ประเทศญี่ปุ่น พื้นที่น้อยจำเป็นต้องนำทุกอณูของที่ดินมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ประกอบกับลักษณะนิสัยของผู้คนส่วนใหญ่ มีความเคร่งครัดต่อระเบียบวินัย ความยึดมั่นในขนบประเพณี แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสูงมาก จึงไม่แปลกเลยที่บริษัทเอกชน ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่นอย่าง มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (Mitsubishi Estate Group) สามารถซื้อภูเขาทั้งลูก และพัฒนาให้กลายเป็นป่าในเมืองได้สบายๆ โดยป่าในเมืองดังกล่าวนี้เขียวชอุ่ม อุดมสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 50 ปีมาแล้ว
“ประเทศญี่ปุ่น ซื้อภูเขาได้ครับ แต่ว่าซื้อยากมาก ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินแล้วซื้อ แต่เราต้องเตรียมแผนการมากมาย ที่สำคัญคือ ต้องทำตามแผนที่วางไว้ให้ได้เป๊ะๆ อีกด้วย” คาซูยูกิ ฮิกูจิ หัวหน้าสาขาโทโฮกุ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ผู้พัฒนาโครงการอิซูมิ พาร์ค ทาวน์ (Izumi Park Town) กล่าว

จากภูเขา 1 ลูกเต็มไปด้วยพื้นที่ลาดชัน วันนี้อิซูมิ พาร์ค กลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาด 900 ไร่ ใน จ.เซนได ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งบ้านเรือนผู้คน บริษัทห้างร้าน โรงพยาบาล โรงเรียน สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ในป่ามีนก มีหนอน มีแหล่งน้ำ ที่ทำให้ทุกชีวิตเอื้อประโยชน์กันได้ จนลืมไปว่าข้างๆ ป่าก็มีบ้านคน มีร้านรวง มีกิจกรรม และการใช้ชีวิตของผู้คนในประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดในโลก อย่างเต็มรูปแบบ
บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้นำทางไปดูวิธีการและแนวคิดการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง อย่างมหานครโตเกียว และเมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาเมือง และที่อยู่อาศัยให้เกิดความยั่งยืน สมบูรณ์แบบ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มิตซูบิชิ เอสเตท ที่เป็นพันธมิตรด้านการทำธุรกิจกันกับ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) เป็น 1 ในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้า ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับเรื่องการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน โดยหนึ่งในนั้นคือ อิซูมิ พาร์ค นั่นเอง
“ไม่ใช่ว่าเราแค่มีเงินแล้วเราจะทำได้ การพัฒนาที่ดินบนภูเขาเราต้องวางแผนอย่างหนัก ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องการจะทำแล้วทำตามความต้องการของเราเท่านั้น แม้ว่าที่จะเป็นของเราแต่เราก็ต้องคำนึงถึงคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเราด้วย ไม่ได้คำนึงเฉพาะกับคนเท่านั้น สัตว์เล็กๆ และต้นไม้ทุกต้น ที่รวมกันเป็นความหลากหลายทางชีวภาพเราคำนึงหมด และลงในรายละเอียดทั้งหมด” ฮิกูจิกล่าว

หัวหน้าสาขาโทโฮกุ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป เล่าว่า ตั้งแต่ปี 1969 บริษัทได้ติดต่อขอซื้อที่ดินจากชาวนากลุ่มหนึ่ง เป็นที่ดินบนภูเขา และชาวนากลุ่มนั้นทำนาอยู่บริเวณด้านล่าง โดยอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำบนภูเขาลูกนั้น การเข้าไปพัฒนาพื้นที่ต้องทำระบบชลประทาน และจัดระบบน้ำประปาให้ชาวบ้าน เพราะด้านล่างภูเขาลูกนั้น ชาวบ้านยังคงทำนา และใช้น้ำจากแหล่งน้ำบนภูเขา ทั้งนี้ การพัฒนาเป็นระบบชลประทาน และระบบประปา ที่เป็นระบบมากขึ้น ทำแล้วยังแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งได้ด้วย

ฮิกูจิบอกด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ไม่ได้ราบรื่นไปเสียทั้งหมด มีอุปสรรคมากมายให้ต้องคอยแก้ไข แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี พื้นที่ 900 ไร่ ในอิซูมิ พาร์ค เพราะเมื่อเกือบ 50 ปีผ่านไปดินแดนแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียวเต็มรูปแบบ มีกลุ่มป่าเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง คิดเห็น 30% ของพื้นที่ทั้งหมด ในป่าแต่ละกลุ่ม แต่ละหย่อมยังมีพืชคลุมดินที่ไต่ระดับจากต่ำขึ้นไปอีกด้วย ความเขียวชอุ่มในหย่อมป่าแต่ละแห่งนี้ ยังไม่นับรวมถึงต้นไม้ใบหญ้าริมถนนและรอบบ้าน รอบที่ทำงาน ที่ทุกแห่งจะต้องมีอีกด้วย
อิซูมิ พาร์ค ตั้งอยู่บนตอนเหนือของโตเกียว ใช้เวลาเดินทางโดยชินกันเซนประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที ตัวเมืองห่างจากสถานีเซนไดประมาณ 50 นาที มีการบริหารจัดการเมืองเกิดขึ้นภายใต้ความตกลงร่วมกันของผู้ที่เข้าอยู่อาศัย และเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมของทุกชีวิตในเมือง เริ่มตั้งแต่พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สำหรับการศึกษา การทำอุตสาหกรรม การทำธุรกิจ การพักผ่อนทั้งสำหรับครอบครัวตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ไปจนถึงผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศทั่วโลก การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขโดยมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เมืองแห่งนี้สามารถขับเคลื่อน และเจริญเติบโตไปได้ ภายใต้ความเห็นแก่ส่วนรวม นับเป็นความเคารพซึ่งกันและกัน โดยชาวเมืองจะถูกปลูกฝังให้มีระเบียบวินัย และเคารพกฎของการอยู่ร่วมกัน ในสังคมที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน อิซูมิ พาร์ค มีประชากรราว 25,000 คน มีสนามกอล์ฟ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และยังมีเอาต์เลตรองรับนักท่องเที่ยว หลายคนที่มาเยี่ยมเยืยนคงแปลกใจกับพื้นที่ในเมืองที่มีความเป็นระเบียบ แบ่งแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน เป็น 4 โซนสำคัญ ได้แก่ พื้นที่สำหรับอยู่อาศัย พื้นที่ในเมืองสำหรับเป็นที่ตั้งของโรงเรียน การพบปะสังสรรค์ พื้นที่สำหรับการพักผ่อน เหมาะสำหรับการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมสันทนาการต่างๆ และแหล่งธุรกิจสำคัญของเมืองที่รวมไปถึงเขตโรงงาน เขตสำนักงานต่างๆ
ไม่ต่างจากการสร้างพื้นที่สีเขียวในมหานครใหญ่อย่างกรุงโตเกียว เมืองที่เต็มไปด้วยความทันสมัย ว่าด้วยเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวไกลไม่แพ้ชาติใดๆ ในโลก และนอกเหนือจากตึกรามบ้านช่อง ยานพาหนะที่ก้าวหน้าล้ำยุคแล้ว สิ่งที่มหานครแห่งนี้มีและมีไม่น้อยหน้าไปกว่าประเทศเกษตรกรรมบางประเทศเลยก็คือ พื้นที่สีเขียว และต้นไม้พื้นเมืองนานาชนิด

พื้นที่ไดมารูยุ (DAIMARUYU DISTRICT) เป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของโตเกียว ที่ถูกรายล้อมไปด้วย ร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง พิพิธภัณฑ์ อาคารสำนักงาน มากมาย และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ที่ใช้แนวทางการพัฒนาพื้นที่ใจกลางเมืองควบคู่กับการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มคุณค่าในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ และเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่ผู้อยู่อาศัย กับพันธกิจการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แนวคิด BIO NET Initiative การออกแบบและพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อรักษาสมดุลและความเชื่อมต่อของระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ สู่การสร้างมาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีในโลกอนาคต
BIO NET Initiative คือ แนวคิดที่ต่อยอดมาจากปรัชญาความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกิดจากการริเริ่มในการคงไว้ ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นเป้าหมายร่วมกันทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก หลักการสำคัญของ BIO NET Initiative คือ การปกป้อง รักษา เชื่อมต่อ ลดปริมาณการใช้ และสืบทอดต่อไปให้ผู้คนเข้าใจและนำหลักคิดนี้ไปใช้ให้ได้

การก่อสร้างให้ความสำคัญกับรายละเอียดของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ตั้งแต่นกพื้นเมืองตัวเล็กๆ ที่บรรยากาศของเมืองจะทำให้มันสามารถบินได้จากสวนหนึ่ง ไปอีกสวนหนึ่งได้ได้อย่างสบายใจ มีเป้าหมายที่จะให้ความสำคัญกับการเลือกสรรพันธุ์ไม้ภายในโครงการ เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นไปยังพื้นที่โดยรอบ เปิดตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2015
ไดมารูยู นอกจากจะเป็นย่านธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังมีบรรยากาศของความเขียวขจีที่พร้อมดึงดูดคนให้เข้ามาเยี่ยมเยือนแบบไม่ขาด ด้วยแนวคิดที่จะสร้างความยั่งยืน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ไว้ในใจกลางเมืองโตเกียวของบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป และเป็นปอดของเมืองที่สามารถเชื่อมคนเมืองเข้ากับธรรมชาติได้อย่างดี เพราะเต็มไปด้วยพืชพรรณธรรมชาติหลากหลายชนิด ผลิบานในทุกฤดูกาล นอกจากนี้ ยังจัดวางพื้นทีสีเขียวเชื้อเชิญให้ผู้เยี่ยมชมได้เข้าไปนั่งพักผ่อน ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

“คนญี่ปุ่นทำงานหนัก และมักจะเครียด แต่ป่าหรือต้นไม้สีเขียวๆ จะช่วยบรรเทาความเครียดให้พวกเขาได้” ทาคาโนริ มูราคามิ เจ้าหน้าที่ฝ่าย Green Environment ของมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป กล่าวระหว่างการบรรยายเรื่อง ต้นแบบการสร้างป่าที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศของมหานครโตเกียวให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยบอกด้วยว่า การทำงานท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขจี จะเกิดแรงบันดาลใจมากกว่าการอยู่ในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติที่สวยงามไว้รอบๆ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย หรือที่ทำงานไม่เพียงแต่สร้างความสุขทางกาย แต่ยังช่วยจรรโลงใจให้มีเรี่ยวแรงได้ทำงานต่อไปอีกด้วย
ประเด็นสำคัญของการสร้างป่าหรือพื้นที่สีเขียวในเมืองก็คือ เมื่อสร้างได้แล้วจะสามารถรักษาพื้นที่ดังกล่าวนั้นไว้ได้นานแค่ไหน ซึ่งดูเหมือนคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะคนโตเกียว หรือเซนไดเท่านั้น จะทำหน้าที่นั้นได้ดีมากที่เดียว ทุกวันนี้แม้พวกเขาจะอยู่ในมหานครใหญ่ ทันสมัยด้วยหลากหลากทางเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันพวกเขาก็อยู่ใกล้กับธรรมชาติแค่นิดเดียวเอง

วิทการ จันทวิมล
รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กร และการสร้างสรรค์ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
“ก็ยอมรับว่าหลายๆ เรื่องที่เราเห็นที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่สามารถนำมาปฏิบัติและนำมาใช้กับประเทศไทยได้ทั้งหมด อาจจะด้วยชีวิตความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ทัศนคติ กฎหมาย แต่เราก็พยายามเอาสิ่งที่ดีที่สุดในส่วนที่สามารถปรับใช้ได้มาใช้สำหรับโครงการก่อสร้างในบ้านเรา เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาของเมือง ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัย การสร้างพิมพ์เขียวแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีในวันนี้และอนาคต การพัฒนาโครงการที่นอกจากการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัยในการออกแบบพื้นที่แล้ว การศึกษาและทำความเข้าใจต่อการอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างคนเมืองและธรรมชาติ โดยเฉพาะการพัฒนาที่ควบคู่กับการออกแบบเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ ด้วยความมุ่งหวังที่จะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ในการเพิ่มระบบนิเวศที่สมบูรณ์ของการอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างคนเมือง สิ่งก่อสร้าง ต้นไม้ใหญ่ และระบบนิเวศต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ มีสุขภาพกาย และใจที่ดีจากภายในสู่ภายนอก ที่นำมาซึ่งการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างมีคุณภาพ”



