แดดเดียว : คุณลุงกับ Google

บรรดากองเชียร์ลุงตู่ต้องกินยาแก้ปวดหัวเป็นกำมือ

หลังจาก ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ไปประชุมสมัชชายูเอ็น ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

แล้วนายกฯ รับเชิญไปพูดที่ Asia Society นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 25 กันยายน พูดถึงการหาข้อมูลจาก Google ของคนไทย ในทำนองว่า ยังไม่ค่อยใช้กันทำให้เป็นปัญหา

กลายเป็นข่าวเกรียวกราว เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกครื้น

นี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของการมีชีวิตอยู่ ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสิ่งที่เรารู้และไม่รู้มากมาย

นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น คนที่ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ จะอยู่ในสภาพที่ไม่ได้อัพเดตตัวเองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

โดยเฉพาะคนที่อายุมากๆ เคยชินกับสภาพชีวิตที่ผ่านมา 50-60 ปี

แต่ใน 20-30 ปีที่ผ่านมานี้ โลกเราเปลี่ยนไม่หยุด สะสมมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาแสดงคุณภาพใน 4-5 ปีที่ผ่านมา และน่าจะแรงขึ้นอีก ในเวลาต่อไปนี้

การสื่อสารสมัยใหม่ เติบโตจาก 1G และ 2G ในทศวรรษแปดสิบ โทรศัพท์เคลื่อนที่สมัยนั้นมีข้อจำกัดมากมาย แต่เดี๋ยวเดียว แปลงกายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์ปัจจุบันขาดไม่ได้

ถึงวันนี้ คือ 4G จะเป็น 5G ในปี 2562-63 นี้แล้ว

ผลคือสื่อต่างๆ สั่นสะเทือน อย่าว่าแต่สื่อกระดาษ ขนาดทีวีก็ยังกำไรหด ต้องคืนช่องกันเป็นทิวแถว เพราะสื่อออนไลน์ตอบโจทย์เร็วกว่า มาทั้งภาพเคลื่อนไหว ข่าว อัพเดตไปตามสภาพเหตุการณ์

สมัยก่อนมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ต้องมีทีวีไปถ่ายทอด มีรถโมบายล์ไปจอด เหมือนมีห้องส่งเคลื่อนที่ แต่เดี๋ยวนี้ นักข่าวพกสมาร์ทโฟนไป 1 ตัว ใช้เฟซบุ๊กทำไลฟ์สตรีมมิ่ง ไม่มีต้นทุนใดๆ แต่นำเอาเหตุการณ์ต่างๆไปสู่ผู้ชมได้ทันที

ห้างร้านต่างๆ สั่นสะเทือน เพราะเจอขายของออนไลน์ มีทั้งที่เปิดเป็นกิจการใหญ่ อย่างลาซาดา, อาลีบาบา, ช้อปปี ฯลฯ และเป็นของรายย่อย นั่งขายนอนขายอยู่ที่บ้าน

ลูกค้าเดี๋ยวนี้เดินเข้าห้างยักษ์ รับแอร์เย็นๆ หมายตาสินค้าที่ชอบ เช็กราคา แล้วไปนั่งกินกาแฟ ใช้ไวไฟฟรีเสิร์ชหาสินค้าชนิดเดียวกันในอินเตอร์เน็ต

ส่วนมากเลย จะมีราคาถูกกว่าในห้างเป็นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้น เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุน อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องการขนส่ง คุณภาพสินค้า แต่ก็ยังมีสิทธิบอกปัดไม่รับสินค้าได้

ในร้านค้าออนไลน์ บางครั้งยังมีสินค้าบางอย่าง ที่ไม่มีวางขายในห้างร้านทั่วไป เรียกว่า เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ประเภทอาหาร ทั้งของสด และอาหารปรุงจากร้านดังๆ มีบริการส่งถึงบ้าน สั่งซื้อออนไลน์กันง่ายๆ

ธนาคารต่างๆ ซึ่งถือเป็นกิจการใหญ่ระดับชาติ ก็ลำบากไปตามๆ กัน ต้องปรับตัวเป็นอีแบงก์ ทำแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ลูกค้าฝาก ถอน โอน กันง่ายๆ

พนักงานตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ที่เมื่อก่อนดุจังเลย ดุลูกค้าแว้ดๆ ตอนนี้ก็เป็นอันว่า ไม่ค่อยได้เจอกันแล้ว

เทคโนโลยีเข้ามาทำให้บรรดา “ยักษ์ใหญ่” ทั้งหลาย ต้องชำเลืองดูพุงตัวเอง แล้วรีบรีดไขมัน ปรับลุค วิธีพูดจาสื่อสารกันใหม่หมด

ไม่อย่างนั้น จะสื่อสารกับสังคมสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตขึ้นมาได้ยาก

ธุรกิจบันเทิงก็เปลี่ยน เนื้อหาสาระของหนัง เพลง ละคร จะเล่าเรื่องอะไร จะสะท้อนอะไร ต้องค้นคว้าวิจัยตลาด ศึกษาคนอ่านกันมากหน่อย

ดารานักร้องบางคน ไม่ปรับตัว ไม่ปรับความคิด ทะเล่อทะล่าแสดงความคิดความเห็นไม่เข้าง่ามขึ้น โดนสังคมแบน ผลก็คือ “เจ๊ง”

การแจ้งเกิดของศิลปิน ไม่ต้องเข้าระบบค่าย ไม่ต้องโปรโมตผ่านสื่อวิทยุ ทีวี หนังสิอพิมพ์ เหมือนสมัยก่อน

ขอแต่มีกึ๋น แต่งเพลง ทำดนตรีด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มิกซ์ให้เข้าที่ แล้วไปอัพโหลดในยูทูบ หาทางกระจายต่อไปทางโซเชียลมีเดียต่างๆ

ยอดวิวสูงๆ ขึ้นมา ค่ายเพลงก็จะเข้ามาดึงตัวไปต่อยอด เรียกว่าประหยัดไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย

การฟังเพลงจากซีดี หมดไปเรื่อยๆ เพราะดาวน์โหลดฟังกันเป็นเพลงๆ เสียเงินนิดหน่อย แถมยังมีช่องทางให้เลือกฟังได้อีกเยอะแยะ ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ

เกิดการกลับมาของ “แผ่นเสียงไวนิล” ที่เคยเป็นหลักในยุค 50-60-70 ก่อนแทนที่ด้วยเทปรีล เทป 8 แทรค และเทปคาสเซ็ต ก่อนจะมาเป็นซีดี

คนอายุ 50 อัพสมัยนี้ ไม่ออกจากบ้านสักเดือนสองเดือน แล้วต้องออกมา จะรู้สึกงงๆ ไปไหนไม่ค่อยถูก

การเปลี่ยนแปลงมันแรงขนาดหวิดๆ จะต้องร้องขอชีวิตกันเลยทีเดียวเชียว !!

ทั้งหมดนี้ คือ โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

Google เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง

ด้วยสัจธรรมที่ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ วันหนึ่งกูเกิลก็อาจจะสิ้นบทบาทไปก็ได้ รวมถึงเว็บยักษ์ชื่อดังๆ อย่างอื่นๆ

ต่อให้ทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่โลกข้างหน้า เป็นโลกที่ยากแก่การพยากรณ์ การปรับเปลี่ยนตัวเองให้รองรับความต้องการของผู้ใช้อย่างทันการณ์ตลอดเวลา คือหนทางเดียว ใครทำได้เนียนกว่า เร็วกว่า ก็รอด

ในการเปลี่ยนแปลงที่ฝุ่นตลบอยู่ในขณะนี้ เว็บไซต์ google เป็นเสิร์ชเอนจิ้น หรือเครื่องมือเสาะค้นที่ประชาชนไทยเข้าใช้งานเป็นอันดับต้นๆ

ส่วน youtube มาเป็นที่สองบ้าง สามบ้าง

เสิร์ชเอนจิ้นที่จริงมีหลายยี่ห้อ แต่ยอดนิยมยืนหนึ่งในบ้านเราด้วยส่วนแบ่งตลาด 99.33% ก็คือ google นี่เอง

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเดินผ่านประชาชนคนไทยที่กำลังนั่งเขี่ยโทรศัพท์ แล้วเดินเข้าไปบอกว่า อยากรู้อะไรให้เปิดกูเกิลนะจ๊ะ จึงอาจจะเจ็บหนักออกมาก็ได้

ใครไม่เชื่อจะลองดูก็ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นๆ กันอยู่

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สุดทึ่ง! ม้าทรง-ลูกศิษย์เดินลุยกองไฟด้วยเท้าเปล่า หนึ่งในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ประเพณีถือศีลกินเจเมืองตรัง
บทความถัดไปจีน 70 ปี : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช