป็นอาจารย์สอนวิชาขับร้องคนแรกที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ พ.ศ.2538 เป็นต้นมากระทั่งปัจจุบัน

สำหรับครูสอนร้องเพลงในเมืองไทยด้วยวิธีการสมัยใหม่นั้น ก็มีอาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อาจารย์สารา เกษมศรี ณ อยุธยา อาจารย์ ดร.วิภา คงคากุล ทั้ง 3 ท่าน เสียชีวิตไปหมดแล้ว ที่เหลือมีอาจารย์พึงจิตต์ สวามิภักดิ์ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ เป็นต้น ซึ่งอาจารย์สอนขับร้องเหล่านี้ เป็นปรมาจารย์สอนขับร้องยุคเริ่มต้น ท่านมีลูกศิษย์เรียนร้องเพลงเป็นการส่วนตัวที่บ้าน ส่วนในสถาบันการศึกษานั้น ยังไม่ได้เปิดสอนเป็นวิชานักร้องและฝึกการร้องเพลงอย่างอาชีพจริงจังนัก เป็นเพียงมีผู้รักสมัครเล่น นิยมเรียนร้องเพลงด้วยความรักความชอบส่วนตัว นักร้องอาชีพนั้นน้อยคนที่ได้เรียนกับครู ส่วนผู้ที่เรียนร้องเพลงก็มีน้อยคนที่จะประกอบอาชีพเป็นนักร้อง

“คนร้องไม่ได้เรียน คนเรียนไม่ได้ร้อง”

ในกรุงเทพฯ มีโบสถ์ของคริสต์ศาสนา ซึ่งมีการร้องเพลงอย่างจริงจัง มีนักเปียโนและผู้ควบคุมวงขับร้องประสานเสียง แต่ก็เป็นการร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า บทเพลงที่ร้องก็เป็นเพลงของชาววัด ไม่มีเพลงของชาวบ้าน แม้จะมีส่วนราชการพยายามที่จะก่อตั้งวงขับร้องประสานเสียงอยู่บ้าง เป็นวงขับร้องประสานเสียงที่ต้องอาศัยหน่วยงานของรัฐ อาทิ วงขับร้องของเยาวชน ก็เป็นฤดูกาลที่เกี่ยวกับงบประมาณ หรือโอกาสที่มีผู้บริหารชอบดนตรี ครั้นเมื่อไม่มีงบประมาณหรือผู้บริหารที่ชอบดนตรีถูกย้ายออกไป วงขับร้องประสานเสียงก็หงอยเหงาจบลงในที่สุด

อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) เธอปักหลักเป็นครูสอนวิชาร้องเพลงอย่างจริงจังมาก ได้พัฒนาหลักสูตรการร้องเพลง พัฒนาวิธีการเรียนร้องเพลง พัฒนานักศึกษาที่ต้องการเป็นนักร้อง การร้องเพลงให้ถูกวิธี การใช้เสียง การพัฒนาและการดูแลร่างกาย สร้างบรรยากาศให้เด็กมีความชอบและศรัทธาในการร้องเพลงอย่างจริงจัง โดยมุ่งเพื่อให้เด็กไทยได้มีพื้นฐานและได้มาตรฐานในการฝึกร้องเพลงที่ดีและถูกต้อง ให้สามารถที่จะพัฒนาต่อเป็นนักร้องอาชีพได้

อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) เธอเป็นครูที่ทุ่มเทให้แก่ลูกศิษย์อย่างมาก ลงทุนลงแรงเพื่อหาโอกาสให้นักศึกษาได้แสดง ทั้งพื้นที่เล็กและในโอกาสใหญ่ เธอเชื่อว่า ทุกๆ โอกาสเป็นประโยชน์ และเป็นประสบการณ์ที่ได้แสดง เป็นสิ่งที่ดีต่อนักศึกษาทั้งสิ้น

เวลาของการทุ่มเทผ่านไป 12 ปี ในปี พ.ศ.2550 ลูกศิษย์ของอาจารย์แนนซี่เริ่มส่งเข้าประกวดขับร้องเพลงคลาสสิก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลูกศิษย์เธอเริ่มได้รับรางวัลที่ 2 บ้าง รางวัลรองชนะเลิศบ้าง ลูกศิษย์ของเธอได้รับทุนการศึกษา โดยการสอบชิงทุนเพื่อไปแสดงในเวทีใหญ่ บ้างก็ชิงทุนเพื่อไปเรียนต่อในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทุนของรัฐบาล ทุนของนานาชาติ อาทิ ทุนของรัฐบาลออสเตรีย (ASEA-UNINET) ทุนของมูลนิธินานาชาติ เป็นต้น

อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) ได้สร้างผลงาน สอนลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า โดยที่ลูกศิษย์ได้รับคัดเลือกให้ไปแสดงในเวทีระดับโลก อย่างที่นครนิวยอร์ก (Carnegie Hall) ที่เวทีเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ลูกศิษย์ของเธอได้รับคัดเลือกให้แสดงกับวงออเคสตราต่างๆ มากมาย ทั้งเวทีเล็ก เวทีใหญ่ และในหลายๆ เวที

ชื่อเสียงจากลูกศิษย์ของอาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) ได้รับรางวัลจำนวนมาก โดยที่หลายคนได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโมสาร์ท (University of Mozarteum) ประเทศออสเตรีย ถือว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งคนไทยไม่ได้มีประวัติมาก่อน โดยเฉพาะการเรียนวิชาขับร้องเพลงคลาสสิก

วันนี้มีนักร้องเด็กไทยซึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) ได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยโมสาร์ทไม่ต่ำกว่า 20 คน ทำให้คนไทยมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นคือ การเป็นนักร้องเพลงคลาสสิกในเมืองหลวงเพลงคลาสสิกโลก คือ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ตลอดเวลา 24 ปี อาจารย์แนนซี่ ชุ่ยผิง เหว่ย (Tsui-Ping Wei) ได้ทุ่มเทชีวิตในการสร้างผลงาน ผ่านการสอนลูกศิษย์ให้ร้องเพลง สร้างลูกศิษย์ให้ได้ขึ้นเวที สร้างอาชีพให้แก่เด็กไทย และได้สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้แก่ประเทศไทย เธอเป็นคุณูปการอย่างสูงยิ่ง เพราะลูกศิษย์ของเธอ กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเรียนร้องเพลงในระบบการศึกษาไทย เป็นมาตรฐานใหม่ในการเป็นนักร้องอาชีพ ซึ่งนักร้องอาชีพรุ่นใหม่ก็ต้องเรียน เพราะการพัฒนาการศึกษาที่ดีที่สุดก็คือ การสร้างคุณภาพโดยครูที่เอาจริงเอาจัง ครูที่มีความรู้ความสามารถ

และที่สำคัญที่สุด ครูต้องเอาใจใส่และตั้งใจทำ คุณภาพเท่านั้นที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง ยกเว้นแต่สังคมไทยจะกลัวความเปลี่ยนแปลง