เมื่อเรากระทำในสิ่งที่ขัดต่อสำนึกดีงามในจิตใจ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ความรู้สึกผิด”
รู้สึกผิดมากน้อยขึ้นอยู่กับเรายึดถือว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่หรือเล็กบ้าง จากผลที่ตามมาบ้าง จากคนที่ได้รับผลจากการกระทำของเราบ้าง
ขึ้นอยู่กับระดับความสำคัญที่เรายึดถือไว้
นั่นเป็นความรู้สึกที่เราสัมผัส
แต่ไม่ว่าจะสำคัญแค่ไหนก็ตาม ที่น่าสนใจกลับเป็นท่าทีที่เราเลือกมาจัดการกับเรื่องราวนั้น
ปล่อยเลยไม่ใส่ใจ หาเรื่องอื่นมาคิดอ่านเพื่อกลบให้เลือนจากความทรงจำ โทษคนอื่นสิ่งอื่นว่าทำให้ก่อเรื่องที่เกิดความรู้สึกผิดนั้นขึ้นมา หรือหาทางแก้ตัวทางใดทางหนึ่งให้คิดไปในทางที่ตัวเองพ้นไปจากความผิด
อาจจะได้ผล เพียงแต่เป็นวิธีบรรเทาได้ชั่วคราว
ด้วยว่าเมื่อสำนึกของเรายึดถือว่าเป็นความผิด เป็นความไม่ดี
แต่หาทางออกด้วยวิธีกลบฝังไว้ หรือโยนไปให้เป็นผลจากการกระทำของคนอื่น ดึงตัวเองออกมาเสียจากความรู้สึกผิดนั้น
ทางออกในวิธีนี้เป็นทางชั่วคราว เพราะที่สุดแล้วจิตใจของเราจะย่อมรับรู้อยู่ว่าเป็นความไม่ดี
หรือไม่ก็การที่เราโยนความผิดไปให้คนอื่น เพื่อให้ความรู้สึกผิดของตัวเองจางคลาย ย่อมก่อทรรศนะต่อคนที่เราโยนไปให้ขึ้นในใจ
เพาะความรู้สึกเกลียดชังขึ้นมาแทนความรักใคร่ชอบพอ
การเพิ่มความชังไม่ว่าจะกับคนที่เคยรัก คนที่เฉยๆ หรือคนที่เกลียดอยู่บ้างแล้ว จะมากำหนดท่าทีที่เราจะแสดงออกต่อคนผู้นั้น
สำนึกแห่งมิตรภาพจะเลวร้ายลง
ขณะเดียวกัน หากเราพยายามคิดไปในเรื่องที่กระทำไม่ใช่ความผิด ไม่ควรรู้สึกผิด
สำนึกแห่งความรับผิดชอบ มุมมองต่อความชั่วความดีของเราจะเปลี่ยนแปลงไป การแสดงความคิดความอ่านของเราจะแปรเปลี่ยนไป
อาจจะไปถึงขั้นที่เรากลายเป็นผู้ปกป้องเรื่องที่เคยเห็นว่าเลวทราม ไม่เปลี่ยนไปรักคนที่เห็นไปทางเดียวกัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เรายอมรับคนที่คิดเช่นนั้นไม่ได้
นี่คือ ผลกรรมที่เกิดจากความรู้สึกผิด ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
ดังนั้น เมื่อเรารู้สึกผิดต่อเรื่องใด สิ่งที่ควรกระทำคือ ต้องถามตัวเองว่า เรื่องราวนั้นเป็นความผิดหรือไม่ ที่สำคัญคือต้องหาคำตอบโดยไม่ปกป้องตัวเอง
วิธีการคือหาทางที่จะมองว่าเรื่องนี้หากคนอื่นกระทำ เราจะคิดอย่างไร เป็นคนอื่นที่เราไม่ชอบไม่ชัง ไม่เอาความรัก หรือเกลียดเข้าไปช่วยตัดสิน
เรายังคิดว่าเป็นการสมควรจะต้องยึดถือว่าเป็นความผิด ไม่ควรกระทำหรือไม่
หากเราเห็นว่าไม่ควรยึดถือ เรื่องนั้นก็น่าจะจบลงโดยง่าย แต่เราเลิกยึดถือ ปล่อยทรรศนะที่ยึดการกระทำเช่นนั้นว่าเป็นความผิดไปเสียจากใจเรา ต่อไปหากมีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เราไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิด
แต่หากเรายังคิดว่านั่นเป็นความผิด
จงปล่อยให้ใจเราดื่มด่ำความผิดนั้น แม้จะรู้สึกขมขื่นแค่ไหน จงอดทนที่จะดื่มด่ำ เพื่อสัมผัสถึงความรู้สึกผิดนั้นให้ถึงแก่น โดยไม่โยนไปให้คนอื่น สิ่งอื่นต้องรับผิดชอบ
การดื่มความขมขื่นจนสั่นสะท้าน ยะเยือกในจิตใต้สำนึก จะช่วยเราสร้างจิตสำนึกที่เข้มแข็ง และฉับไวขึ้น ต่อไปหากมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก เราจะตัดสินใจอย่างอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรได้เด็ดขาด
เมื่อความรู้สึกผิดเกิดขึ้น
จึงขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำให้ตัวเองอ่อนแอลง ด้วยการโทษสิ่งอื่น คนอื่น หรือเก็บความวิตกกังวลต่อความรู้สึกผิดที่ยังอยู่ในใจ
หรือสร้างความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยวที่จะจัดการกับเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างฉับไว เด็ดขาด
บุคคลิกภาพจะเป็นแบบไหน ล้วนแล้วแต่เราสร้างขึ้นมาเอง
“ความรู้สึกผิด” เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราใช้สร้างบุคคลิกภาพของเรา

