อาศรมมิวสิก : เสียงลมหายใจ เสียงใสใจสะอาด : โดย สุกรี เจริญสุข

เมื่อตุลาคมปี 2555 ผมได้ติดตามลูกสาวไปเข้าโครงการวิปัสสนา 10 วัน ที่จังหวัดพิษณุโลก เพราะก่อนหน้านั้น ลูกสาวก็ได้ไปวิปัสสนามาหลายครั้งแล้ว จึงมีความสงสัยว่าเป็นอะไร ติดต่อก็ไม่ได้เพราะปิดมือถือ เมื่อกลับมาก็ได้ถามลูกสาวว่าไปทำอะไรบ้าง ก็ได้คำตอบว่า “ฤๅษีสอนไม่ได้หรอก ต้องค้นหาด้วยตัวเอง” ในที่สุดก็ตัดสินใจตามไปปฏิบัติธรรม เข้าโครงการวิปัสสนา 10 วัน เพื่อจะได้รู้ว่าลูกสาวไปทำอะไร

ปลายปี 2555 ได้ตามไปดูกิจกรรมวิปัสสนาที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เป็นสำนักวิปัสสนาโลก เปิดใช้เมื่อปี 2552 ขณะนั้น เจ้าสำนัก ท่านสัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (Satya Narayan Goenka) ยังมีชีวิตอยู่ และในเดือนกันยายนปีต่อมา ท่านโกเอ็นก้าก็ได้เสียชีวิตลง ด้วยวัย 90 ปี (พ.ศ.2467-2556)

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ผมก็ได้เข้าโครงการวิปัสสนาอีก 10 วัน ที่จังหวัดลำพูน คราวนี้เพื่อต้องการค้นหาคำตอบของตัวเองที่เคยมีข้อสงสัย ตามหาความกระจ่างแจ้งของตัวเอง เพราะข้อสงสัยที่มีอยู่ในใจก็ผุดออกมาเรื่อยๆ เมื่อปี 2526 ผมมีโอกาสถามข้อสงสัยกับท่านพุทธทาสว่า อุโบสถศีลข้อที่เจ็ด ที่ให้ละเว้นการฟ้อนรำขับร้องและประโคมดนตรี เพราะเป็นข้าศึกแห่งกุศล ในเมื่อผมเป็นนักดนตรี ผมก็เป็นคนบาปใช่ไหม ท่านพุทธทาสได้ให้คำตอบว่า…

“ดนตรีและศิลปะบริสุทธิ์มีคุณสนับสนุนความมีจิตว่าง… เราฟังดนตรีกันที่ความไพเราะก็เหมือนกับการศึกษาธรรมะ ก็เพราะความไพเราะของพระธรรม” ซึ่งผมได้นำข้อความดังกล่าวไปตีพิมพ์ลงในหนังสือศิลปะการเป่าแซกโซโฟน พ.ศ. 2529

ส่วนข้อข้องใจอีกข้อหนึ่ง เพิ่งเรียนรู้ทีหลังที่ยังหาคำตอบไม่ได้ พบว่าในวรรณคดีเรื่องนางนพมาศเขียนบอกไว้ว่า “พวกร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่า (เขย่าชักขูดดูดกวน) ตายไปแล้วจะตกนรกชั้นโลหกุมภี ซึ่งต้องเวียนว่ายตายเกิดชั่วพุทธันดร” แสดงว่าพวกนักดนตรีหรือพวกที่ประกอบอาชีพขับร้องฟ้อนรำทั้งหลาย เมื่อตายไปแล้วก็ต้องตกนรกใช่ไหม ซึ่งนักปราชญ์ที่เคารพนับถือก็ตายไปแล้ว ก็ต้องค้นหาคำตอบต่อไป

หากศึกษาข้อมูลเรื่องของดนตรี ซึ่งโบอีทีส (Boethius) นักปราชญ์ชาวกรีก ได้แบ่งดนตรีออกเป็น 3 ชนิด คือ ดนตรีในจักรวาลหรือเสียงดนตรีที่มีอยู่ในธรรมชาติ ดนตรีชนิดที่สองคือเสียงที่เกิดจากธาตุต่างๆ ซึ่งมีดินน้ำลมไฟประกอบอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้ว ส่วนดนตรีชนิดสุดท้ายคือเสียงที่ออกมาจากเครื่องดนตรี ซึ่งปัจจุบันคนเข้าใจว่ามีดนตรีชนิดนี้เท่านั้นที่นับว่าเป็นดนตรี

ท่านสัตยา นารายัน โกเอ็นก้า ใช้ดนตรีที่อยู่ในธรรมชาติ เสียงนกเค้าแมวปลุกตอนตี 4 เมื่อถึงเวลา 05.45 น. ก็จะได้ยินเสียงนกนานาชนิดบินออกหากิน เสียงลมพัด เสียงพัดลม เสียงฟ้าร้อง เสียงฝนตก เสียงของความเงียบที่เป็นเสียงของธรรมชาติ คนในเมืองมีโอกาสได้ฟังน้อยเต็มที แม้แต่แสงดาวในยามค่ำคืน คนในเมืองก็ไม่เคยเห็น

ท่านโกเอ็นก้า ใช้หูตาจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่รับรู้ความรู้สึกของทุกคนที่ได้เข้าเรียนและใช้เสียงของท่านเป็นอุปกรณ์การทำวิปัสสนา ทั้งลมหายใจ ลมปราณ ใช้เสียงเต้นของหัวใจ เสียงขับร้อง เสียงสวดมนต์ ซึ่งเสียงสวดของท่านโกเอ็นก้านั้น สั่นสะเทือนไปทั้งสำนักวิปัสสนา เสียงท่านต่ำ เป็นเสียงบาริโน (Baritone) ต่ำลงไปถึงเสียงเบส (Bass) เมื่อท่านสวดมนต์ เสียงเริ่มจากส่วนบนลงไปสู่ส่วนล่าง เริ่มจากที่ริมฝีปาก ต่ำลงไปถึงกระบังลม แล้วจบลงด้วยลมหายใจครือๆ อย่างอัศจรรย์ยิ่ง เพราะท่านใช้เสียงดนตรีในจักรวาลและดนตรีในร่างกายมนุษย์เป็นอุปกรณ์การสอนวิปัสสนา

สำหรับพื้นที่วิปัสสนาประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ 5 อย่างด้วยกัน คือ ความมืด การนั่งปิดตา ความนิ่งของร่างกาย ความเงียบของห้อง เงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจหรือได้ยินเสียงหัวใจเต้น สุดท้ายคือท่านใช้ความสงบ เพราะความสุขยิ่งกว่าสงบไม่มี

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่เข้าร่วมในโครงการไปวิปัสสนา 10 วันนั้น ต้องปิดปากไม่ให้มีเสียงพูด ไม่มีการสบตาหรือแตะเนื้อต้องตัวผู้อื่น ริบโทรศัพท์มือถือ ริบการติดต่อกับภายนอกเสียสิ้น กินอาหารละเว้นเนื้อสัตว์เป็นมังสวิรัติวันละ 2 มื้อ วิปัสสนาวันละ 13 ชั่วโมง มีเวลากินน้ำกินอาหารและทำธุระส่วนตัว 4 ชั่วโมง ที่เหลือเวลานอน 7 ชั่วโมง ทุกคนรักษาศีลอย่างเคร่งครัดในระยะเวลา 10 วัน

ที่พักนั้นเป็นโรงแรม 8 ดาว ดาวที่หนึ่งคือมีห้องนอนส่วนตัวที่เรียบง่ายสะอาด ดาวที่สองมีห้องน้ำส่วนตัว ดาวที่สามมีความมืด ดาวที่สี่มีความเงียบ ดาวที่ห้ามีอาหารมังสวิรัติ 2 มื้อ ดาวที่หกต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ดาวที่เจ็ดแวดล้อมอยู่กับธรรมชาติ มีดวงดาวนับล้าน อากาศสะอาด ดาวที่แปดคนที่เข้าวิปัสสนาก็มีบุญที่มีโอกาสได้แสวงบุญอย่างเต็มที่ เพราะทุกอย่างมีผู้บริจาคให้เป็นทานเรียบร้อย ซึ่งเป็นมิติของความศิวิไลซ์ที่หาได้ยากจากโลกปัจจุบัน เป็นการให้ทานด้วยใจบริสุทธิ์ แถมมีธรรมบริกรคอยบริการ

ท่านโกเอ็นก้าเชื่อว่า ตนเองเท่านั้นที่จะตอบเฉลยความทุกข์หรือความสุขของตัวเองได้ เพราะไม่มีใครช่วยได้ นอกจากเรียนรู้ด้วยตัวเองและช่วยตัวเอง

เจ้าของหลักสูตรท่านโกเอ็นก้านั้น จัดระบบการเรียนวิปัสสนาไว้อย่างยอดเยี่ยม เฉียบคม มีผู้ที่สืบทอดดำเนินการโดยจิตศรัทธาเป็นหลัก ท่านเจ้าสำนักเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติรู้จักมนุษย์ รู้จักเรื่องทุกข์ รู้จริงในเรื่องธรรม และรู้แจ้งในหนทางดับทุกข์ ท่านโกเอ็นก้าเป็นผู้มีประสบการณ์สูง ท่านเป็นนักธุรกิจที่ได้ประสบความสำเร็จมาแล้ว ท่านจัดการได้อย่างชัดเจนเฉียบขาด ตรงเวลามาก ใช้เทคโนโลยีมาช่วยการสอน มีขั้นตอนที่เรียบง่ายรัดกุม พูดตรงไปตรงมา ตรงประเด็น มีความรอบรู้สูงมาก เป็นนักปราชญ์ผู้มีอารมณ์ดี จิตใจดี มีอารมณ์ขัน ตลกหน้าตาเฉย รวมทั้งมีความเป็นสากล

ท่านมีความรู้แตกฉานเรื่องภาษาต่างๆ อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาพม่า ภาษาฮินดู ภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ภาษาอ่านใจคน ภาษาธรรม ภาษาธุรกิจ ภาษาเทคโนโลยี ท่านมีความรู้เรื่องศาสนา ท่านเกิดในตระกูลที่เคร่งศาสนาฮินดู ที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านมีความกตัญญูสูง รู้จักคน รู้จักโลก เข้าถึงทุกข์ เข้าถึงธรรม และท่านเห็นทางสู่นิพพาน ท่านประสงค์จะสอนธรรมะและสอนวิปัสสนา ท่านมีความรักมีความเมตตาและมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์

เมื่อได้เรียนหลักสูตรของท่านสัตยา นารายัน โกเอ็นก้าแล้ว พบว่าหลักสูตรได้สอนตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องศาสนา ไม่เกี่ยวกับพิธีกรรม เป็นวิปัสสนาล้วนๆ ให้อยู่กับตัวเอง พิจารณาโดยตัวเอง ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ถือศีล มีสติแล้วค้นหาปัญญา หากผู้วิปัสสนามีปัญหาใด ก็จะมีผู้ช่วยอาจารย์คอยให้คำแนะนำแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น เพื่อค้นหาทั้งพลังเสียงและพลังจิตที่อยู่ในตัวตน

พลังนั้นทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ความเคลื่อนไหวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการพัฒนา และการพัฒนาทำให้เกิดความเจริญ ทั้งพลังเสียงและพลังจิตสร้างความเคลื่อนไหวได้ เสียงนั้นเข้าใจง่าย เสียงรับรู้ได้ผ่านรูขุมขน เสียงเข้าไปในร่างกายทำให้รู้สึกขนลุก ทั้งปีติและความกลัว

พลังจิตนั้นเข้าใจยาก ผมเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้และเข้าใจว่า จิตคือขวัญ และขวัญก็คือจิต พบว่ามีคนชื่อขวัญจิตอยู่ทั่วประเทศ ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยอณูเล็กๆ ในร่างกาย ทุกๆ อณูมีขวัญหรือจิตคอยรับรู้เก็บสะสมความรู้สึก เพียงแต่ว่าจิตจะปรุงแต่งอย่างไร ทุกข์หรือสุข การฝึกวิปัสสนาจึงเป็นการเรียนรู้การทำงานของอณูที่รับรู้ความรู้สึกในร่างกาย การเรียนรู้ที่จะควบคุมจิต กายไม่ใช่ตัวตนของเรา มันเกิดขึ้นแล้วดำรงอยู่และก็ดับไป เมื่อจิตรับรู้ความรู้สึก การระงับความรู้สึกเพื่อให้อยู่ในฐานะวางเฉย ไม่หลงไปกับทุกข์หรือสุข

ขงจื๊อสอนไว้ว่า “สิ่งที่ฉันได้ยินฉันลืม สิ่งที่ฉันเห็นฉันเข้าใจ และสิ่งที่ฉันทำฉันจำได้” การวิปัสสนาก็คือสิ่งที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะเข้าถึงจิตของตนได้

ท่านโกเอ็นก้าพูดไว้ว่า “ข้าพเจ้ามิได้ประสงค์ที่จะให้ผู้ใดเปลี่ยนศาสนา และข้าพเจ้าเองก็มิได้ฝักใฝ่ศาสนาใดๆ ข้าพเจ้าเพียงสนใจในสัจธรรม” คนส่วนใหญ่ฝังใจในอดีต ทั้งๆ ที่อดีตผ่านไปแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คนส่วนใหญ่สนใจในอนาคต ทั้งๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น จะมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่คนก็ไม่สนใจที่จะอยู่กับปัจจุบัน ทั้งๆ ที่มีอยู่แล้วในมือ เสียงลมหายใจที่เป็นปัจจุบัน เสียงสวดที่ใส ย่อมออกมาจากใจที่สะอาดเท่านั้น

การทำสมาธิก็คือการรวมจิตให้เป็นจุดเพื่อพัฒนาให้เข้มแข็ง แล้วเหลาจิตให้แหลมคม เพื่อเอาจิตไปแกะกิเลสออกจากกระดูกดำ (จิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก) ออกมา เมื่อรวมพลังจิตได้ก็ทดลองปั่นจักรยานจิตไปสัมผัสกับส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย

เสียงหยาบเป็นเสียงของกิเลส คือเสียงที่หนวกหู ส่วนเสียงที่ละเอียดเป็นเสียงของธรรมะ เป็นเสียงที่ไพเราะอ่อนหวาน ที่จะนำให้จิตใจสะอาด เสียงสวดของท่านโกเอ็นก้านั้นจึงสวดได้ไพเราะ เพราะ “เสียงน้อยกิเลสน้อย” จะให้เข้าใจง่ายขึ้น เสียงที่ต่ำกว่าสะดือเป็นเสียงหยาบ และเสียงที่สูงกว่าสะดือเป็นเสียงที่ละเอียด

สุดท้ายที่ผมได้มา ท่านโกเอ็นก้าได้สอนให้รู้จักการแบ่งบุญไปสู่คนอื่น ด้วยความรัก ความเมตตา ให้ความสุขแก่ผู้อื่นด้วยมิตรไมตรี และด้วยความปรารถนาดี

ผมมีความรู้สึกอันแรงกล้าที่จะแบ่งบุญที่ผมมีอันน้อยนิดมอบให้แก่ท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ผมรักจะได้มีพลัง หากท่านได้ไปฝึกพลังจิตเข้าโครงการฝึกวิปัสสนา 10 วัน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าประชาชนจะแซ่ซ้องสรรเสริญ เมื่อครบ 10 วันแล้ว ผมก็เชื่ออีกว่าตลาดหุ้นจะขึ้นทันที และที่สำคัญก็คือ เสียงของท่านจะสดใส เมื่อเสียงออกมาจากใจที่สะอาด

บทความก่อนหน้านี้“บัญชา”เเนะสตช.เซ็น MOU สภาทนายฯคดีลิขสิทธิ์ให้ทนายโรงพักร่วมรับฟังข้อเท็จจริงหลักประกันประชาชน
บทความถัดไปทช.​ย้ำช่วยกันดูแลวาฬบูรด้า “แม่ทองดี” หลังพบแผลใหญ่​ที่ปาก​ คาดถูกเชือก-เอ็นรัด​ เสี่ยงตาบอด