แม้จะเริ่มรู้กันเยอะแล้วว่าการสร้างความสำเร็จบนเส้นทางของ “สตาร์ตอัพ” ไม่ได้เรียบหรูดูดี และง่ายเลย หากต้องใช้แรงพลัง ความอึดถึกทน ไม่ต่างไปจากการก่อร่างสร้างธุรกิจในคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่วิถี “สตาร์ตอัพ” ก็ยังเป็นความใฝ่ฝันของเด็กรุ่นใหม่คนรุ่นใหม่
สำหรับเด็กจบใหม่ สิ่งที่บรรดา “กูรูสตาร์ตอัพ” ทั้งหลายมักแนะนำก็คือควรไปทำงานในบริษัทต่างๆ ก่อนสัก 2-3 ปีเป็นอย่างน้อยเพื่อสั่งสมประสบการณ์และเรียนรู้ระบบงาน ไม่ว่าจะไปอยู่กับบริษัทสตาร์ตอัพหรือไม่สตาร์ตอัพก็ได้
การเป็น “สตาร์ตอัพ” คือการเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องทำทุกสิ่งอย่างเอง ถ้าเรียนจบมาแล้วเข้าสู่วิถีสตาร์ตอัพเลยอาจปีกหักตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มอะไร
บริษัทอื่นอาจปวดหัวกับการที่คนทำงานลาออกไปเป็น “สตาร์ตอัพ” แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อย่าง “แสนสิริ” กลับไฟเขียวให้บริษัทในเครือ “สิริเวนเจอร์” ผุดโปรเจ็กต์ “The Founder” ขึ้นมาปั้นพนักงานให้ไปเป็น “สตาร์ตอัพ” โดยเฉพาะ
The Founder เป็นโรดแมปพัฒนาธุรกิจหลักสูตรเข้มข้นระยะเวลา 3 ปี (2019-2021) ครอบคลุมตั้งแต่การฝึกอบรมการสร้างแผนธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาไอเดียผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Paper Prototype) ต่อยอดไอเดียให้เกิดขึ้นจริงด้วยการใส่เงินทุนเริ่มต้นให้ (Seed Funding) โดยปีนี้ทั้งแสนสิริ และสิริเวนเจอร์ส เตรียมงบประมาณไว้สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมที่ผ่านเข้ารอบสูงสุดรวมกัน 36 ล้านบาท หรือไม่เกินทีมละ 3 ล้านบาท
แล้วทำไมต้อง Prop Tech
จิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริ เวนเจอร์ส จำกัด (SIRI VENTURES) กล่าวว่า PropTech เปรียบเสมือนอาวุธสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกแต่ในประเทศไทยยังมีสตาร์ตอัพด้านนี้ค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
รายงาน PropTech : A Global Perspective ของ Unissu ษริษัทวิจัยด้าน PropTech ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าในปี 2018 สตาร์ตอัพด้าน PropTech ทั่วโลกมีมากกว่า 7,000 ราย และสามารถระดมทุนได้มากถึง 1.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา
“ตลอด 2 ปี ในการลุยธุรกิจ PropTech อย่างจริงจัง เรามองเห็นถึงโอกาสที่ยังต้องการเมล็ดพันธุ์คุณภาพอีกมาก ซึ่งสามารถบ่มเพาะได้จากทรัพยากรบุคคลของแสนสิริที่ทำงานและคลุกคลีอยู่ในวงการโดยตรง”
โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่แก่อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย ถือเป็น Internal Incubator ภายใต้ความร่วมมือของแสนสิริ และสิริเวนเจอร์ส ซึ่งในภาพรวม The Founder จะนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน คือการพัฒนาองค์กร, พนักงาน, ลูกค้า และส่งเสริมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์
ถ้าเกิดสตาร์ตอัพด้าน PropTech เพิ่มขึ้นสัก 1-2 ราย หรือ 3 รายก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะสตาร์ตอัพด้านนี้ในประเทศไทยมีน้อยมากแค่หลักสิบรายเท่านั้น
“เราเชื่อเรื่องนวัตกรรมและความสามารถของคนในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เปลี่ยนวิธีตั้งคำถามใหม่ เป็นว่าแต่ละหน่วยงานในองค์กร มี Pain Point หรือความท้าทายด้านใดบ้างที่ควรนำนวัตกรรมหรือวิธีการใหม่ๆ มาแก้ปัญหา ซึ่งคนในองค์กรน่าจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดอยู่แล้วว่าบริษัทต้องการนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรที่จะมาช่วยทำให้การทำงานของเขาดีขึ้น ทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น เพราะเขาอยู่กับลูกค้าโดยตรงและเป็นผู้ที่ได้สัมผัสระบบงานต่างๆด้วยตัวเอง”
หลังเปิดตัวโครงการ The Founder ไปเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีพนักงานรวมทีมกันมาเสนอโครงการกว่า 30 ทีม และผ่านการคัดเลือก 12 ทีม เพื่อเข้าสู่การบ่มเพาะแล้ว
การบ่มเพาะพนักงานให้เป็น “สตาร์ตอัพ” แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ “Rise-Bounce-Shoot”
เริ่มจาก “Rise” ทั้ง 12 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกยังทำงานประจำตามปกติ โดยโปรเจ็กต์ที่เสนอมาถือเป็นภารกิจเพิ่มเติม ไม่ได้เงินเดือนเพิ่มแต่ได้ประสบการณ์ในการเรียนรู้สิ่งใหม่, การทำงานเป็นทีม และโอกาสในการลองทำธุรกิจสตาร์ตอัพ
ในเฟส Rise ใช้เวลา 3 เดือน ก่อนเข้าสู่เฟสที่ 2 “Bounce” ที่นี้ใช้เวลามากที่สุด ประมาณ 12 เดือน ทีมที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่รอบนี้จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน ทีมละไม่เกิน 3 ล้านบาท, อบรมตั้งแต่การพัฒนาโปรดักต์, การตลาด และอื่นๆ เพื่อสร้างสินค้าหรือบริการต้นแบบ (Product Prototype)
ในเดือนที่ 12 เข้าสู่ช่วงสุดท้าย เรียกว่า “Shoot” โดยทีมที่ประสบความสำเร็จจะเลือกได้ว่าจะแยกออกมาประกอบธุรกิจสตาร์ตอัพเต็มตัวหรือตั้งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ของแสนสิริก็ได้
ตัวอย่าง 3 ใน 12 ทีมที่ผ่านเข้าโครงการ The Founder ได้แก่ ทีม “Con?s Go” พัฒนาเทคโนโลยีที่เพิ่มความแม่นยำ และลดขั้นตอนข้อผิดพลาดจากการประเมินราคาในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ
ทีม “Decode” สร้างโซลูชั่นที่ช่วยเฟ้นหาตลาดใหม่สำหรับการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เช่น การให้สินเชื่อระหว่างบุคคลต่อบุคคล (P-to-P) เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
และทีม “Fur-Full-Feel” จัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในคอนโดด้วยโมเดลธุรกิจการเช่าเฟอร์นิเจอร์เพื่อเติมเต็มไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่
หนึ่งในตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการ The Founder บอกว่าที่ผ่านมาพบปัญหาบางอย่างในระบบงานที่อยากแก้ และมีความสนใจธุรกิจสตาร์ตอัพด้วยแต่ถ้าจะให้ลาออกจากงานประจำมาทำก็เสี่ยงเกินไป เมื่อบริษัทมีโครงการนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีมาก ไม่มีความเสี่ยงใดๆ เพราะไม่ต้องลาออกจากงานเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่
ในมุมของผู้บริหาร “สิริเวนเจอร์” เชื่อว่าโปรเจ็กต์นี้น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้คนในองค์กรได้มาก เพราะการทำสิ่งใหม่ในหมวกของการเป็น “ลูกจ้าง” จะได้ความทุ่มเทระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นในหมวกของ “เถ้าแก่” ก็จะทวีคูณขึ้นไปอีก

