บนผืนแผ่นดินประเทศไทยของเราปัจจุบัน ปรากฏร่องรอยหลักฐานการอยู่อาศัยของ “คน” หรือมนุษย์ มาเป็นเวลายาวนานนับหมื่นนับแสนปี จนกระทั่งประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นบ้านเมืองจนทุกวันนี้
บรรพชนคนก่อนประวัติศาสตร์
คนหรือมนุษย์ในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่รู้จักการใช้ตัวอักษรหรือตัวหนังสือ หรือจดบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ เป็นลายลักษณ์ กล่าวคือไม่มีภาษาเขียนชนิดที่คนปัจจุบันอ่านหรือถอดแปลความหมายได้ มีเพียงภาษาพูดใช้สื่อสารกันเป็นที่เข้าใจเฉพาะในกลุ่มของตนเอง
นักวิชาการโดยเฉพาะด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ เรียกช่วงเวลานี้ว่า “ยุคก่อนประวัติศาสตร์” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเวลาที่บรรพบุรุษรุ่นแรกของคนเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เมื่อราวสองล้านปีมาแล้ว และสิ้นสุดลงเมื่อคนมีตัวอักษรใช้และรู้จักจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว
หลักฐานทางโบราณคดีที่หลงเหลืออยู่เกือบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งฝังศพ โครงกระดูกคนและสัตว์ เมล็ดพืช สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับที่ทำด้วยวัสดุหลากหลายประเภท ทั้งหิน ดิน ไม้ กระดูกสัตว์ หรือโลหะ ล้วนแสดงให้เห็นว่าผู้คนหรือกลุ่มชนที่ดำรงชีพอยู่ในห้วงเวลานั้นๆ มี “วัฒนธรรม” หมายถึงรูปแบบหรือวิถีการดำรงชีวิต ความคิด ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม และภูมิปัญญา ซึ่งกลุ่มชนและสังคมได้ร่วมสร้างสรรค์ สั่งสม ปลูกฝัง สืบทอด เรียนรู้ ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามทั้งด้านจิตใจและวัตถุ และความสุขในชีวิต
นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนภายนอกทั้งภายในภูมิภาคเดียวกันและกับผู้คนจากดินแดนโพ้นทะเลไกล รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติขณะนั้น

คนแรกเริ่มของปัจจุบัน
แม้ว่าจะยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจน หรือมีการศึกษาวิเคราะห์วิจัยที่สามารถให้ข้อสรุปแน่นอน ว่าผู้คนหรือกลุ่มชนต่างๆ ผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมจะเป็นกลุ่มเดียวกันหรือมีความเกี่ยวพันต่อเนื่องกันหรือไม่ แต่ก็ยืนยันได้ว่ามี “คน” ที่มีวัฒนธรรมและพัฒนาการทางสังคมอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศไทยนี้มาช้านานมาก
คนยุคดึกดำบรรพ์ หรือบรรพชนคนก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้คนหรือกลุ่มชนพื้นถิ่นดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นมาก่อน เปรียบประดุจ “เหง้า” หรือ “ราก” ของต้นไม้ที่ค้ำชูลำต้นให้หยัดยืนและเจริญงอกงามต่อไป เสมือนหนึ่ง “คนแรกเริ่ม” ผู้สร้างสรรค์และวางรากฐานทางสังคมและวัฒนธรรมให้แก่คน ณ ดินแดนนั้นในเวลาต่อมา จนพัฒนาเป็นบ้านเมือง หรือประเทศชาติดำรงสืบมาได้จวบจนปัจจุบัน

“คนไทยมาจากไหน”
กรมศิลปากรได้ต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับ โดยนำมาเผยแพร่และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ พัฒนา และบริหารจัดการมรดกศิลปวัฒนธรรมที่บรรพชน หรือคนก่อนประวัติศาสตร์ได้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยภูมิปัญญาล้ำเลิศ อันเป็นรากฐานวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ของชาติไทยในเวลาต่อมา เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้และเข้าใจในรากเหง้าของตนเอง
นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้รับความอนุเคราะห์และความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนส่งเสริมให้มีการวิเคราะห์วิจัยเชิงลึกเพื่อศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคนก่อนประวัติศาสตร์จากหลักฐานทางโบราณคดีประเภทต่างๆ โดยเฉพาะโครงกระดูกมนุษย์ด้วยเครื่องมือ วิธีการ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ทำให้ทราบว่าบรรพชนคนก่อนประวัติศาสตร์บนผืนแผ่นดินไทยของเรา มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอย่างไร เป็นคนเผ่าพันธุ์หรือมาจากสายพันธุ์ใด เปรียบเสมือนเป็นกุญแจดอกสำคัญไขปัญหา “คนไทยมาจากไหน”

