Trans-Pacific Partnership Agreement (TPP) ถือเป็นข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุมกว้างขวางและใหญ่ที่สุดในทศวรรษที่ 2010’s ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อลดข้อกีดกันและส่งเสริมการค้าในกลุ่มประเทศริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเมื่อ TPP มีผลบังคับใช้สมบูรณ์แล้ว ข้อตกลงการค้าอื่นเช่น North America Free Trade Area (NAFTA) ก็จะลดบทบาทลงให้สอดคล้องกับ TPP แทน
TPP นั้นได้รับทั้งเสียงตอบรับและเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย โดยรัฐบาลของบารัก โอบามา ได้กำหนดให้ TPP นี้เป็นหนึ่งในแนวนโยบายธงนำด้านการส่งเสริมเศรษฐกิจการค้า แต่นักการเมืองและประชาชนในประเทศมองว่า TPP จะทำให้อเมริกาสูญเสียการจ้างงาน และทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น พอล ครุกแมน หรือโจเซฟ สติกลิตซ์ มองว่า TPP เอื้อประโยชน์ให้แก่บรรษัทขนาดใหญ่มากกว่าจะพัฒนาการค้าหรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ในประเทศที่เข้าร่วมกับ TPP โดยเป็นประเทศหลัก มุมมองที่แสดงออกมาก็แตกต่างกัน รัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้สนับสนุน TPP อย่างขันแข็งตั้งแต่เริ่มต้น มองว่า TPP นี้จะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าญี่ปุ่นเข้าไปยังตลาดเมริกากลางและอเมริกาใต้ได้ง่ายขึ้น รวมถึงทวงฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เสียไปให้แก่จีนคืนมา รัฐบาลสิงคโปร์เปิดรับ TPP อย่างยินดียิ่ง เนื่องจากสิงคโปร์มีรายได้หลักจากการค้าขายและเป็นสื่อกลางการเงินระหว่างประเทศ และหวังว่า TPP จะช่วยเสริมจุดเด่นของสิงคโปร์ให้ก้าวข้ามฮ่องกงในฐานะเมืองท่าและศูนย์กลางการเงินเอเชียและโลกได้ในอนาคต
นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ และบลูมเบิร์ก ได้ประเมินว่า เมื่อประเทศต่าง ๆ ได้ให้สัตยาบันในข้อตกลง TPP ชาติที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดในข้อตกลงนี้คือ “เวียดนาม” โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 7% และการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับเวียดนามจะเพิ่มขึ้นแซงจีนมาเป็นอันดับ 1 โดยพยากรณ์ว่า โรงงานอุตสาหกรรมของธุรกิจข้ามชาติอเมริกา จะแบ่งย้ายฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากจากจีนมายังเวียดนามที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งไว้รอล่วงหน้าแล้ว
สำนักวิจัยพิวรีเสิร์ชสำรวจในปี 2014 พบว่าประชาชนชาวเวียดนามกว่า 76% มองว่าสหรัฐอเมริกากลายมาเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้ และพร้อมที่จะค้าขายกับบริษัทอเมริกัน นอกจากนี้ TPP ยังส่งเสริมการค้าระหว่างเวียดนามกับญี่ปุ่นให้เหนียวแน่นขึ้น อันเป็นโครงสร้างเดียวกันกับที่กระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างก้าวกระโดดในทศวรรษที่ 1960-1970
ผลทางเศรษฐกิจเชิงบวกที่จะเกิดขึ้นกับเวียดนามหลัง TPP ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความกินดีอยู่ดีของประชาชนชาวเวียดนามเสมอไป สิทธิเสรีภาพของประชาชนเวียดนามภายใต้ระบบสังคมนิยมพรรคเดียวและการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารยังเหนียวแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ TPP ยังมีข้อขัดแย้งในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมไปถึงสิทธิบัตรยารักษาโรคต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากที่ต้องการเข้าถึงยาในราคาถูก
อย่างไรก็ตาม เมื่อ TPP ส่งผลต่อเวียดนามอันเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองรองจากไทย ศูนย์กลางความสนใจและการลงทุนในภูมิภาคก็ขยับเขยื้อนไปทางฮานอยมากกว่ากรุงเทพฯ ปัจจุบัน เวียดนามมี GDP น้อยกว่าไทยอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ด้วยอัตราการเจริญเติบโตของ GDP เฉลี่ยในระดับ 6% ต่อปี ในขณะที่ไทยเติบโตเฉลี่ย 1-2% ต่อปี และจะได้แรงขับเคลื่อนจาก TPP มากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักทั้งเอเชียและตะวันตกมองว่า GDP (PPP) ของเวียดนามจะก้าวทันประเทศไทยภายในไม่เกิน 10 ปี และ GDP ต่อรายประชากรจะเท่าไทยภายใน 15 ปี โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างประชากรของเวียดนามเป็นคนหนุ่มสาวที่พร้อมริเริ่มสร้างสรรค์
ธุรกิจและจ่ายภาษี ในขณะที่ไทยกลับกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ต้องใช้สวัสดิการและการดูแลมากขึ้น
เราจึงพบว่า บริษัทและธุรกิจของไทยจำนวนมากมุ่งสู่เวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นเครือเบียร์ช้าง เครือเซ็นทรัล เครือซีพี หรือแม้กระทั่งนักลงทุนหลักทรัพย์ชื่อดังอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ซึ่งเป็นหนทางที่จะทำให้ไทยได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของเวียดนามในฐานะคู่ค้า ไม่ใช่คู่แข่งไปด้วยกัน

