คนไทยใช้เวลาในแต่ละวันอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากเกินกว่า 3 ชั่วโมง และติดอยู่กับแอพพลิเคชั่นไม่กี่ตัว นอกจากแอพพลิเคชั่นแชตอย่าง “ไลน์” (LINE) มีอะไรอีกบ้างคงนึกกันออกไม่ยาก แน่นอนว่าต้องมี “เฟซบุ๊ก” (Facebook) รวมอยู่ด้วย
ปัจจุบันในประเทศไทย มีคนใช้งาน “เฟซบุ๊ก” ถึง 55 ล้านคนต่อเดือนแล้ว และมีการใช้งานในแต่ละวันถึง 39 ล้านคน แถมคนไทยยังเป็นชาติที่ชื่นชอบการดู “วิดีโอ” เป็นอย่างมากด้วย
“เฟซบุ๊ก” จึงไม่พลาดที่จะลงมาเล่นในสมรภูมิ “วิดีโอคอนเทนต์” ด้วยการเปิด “เฟซบุ๊ก วอทช์” (Facebook Watch) กับเขาบ้าง โดยเพิ่งฉลองครบ 1 ปี ไปเมื่อ ส.ค.ปีที่ผ่านมา
“เฟซบุ๊ก” เปิดเผยว่า มีผู้ใช้ “Facebook Watch” กว่า 720 ล้านคนทั่วโลกแล้ว โดยทั้งหมดใช้เวลาในการรับชมวิดีโออย่างน้อย 1 นาที และถ้าคิดเป็นการรับชมต่อวันจะมีคนรับชมมากกว่า 140 ล้านคนทั่วโลก
ที่น่าสนใจก็คือ ในกว่า 140 ล้านคน ที่รับชมทุกวัน ใช้เวลามากกว่า 26 นาที
“พาเรช ราชวัต” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์วิดีโอของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศอันดับต้นๆ ในเอเชียที่ชื่นชอบการดูคอนเทนต์ประเภท “วิดีโอ” ซึ่งระยะเวลาในการดูวิดีโอที่ยาวนานถึง 26 นาทีในแต่ละวัน ตอกย้ำให้เห็นด้วยว่าผู้คนตั้งใจเข้ามาชมวิดีโอบนเฟซบุ๊กจริงๆ
“คนที่เข้ามาดู ไม่ได้แค่ดูเฉยๆ แต่ยังมีปฏิสัมพันธ์กับคอนเทนต์ และกลุ่มคนที่เข้ามาดูด้วยกัน เพราะเรามีฟีเจอร์ที่ให้คนได้คอมเมนต์ แชร์ และโหวตได้ด้วย ถือเป็นหลักในการทำงาน และความตั้งใจของเราที่ต้องการให้ดูด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนที่มีความสนใจเหมือนกัน”
ผู้บริหาร “เฟซบุ๊ก” เชื่อว่าเป็นความแตกต่างของ “เฟซบุ๊ก วอทช์” กับแพลตฟอร์มวิดีโออื่นๆ ด้วย
อีกทั้งผู้ใช้ยังมีแนวโน้มที่จะแสดงความคิดเห็นผ่าน “คอมเมนต์” บนวิดีโอที่รับชมร่วมกับผู้อื่นในปาร์ตี้รับชม (Watch Party) มากกว่าการรับชมวิดีโอเพียงลำพังถึง 8 เท่าด้วย
แนวคิดของ “เฟซบุ๊ก วอทช์” ไม่ได้แตกต่างไปจากการนำเสนอเนื้อหาอื่นๆ ของเฟซบุ๊กที่จะมีการคัดสรรให้ตรงกับความสนใจของแต่ละคน
สำหรับผู้ผลิตคอนเทนต์ ถ้าเนื้อหามีคุณภาพ มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คนขึ้นไปที่มีการรับชมวิดีโอต่อเนื่องอย่างน้อย 1 นาที สำหรับวิดีโอความยาว 3 นาที จะใช้ฟีเจอร์ “Ad Break” หรือ “การคั่นโฆษณา” ได้
เมื่อยอดการรับชม 1 นาที ถึง 30,000 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 60 วันที่ผ่านมาก็จะสามารถสร้างรายได้ได้
ดังนั้น คอนเทนต์ “วิดีโอ” ที่ทำขึ้นมาจึงควรมีความยาวไม่น้อยกว่า 3 นาที เพื่อที่จะใส่ “โฆษณาคั่น” แทรกลงไปในวิดีโอได้ ปัจจุบันมีเพจต่างๆ ใช้การคั่นด้วยโฆษณาเป็นประจำเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และมีเพจที่มีรายได้กว่าพันเหรียญต่อเดือนเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า และมากกว่าหมื่นเหรียญมีเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า
ในประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จแล้ว ได้แก่ “เพจดอยแม่สลอง” เป็นเพจของนักศึกษาจบใหม่ที่ชื่นชอบการสร้างสรรค์วิดีโอ แล้วผลิตละครดิจิทัลบน “เฟซบุ๊ก” จนมีผู้ติดตามจำนวนมาก
และเมื่อสามารถใช้การคั่นด้วยโฆษณาก็เริ่มทำจนสามารถขยายธุรกิจ ขยายทีมงานเป็นกว่า 20 คน มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกของปีนี้ 90% ของวิดีโอของ “เพจดอยแม่สลอง” มีผู้ชมที่ดูคอนเทนต์นานถึง 1 นาที อย่างน้อย 3 แสนครั้ง
ไม่ใช่แค่ “การคั่นโฆษณา” ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ให้บริการในไทยแล้ว เช่น พรีเมียร์ (Premiere) การแจ้งเตือนให้ผู้ใช้รับชมวิดีโอในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้วยการกำหนดเวลาฉายคล้ายการฉายภาพยนตร์, เผยแพร่สด (LIVE) ได้, มีปาร์ตี้รับชม (Watch Party) เชื่อมต่อเพื่อนๆ เพื่อรับชมวิดีโอร่วมกันตามเวลาจริงภายในกลุ่ม แชร์ความคิดเห็นตามเวลาจริงได้, กำหนดเวลา และเล่นซ้ำได้
ในปาร์ตี้รับชมยังตั้งค่าให้เป็นเนื้อหาที่มีแบรนด์ได้ มีฟีเจอร์โพลล์ (Poll) ให้ผู้ใช้โหวตเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเนื้อหาวิดีโอเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม มีสตูดิโอครีเอเตอร์ (Creator Studio) ที่ใช้โพสต์ จัดการ สร้างรายได้ และวัดผลเนื้อหาได้ทั้งบนเฟซบุ๊ก และ Instagram (IG)
“แมทธิว เฮนนิก” หัวหน้าฝ่ายการวางแผนกลยุทธ์ด้านคอนเทนต์เฟซบุ๊ก กล่าวว่า การสร้างเครื่องมือต่างๆ ก็เพื่อให้ผู้ผลิตเนื้อหานำเสนอเนื้อหาได้ตรงจุด และเอื้อให้เกิดการสร้างรายได้ นอกเหนือไปจากการลงทุนด้านเนื้อหาทั้งในลักษณะความร่วมมือ และการมีเนื้อหาที่ผลิตขึ้นเอง (Original Content)
“ภารกิจเฟซบุ๊กคือการสร้างเครื่องมือเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในการรับชม และทำให้ครีเอเตอร์มีรายได้จากคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นมาได้”
สำหรับผู้ผลิตเนื้อหา ผู้บริหารเฟซบุ๊กแนะนำว่านอกจากคุณภาพเนื้อหาแล้วต้องทำให้มีความต่อเนื่องเพื่อให้คนกลับมาติดตามชมจนเป็นกิจวัตร และเกิดการมีส่วนร่วมระหว่างผู้รับชม และผู้ผลิตคอนเทนต์
ในประเทศไทย “เฟซบุ๊ก” ร่วมกับพาร์ตเนอร์หลายรายเพื่อสร้างคอมมูนิตี้ในการรับชมวิดีโอให้แข็งแรง เช่น “เวิร์คพอยท์” นำรายการที่ได้รับความนิยมมาเผยแพร่ เช่น รายการ The Rapper, The Mask Singer, Social Icon เป็นต้น
ส่วนด้านละครก็มี “บีอีซี” หรือช่อง 3 และช่องวันที่นำคลิปวิดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำ และเนื้อหาฉบับเต็มก่อนตัดต่อมาเผยแพร่ และเปิดโอกาสให้คนดูมีส่วนร่วมในการโหวตตอนจบ เพราะกลุ่มคนดูละครจำนวนมากชอบพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาในละคร
เชื่อว่า “เฟซบุ๊ก” คงจะมีความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ ตามมาอีกมากมายเพื่อผลักดันการสร้างวิดีโอคอนเทนต์ใหม่ๆ ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้ที่มีความแตกต่างและหลากหลาย
ทั้งหมดก็เพื่อเพิ่มแม่เหล็กดึงดูดให้คนใช้งานนานขึ้นและมากขึ้น

