“บางคนเรียกบ้านพิษ เพราะพวกนี้พิษเยอะ” คำกล่าวตอนหนึ่งของ ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่เรียกเสียงหัวเราะครึกครื้นทั้งห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในงานเสวนา “ย้อนพินิจ ‘บ้านพิษณุโลก’ การทูตไทย ณ ทางแพร่งแห่งความเปลี่ยนแปลง” เนื่องในวาระ 70 ปี แห่งการสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ แห่งรั้วแม่โดม และวาระ 20 ปี แห่งการก่อตั้งโครงการปริญญาโท สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาคภาษาอังกฤษ (MIR) ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งหัวข้อชวนฟังและวิทยากรซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง การปกครอง และการต่างประเทศ โดยมาบอกเล่าเรื่องราวลึก แต่ไม่ลับของการทูตไทยในอดีต โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่มีการตั้ง “ที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก” ในยุคพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แล้วหันมองสถานการณ์ปัจจุบันที่แต่ละท่านมีข้อแนะนำที่เฉียบคมยิ่ง
ย้อนอดีตยุค ‘ชาติชาย’ ความท้าทายยุคปลาย สงครามเย็น’
ศ.ดร.สุรเกียรติ์ปูพื้นตั้งแต่ที่มาของการใช้ “บ้านพิษณุโลก” เป็นสถานที่ทำงานของคณะที่ปรึกษานโยบายนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผล 3 ข้อหลัก ได้แก่
ข้อที่ 1 ไม่อยากให้มีที่ตั้งในมหาวิทยาลัย เพราะปัญหาที่ทำอาจไม่ตรงกับจุดยืนของมหาวิทยาลัย
ข้อที่ 2 ไม่อยากตั้งอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม เพราะอาจมีความเห็นที่แตกต่างกับกระทรวง ทบวง กรม
และ ข้อที่ 3 ไม่อยากอยู่ในภาคเอกชน เพราะไม่อยากให้เห็นว่าเป็นตัวแทนของผลประโยชน์
จากนั้นกล่าวถึง “ความท้าทาย” สำคัญในห้วงเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงก่อนสงครามเย็นยุติ โดย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากไม่มีมา 8 ปี เป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งช่วงนั้นสงครามเย็นกำลังจะจบ นโยบายที่ผ่านมา แม้จะไม่ผิด แต่ก็อาจจะไม่ถูก ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความสมดุล เราเริ่มมีปัญหากับความสัมพันธ์ของสหรัฐ เรื่องสิทธิพิเศษ การตอบโต้ทางการค้า สิทธิบัตร แรงงาน และอื่นๆ ซึ่งสัมพันธ์ไปถึงเรื่องต่างๆ โดยนายกฯชาติชายเป็นคนที่มองอะไรได้ไกล เพราะ “คิดนอกกรอบ” มีแนวคิดที่จะสร้างสมดุลระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจให้ได้ มีวิธีสานสัมพันธ์การอันเป็นเรื่อง “ลึกซึ้ง” มีการแอบพบเพื่อพูดคุยกับบุคคลสำคัญ มีการเอารังนกไปฝาก ส่งคณะที่ปรึกษาไปพบลูกประธานาธิบดี เป็นต้น ทั้งยังให้ความสนใจกับเวียดนามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จับมืออย่างไรให้ ‘อุ่น’ ?
การทูต ‘ไม่เป็นทางการ’ ความสัมพันธ์แบบ ‘คิดนอกกรอบ’
เขยิบมาถึงสถานการณ์บ้านเมืองไทยในวันนี้
ศ.ดร.สุรเกียรติ์กล่าวว่า ไม่มีอะไรจะแนะนำรัฐบาลปัจจุบัน เพราะไม่บังอาจ อย่างไรก็ตาม คิดว่าสิ่งท้าทาย มี 2-3 ข้อ อย่างแรกคือ จะทำอย่างไรให้เราสามารถจับมือประเทศเพื่อนบ้านให้อุ่น ผู้นำและรัฐมนตรีต่างประเทศพบกันตลอดเวลาอย่างไม่เป็นทางการ มีอะไรเปิดอกคุยกันได้ ขอยกตัวอย่างกรณีสะพานข้ามแม่น้ำเหือง ท่าลี่ แก่นท้าว โผของฝ่ายไทยทั้งหมดบอกห้ามหยิบยกเรื่องนี้คุยกับลาว เพราะ สปป.ลาวไม่เอา ตอนนั้นเชื่อ เพราะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเพียง 3 เดือน พอไปเยือนแขวงบ่อแก้ว ได้นั่งรถกับเจ้าแขวง ท่านบอกว่าเมื่อไหร่จะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเหืองสักที พอไปถึงแขวงดังกล่าว จึงขอพบท่านสมสะหวาดเป็นการส่วนตัว ถามท่านถึงประเด็นดังกล่าว ท่านบอกว่าลาวเห็นด้วยมาโดยตลอด แต่ไทยบอกจะเป็นสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำเหือง ไทยบอกจะเอาสะพานใช้แล้วมาให้ โดยให้ลาวเอาไม้มาทำพื้นสะพาน ตนโทรศัพท์คุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น ท่านบอกถ้าเห็นควรสร้าง ทำได้เลย ตนจึงประกาศในที่ประชุมว่าไทยจะสร้างให้ จะเห็นได้ว่าพอมีความใกล้ชิด คุ้นเคยสามารถคุยกันได้ ก็เกาถูกที่คัน แก้ปัญหาได้
“เพื่อนบ้านเดินทางมา กทม. จะต่อเครื่องบินไปที่ไหน เราก็นั่งทานข้าวกันส่วนตัว เชิญมาทานข้าวที่บ้านบ้าง ผมไปลาว กัมพูชา เวียดนามก็ไปทานข้าวกับเขา เขาเชิญไปอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเราก็คุยกันได้เปิดอก บางเรื่องเขาไม่เห็นด้วยก็บอกอย่างตรงไปตรงมา ผมก็เช่นกัน ทำให้เกิดความเข้าใจกัน นี่คือสิ่งท้าทายที่ต้องทำต่อไปให้ได้ว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ต้องโทรศัพท์คุยกันได้ ต้องพบกันได้อย่างไม่เป็นทางการ และเปิดอก โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์สงครามทางการค้า การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยี ที่ไทยกำลังจะตกขบวน” ศ.ดร.สุรเกียรติ์เล่า
แนะยึดสถานะ ‘สะพานเชื่อมภูมิภาค’ เปิดยุทธศาสตร์กัน ‘ตกขบวน’
สิ่งท้าทายในประการต่อมา ศ.ดร.สุรเกียรติ์มองว่า การที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนปีนี้ ทำอย่างไรไทยจะเป็นผู้นำให้ประชาชนในอาเซียน หรือสังคมอาเซียนพร้อมสำหรับอนาคต กรณีสิงคโปร์ตั้งโจทย์มาแล้วว่าจะเป็นอาเซียนที่มีนวัตกรรมและปรับตัวได้ ไทยจะพูดถึงความร่วมมือหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เราน่าจะนำธงว่าเป็น “ฟิวเจอร์ เรดดี้ อาเซียน” ซึ่งมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและสงครามการค้า ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจการเมืองโลกเปลี่ยนเร็วมาก ประการที่สามคือ จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยซึ่งมีสถานะเป็นสะพานเชื่อมภูมิภาคมาตลอด 100 กว่าปี ยังคงรักษาสถานะดังกล่าวไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศ
“ใครทะเลาะกัน เราสนิทหมด เช่น อินเดีย กับปากีสถาน และเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ไม่ว่าใครขัดแย้งอย่างไร ไทยเป็นที่ซึ่งแต่ละประเทศขอมาคุยกัน ดังนั้น เราจะรักษาความเป็นสะพานเชื่อมภูมิภาคให้เป็นประโยชน์กับประเทศของเราอย่างไร ประการสุดท้าย ปัจจุบันมีสิ่งที่เรียกว่าผู้แทนพิเศษและสถาบันที่เป็น กึ่งรัฐบาล กึ่งไม่ใช่รัฐบาล คล้ายๆ กับบ้านพิษณุโลกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ปัจจุบันหลายประเทศก็ใช้วิธีนี้ เช่น สิงคโปร์ จีน เกาหลี อังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายว่าไทยมีหรือไม่ และควรจะมีหรือไม่ในยุคนี้” ศ.ดร.สุรเกียรติ์ทิ้งท้าย

โลกเปิด เกมเปลี่ยน
อดีต รมว.พลังงานชี้ ‘เทคโนโลยี’ โจทย์ใหญ่!
อีกหนึ่งมุมมองต้องรับฟังอย่างตั้งใจ คือความเห็นจากดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซึ่งเปรียบเทียบความ “เหมือน” และ “ต่าง” ของรัฐบาลปัจจุบันกับรัฐบาลยุค “น้าชาติ” กับ “ป๋าเปรม”
“รัฐบาลวันนี้กับรัฐบาลในยุค พล.อ.ชาติชายไม่เหมือนกัน เพราะรัฐบาล พล.อ.ชาติชายเป็นรัฐบาลประชาชน รัฐบาลวันนี้คือรัฐบาลราชการ ซึ่งมีลักษณะคล้ายรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีพรรคการเมืองเข้ามาเป็นเครื่องประดับ ที่บางทีสวย บางทีก็ไม่สวย เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีบรรยากาศที่จะมีองค์กรอย่างที่ศ.ดร.สุรเกียรติ์พูดว่าจะให้ใช้หรือไม่ หากดูจากพฤติกรรมของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เชื่อว่าคงไม่อยากใช้ เพราะอยากทำเอง ดูจากท่าทาง ท่านทำเป็นทุกเรื่อง รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” มาเนิบ เฉือนนิ่มๆ ก่อนเข้าสู่ประเด็นสำคัญที่ว่า นี่เป็นจังหวะเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยน
“เป็นความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากยุค พล.อ.ชาติชาย กล่าวคือในตอนนั้นอเมริกาต้องการให้ประเทศต่างๆ เปิด ไทยก็เล่นเกมนั้นด้วย ตนก็เคยเดินทางไปเจรจาให้จีนเปิดเช่นกัน แต่ปัจจุบันอเมริกาเป็นผู้อยากปิด ในขณะเดียวกันตอนนั้นจีนเป็นผู้ตาม แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้นำหรืออยากนำ เพราะฉะนั้นเกมจึงเปลี่ยน โจทย์ที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยี ตอนนี้อเมริกาเองทอดสะพานเข้ามาหาเราเพื่อไม่อยากให้เราไปทางจีน ตนเชื่อว่ารัฐบาลเล่นเองไม่พอ ต้องมีคนเล่นข้างล่าง เล่นเบื้องหลัง และข้างๆ อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน” ดร.ณรงค์ชัยกล่าว
จากสนามรบสู่ ‘สนามการค้า’
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่นโยบาย ‘ต่างประเทศ’
ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมาพักใหญ่ จนสังคมไทยออกอาการคิดถึงเบาๆ ขึ้นเวทีตั้งข้อสังเกตในประเด็นนโยบายใน “ภาพกว้าง” ของรัฐบาลพลเอกชาติชายซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลก
“นโยบายในภาพกว้างของ พล.อ.ชาติชายส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างอภิมหาอำนาจ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัด โอกาสที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าและรายได้ให้ประชาชนในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันการมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้นและสลับซับซ้อนมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งต้องปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศอีกด้วย จึงเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัดซึ่งนายกฯชาติชายเข้าใจดีที่สุด” อดีตผู้ว่าฯกทม.กล่าว ก่อนวิเคราะห์ต่อไปว่า นโยบายต่างประเทศที่ออกมาในยุคดังกล่าว ไม่เพียงมาจากการปรับตัวตามสถานการณ์โลก แต่ยังมาจากความเชี่ยวชาญ ความเชื่อ ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการต่างประเทศของนายกฯชาติชาย

“ท่านเป็นทูตที่อาร์เจนตินา ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกันถ้าจำไม่ผิดคือ 14 ปี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยจอมพล ถนอม กิตติขจร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยนายกฯคึกฤทธิ์ ปราโมช ดังนั้น จึงมีประสบการณ์มาก ผมคิดว่ามากที่สุดในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ยกเว้น ดร.ถนัด คอมันตร์ เท่านั้น” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบุ
ขณะที่ ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ กีรตยาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปภาพรวมของจุดเด่นคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก รวมถึงนโยบายสำคัญซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของนโยบายการต่างประเทศของไทย จาก “ความมั่นคง” สู่ “เศรษฐกิจ”
“ลักษณะเด่นของคณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ทุกคนล้วนเป็นคนหนุ่มไฟแรง กระตือรือร้นอย่างมากในการทำงานให้ประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถอย่างลึกซึ้งในแต่ละสาขา จบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็น ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดยมี ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นผู้ประสานด้วย นอกจากนี้ แม้คณะที่ปรึกษามีจำนวนไม่มากนัก คือ 7 คน แต่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ผู้กำหนดนโยบายอย่าง พล.อ.ชาติชาย ขณะที่บุตรชายของท่านถูกคนมองว่าซ้าย แต่คนมองท่านว่าอยู่ฝ่ายขวา แต่ความที่เป็นพ่อลูกก็มาร่วมมือกันอย่างดี แล้วดึงเพื่อนๆ ของลูกมาช่วยกันทำงาน มีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านความคิดและการปฏิบัติ มีการปฏิบัตินอกกรอบ ไม่เป็นทางการ คือสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งของบ้านพิษณุโลก
นโยบายสำคัญของบ้านพิษณุโลกมีหลายประเด็น ประเด็นแรกคือ ในขณะที่รัฐบาลก่อนหน้านั้นให้ความสำคัญกับความมั่นคง การทหาร ภัยคุกคาม พคท. ฯลฯ แต่รัฐบาล พล.อ.ชาติชายมองเห็นโอกาสด้านเศรษฐกิจ ดังที่เห็นจากนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า อาจกล่าวได้ว่านโยบายนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญด้านนโยบายต่างประเทศของไทย เนื่องจากก่อนหน้านั้นไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงเป็นหลัก เศรษฐกิจเป็นรอง” ศ.ดร.จุลชีพกล่าว
เป็นเรื่องราวเข้มข้น เปี่ยมสีสันบนเส้นทางการทูตในบริบทการเมืองไทยต่างยุคสมัยที่ต้องนำขบคิดและเดินหน้าบนทางแพร่งแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหยุดยั้ง
9 ทศวรรษบ้านพิษณุโลก
มีความเป็นมายาวนานถึง 9 ทศวรรษ สำหรับ บ้านพิษณุโลก ซึ่งมีบทบาทในประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดมา นับแต่รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯให้มาริโอ ตามานโญ สถาปนิกชาวอิตาลี ออกแบบและสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2465 เพื่อพระราชทานให้มหาเสวกเอก พลตรีพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) เดิมชื่อ “บ้านบรรทมสินธุ์” มีเนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่บริเวณถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ
ต่อมา ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยใช้เป็นบ้านรับรองของ นายพลโตโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านไทย-พันธมิตร” เมื่อสิ้นสุดสงคราม เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “บ้านสันติภาพ” และในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปลี่ยนเป็น บ้านพิษณุโลก ตามชื่อถนนที่ตัดผ่าน โดยถูกจัดให้เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีมาหลายยุคสมัย เริ่มตั้งแต่สมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อ พ.ศ.2522 เป็นต้นมา
กระทั่งยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ใช้บ้านหลังนี้เป็นที่ทำงานของทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลกซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 84/2531
ไม่เพียงเกี่ยวพันกับการเมืองไทย บ้านพิษณุโลกยังมีคำร่ำลือเรื่องอาถรรพ์ โดยช่วงหลังไม่มีนายกรัฐมนตรีท่านใดเข้าพำนัก และอีกด้านหนึ่งก็ถูกใช้เป็นฉากภาพยนตร์เรื่อง “บ้านทรายทอง” ยุค รุจน์ รณภพ ซึ่งเมื่อครั้งนายชวน หลีกภัย นั่งเก้าอี้นายกฯ ก็มีผู้เขียนการ์ตูนแซวเบาๆ โดยวาดให้นายกฯชวนถักเปียสองข้างเหมือนพจมาน สว่างวงศ์ นางเอกของเรื่องนั่นเอง



