เรียกได้ว่าต้อง “ปักหมุด” นับวันรอเอาไว้สำหรับงาน “เฮลท์แคร์” มหกรรมสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่จะจัดขึ้น ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน ที่กำลังใกล้เข้ามาปีนี้ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พร้อมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรภาครัฐ-เอกชนชั้นนำ ยังคงร่วมแรงในการจัดงานสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยใช้ชื่อ “เฮลท์แคร์ 2016” ภายใต้ธีม “สร้างสุขผู้สูงวัย” ซึ่งถือเป็นงานมหกรรมสุขภาพเพื่อผู้สูงวัยครั้งแรกของไทย
หลายคำถามได้เกิดขึ้นว่า ทำไมต้องเป็นผู้สูงวัย? ภาพรวมของงานเป็นอย่างไร? มีกิจกรรม-เสวนาอะไรที่น่าสนใจบ้าง?
จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ สุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จะมาตอบคำถามทั้งหมด เพื่อสรุปงาน “เฮลท์แคร์ 2016 สร้างสุขผู้สูงวัย” ให้กระจ่างชัด
พร้อม “กาดอกจัน” ไว้ว่าไฮไลต์อะไรที่ต้องไปชมในงาน
บอกได้คำเดียวว่าห้ามพลาด!
ทำไมต้องเป็นธีม’ผู้สูงวัย’
การจัดงานเพื่อ’อนาคต’ข้างหน้า
“ทุกวันนี้เรามีจำนวนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดชนิดปีต่อปี และจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐในปี พ.ศ.2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว”
“นั่นจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจที่จะจัดงานเฮลท์แคร์ 2016 ภายใต้ธีมสร้าง ‘สุขผู้สูงวัย’ ขึ้น”
สุรพลเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มพร้อมกล่าวต่อว่า นอกจากจะเป็นการจัดงานเพื่อให้ความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่ผู้สูงวัยแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเตือนสังคมได้ตื่นตัวถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เห็นถึงความสำคัญในการดูแล และการเตรียมตัวในการเป็นผู้สูงวัยในวันข้างหน้า
“ทั้งหมดก็เพื่ออนาคตเราจะมีผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ ดังนั้น งานเฮลท์แคร์ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานของผู้สูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจัดให้แก่ 1.ผู้สูงวัย 2.ผู้ที่กำลังเข้าสู่ผู้สูงวัย และ 3.ครอบครัวที่ต้องดูแลผู้สูงวัย”
“เพราะการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยนั้น ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้นที่ต้องเตรียมความพร้อม แต่คนในครอบครัวทุกคนต้องพร้อมที่จะก้าวไปด้วยกัน” สุรพลกล่าว
และด้วยเหตุผลในการจัดธีมดังกล่าวจึงทำให้การออกแบบพื้นที่ภายในงาน “เฮลท์แคร์” ปีนี้จึงมี “จุดเด่น” ที่พิเศษกว่าปีที่ผ่านๆ
สุรพลได้ไล่เรียงให้ฟังว่า ตัวหนังสือภายในงานจะใหญ่กว่าปกติเพื่อความสะดวกสบายในการอ่าน พร้อมการเลือกใช้สีและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เข้าใจได้ง่าย รวมไปถึงการจัดพื้นที่ทางเดินภายในงานให้กว้างกว่ามาตรฐานเพื่อความสะดวกใช้รถวีลแชร์ที่มีบริการให้แก่ผู้สูงอายุในการสัญจรภายในงาน
“นอกจากนี้ เราจัดสต๊าฟดูแลผู้สูงวัยตั้งแต่เริ่มงานจนถึงเลิกงาน มีการจัดพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนกระจายอยู่ทุกมุมงาน”
“ทั้งหมดก็เพื่อความสะดวกสบายของผู้สูงวัยทุกคนที่มาในงานนี้” สุรพลกล่าว

กาดอกจันสำคัญ
ไฮไลต์เด่นประจำงาน
ถัดจากบรรทัดนี้ถือได้ว่าเป็นคู่มือสรุปงานเฮลท์แคร์ 2016 เอาไว้
โดยสุรพลได้กาดอกจันไฮไลต์เด่นของงานให้ เริ่มจาก 1.นิทรรศการนวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัย ครั้งแรกของไทยที่เกิดจากความร่วมมือของ เอสซีจี,สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ,สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และเครือมติชน ที่นำเสนอประเด็นในหลากหลายด้านสำหรับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมบ้านให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่เสื่อมลง,นวัตกรรมที่ผลิตขึ้นเพื่อผู้สูงอายุ เช่น เครื่องดามกระดูกสันหลัง สุขภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย และเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ
2.กิจกรรมตรวจสุขภาพฟรี โดย 14 โรงพยาบาลชั้นนำจากทางรัฐและเอกชน โดยปีนี้ได้เน้นการตรวจและประเมิน 12 โรคเสี่ยงผู้สูงวัย อาทิ โรคกระดูกและข้อ โรคสมองเสื่อม โรคตา โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งปีนี้ได้ย้ายมาจัดในมีทติ้งรูม 1-2
“ที่สำคัญคือปีนี้จะเป็นครั้งแรกของคลินิกพิเศษ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่จะมาให้บริการทั้งการตรวจโรค ให้คำปรึกษา สอนการออกกำลังกายที่ถูกต้องและฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงวัย วันละ 300 คน”
“นอกจากนี้ ยังมีรถถ่ายเอกซเรย์เต้านมเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของมูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มาให้บริการแก่ประชาชนในการตรวจเอกซเรย์เต้านมวันละ 25 คน อีกด้วย” สุรพลเสริม
3.กิจกรรมเวทีกลาง สุรพลกล่าวว่า งานเสวนาในปีนี้ถือว่าน่าจะสร้างความรู้ให้กับประชาชนได้เป็นอย่างมาก เพราะจะมีวิทยากรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศถึง 9 ท่าน เช่น นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.กรุงเทพ,นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือหมอหม่อง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) เป็นต้น
“รวมถึงวิทยากรนักโภชนาการของกระทรวงสาธารณสุข, ‘โค้ชเป้ง’ สาธิก ธนะทักษ์ ผู้เขียนหนังสือ ‘Easy to Fit ฟิตง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน’ และยังมีการสาธิตการทำเมนูอาหารเพื่อผู้สูงวัย 4 วัน 4 เมนู โดยเชฟชั้นนำระดับประเทศ” สุรพลกล่าว และว่า
4.เวิร์กช็อปที่ดีที่สุดเพื่อผู้สูงวัย ครอบคลุม 4 มิติ ทั้ง ด้านไอที ที่มีการสอนการใช้สมาร์ทโฟน การเล่นไลน์ ด้านอาหาร สอนทำอาหารสุขภาพเพื่อผู้สูงวัย ด้านการออกกำลังกาย สอนการออกกำลังกายง่ายๆ แต่ได้ผลดี และฝึกสมองไม่ให้เป็นอัลไซเมอร์จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ และ ด้านการออม สอนเทคนิคในการออมเงินและการลงทุนในวัยก่อนและหลังเกษียณ
5.ช้อปสนุก บูธจำหน่ายสินค้าสุขภาพมากถึง 200 บูธ และมานำเสนอในราคาพิเศษ รวมทั้งมีโปรโมชั่น “ช้อป เซอร์ไพรส์” หรือ นาทีทองซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง
6.กิจกรรมการกุศล ที่มีทั้งกิจกรรม “ลุ้นสนุก สุขใจ” หรือสอยดาวการกุศล นำรายได้ส่วนหนึ่งเข้าสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดี,กิจกรรมจำหน่ายแพคเกจสุขภาพในราคาพิเศษ โดยจะนำรายได้ส่วนหนึ่งสมทบทุนโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และการจัดแสดงปฏิมากรรม
เซรามิก กล่องรับบริจาครูปกระปุกหมู และกล่องรับบริจาคต้นโกงกาง ผลงานของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงงานเซรามิก “เถ้าฮงไถ่” โดยให้ประชาชนได้ชื่มชมและร่วมกันบริจาคการกุศล
และ 7.สวนสมุนไพรเพื่อผู้สูงวัยครั้งแรกของไทย โดย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ผู้ริเริ่มการสืบสานมรดกภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ได้รวบรวมนำมาจัดแสดง พร้อมสาธิตการทำอาหารและยาจาก 4 สมุนไพร ทั้งเนียมหัวเสือ,ป่าเฮ่วหมอง,ต้นกระดูกไก่ดำและเพชรสังฆาตและแจกให้บรรดาคนรักสุขภาพได้นำไปปลูกต่อที่บ้านวันละจำนวน 100 ต้น โดยเชื่อว่าผู้เข้าร่วมชมงานจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน
ตอกย้ำความสำคัญ
เชิญชวนให้มาร่วมงาน
มาถึงวินาทีนี้ สุรพลบอกว่า การเตรียมงานทั้งหมดในครั้งนี้ถือว่าพร้อมแล้วในการต้อนรับผู้ร่วมงานทุกคน และเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่จะปลุกความสนใจของผู้คนในสังคมไทยให้เห็นถึงความสำคัญของ “ผู้สูงวัย”
“ทางมติชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและอยากให้เกิดการพัฒนาตนเองเป็นผู้สูงวัยที่แข็งแรงที่ดูแลตัวเองได้ รวมไปถึงการเรียนรู้และวางแผนให้ตัวเองเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพในวันข้างหน้า” สุรพลกล่าว และทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มว่า
“งานนี้จึงเปรียบเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อพ่อแม่ของเราทุกคน และตัวเราเองที่จะเรียนรู้และพร้อมก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยไปด้วยกัน”
ว่าด้วยเรื่องของ ‘สังคมคนสูงวัย’
กับ ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์
“ตอนนี้ในคำจำกัดความของประเทศไทย คนสูงวัยหรือสูงอายุ บุคคลที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจึงจะถือว่าเป็นคนสูงอายุ”
ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ “โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 16 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในประเทศไทย”
นี่คือสิ่งที่ ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ รองคณบดีฝ่ายศูนย์ความเป็นเลิศและศูนย์สนับสนุนพันธกิจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เริ่มต้นก่อนที่จะเสริมต่อว่า แต่ 9 ปีต่อจากนี้ในปี พ.ศ.2568 สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบ โดยจะมีผู้สูงอายุเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในประเทศ
“ง่ายๆ คืออีก 9 ปีนับจากนี้คนเดินมา 5 คนจะพบผู้สูงอายุหนึ่งคน”
ศ.พญ.จิรพรกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นเพราะปัจจุบันประเทศไทยได้เป็นสังคมสมัยใหม่ คนนิยมมีลูกน้อยลง อัตราการเกิดก็ลดน้อยลง จนอาจจะไม่สามารถประคับประคองสัดส่วนของคนที่มีศักยภาพในการเลี้ยงดูสังคมหรืออุ้มสังคมได้เพียงพอ รวมไปถึงการแพทย์ และอาหารที่ทำให้คนมีอายุยืนมากขึ้น
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากเราไม่มีการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุ รัฐบาลก็จะมีปัญหาในการดูแลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นนี้มากเพียงพอ”
“เราควรมีการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุ หาวิธีที่จะทำให้เขายังคงดูแลตัวเองและทำประโยชน์ให้กับสังคมได้จึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ”
ศ.พญ.จิรพรกล่าวอีกว่า งานเฮลท์แคร์ 2016 ที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ถือเป็นอีกงานหนึ่งที่จัดได้ทันยุคทันสมัย เป็นงานที่จะทำให้สังคมเกิดความรับรู้ร่วมกันว่าเรากำลังจะเผชิญกับอะไรในอนาคต เตรียมพร้อมที่จะรับมือ
ไม่ใช่เผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงวัยโดยที่ไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว


