
ผู้มีอำนาจในรัฐบาล “สืบทอดอำนาจ” ล้วนรังเกียจความคิดต่าง แล้วมองผู้คิดต่างเป็นศัตรู จึงกีดกันและปิดกั้นจนถึงจำกัดและกำจัดคนคิดต่าง ด้วยเครื่องมือสำคัญและทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่ง คือ “กฎหมายปิดปาก” เพื่อสร้าง “อาณาจักรแห่งความกลัว” ให้หัวหด แล้วหดหัวของตน
อาจารย์มหาวิทยาลัยบางฝูง รังเกียจความคิดต่าง แล้วเห็นผู้คิดต่างเป็นศัตรู จึงกีดกันและปิดกั้นจนถึง “จำกัด” และ “กำจัด” คนคิดต่าง ด้วยสนึกไม่ต่างจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล “สืบทอดอำนาจ” ดังมีผู้แบ่งปันเผยแพร่ข้อความในโซเชียลเมื่อนานหลายวันมาแล้ว และมีผู้ปริ๊นต์ส่งให้อ่าน ดังนี้
นักวิชาการอาจารย์มหาวิทยาลัยล้วนอยู่ใต้อำนาจทางการเมือง (โดยไม่มีข้อยกเว้น) ตั้งแต่มีนักวิชาการและอาจารย์คนแรกหรือกลุ่มแรกในโลก
ในไทยมีนักวิชาการบางฝูงในมหาวิทยาลัยและในหน่วยงานรัฐราชการ ต่างอ้างตนเป็นคนดี “ดีจัดดัดจริต” หลอกตัวเองและหลอกคนอื่นว่าฝูงตนเป็นผู้ประพฤติธรรม “ไม่การเมือง” แต่ในชีวิตจริงทั้งฝูงนั่นแหละยกโขยง “เป่านกหวีด” ป่าวร้องรัฐประหารจนบ้านเมืองถดถอยด้อยประสิทธิภาพกระทั่งทุกวันนี้
ขณะเดียวกันนักวิชาการฝูงนี้มีพฤติกรรมและมีปฏิบัติการแบบการเมืองอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเผด็จการทหาร คือ มองผู้คิดต่างเป็นศัตรู แม้ “แนวคิดสากล” ก็ถูกมองเป็นศัตรูที่ต้องถูกทำลายล้างผลาญเร็วที่สุด ต้องเริ่มถล่มด้วย “เฟกนิวส์” อย่างต่อเนื่องจนกว่าศัตรูจะสิ้นซาก โดย “แช่แข็ง” ความรู้ก้าวหน้าทางวิชาการ ส่งผลนักศึกษาล้าหลังและถดถอยด้อยคุณภาพตราบถึงปัจจุบัน
นักวิชาการฝูงนี้มีปากไว้ฟูมฟายสูตรสำเร็จทางศีลธรรม ว่าทางวิชาการความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วถ้าใครคิดต่างถือเป็นศัตรูที่ต้องถูกถล่มแล้วกำจัดทั้งนั้นไม่มีเว้น
