คอลัมน์ นอกลู่ในทาง : “ดับเบิ้ลเดย์” พลิกเกมค้าปลีก

9.11.19 | 22:06 น.

ในบรรดาแคมเปญกระตุ้นยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ “ดับเบิ้ลเดย์” 11.11 ของทุกปี (วันที่ 11 เดือน 11) นับว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ทั้งยักษ์อีคอมเมิร์ซ และแบรนด์สินค้าต่างระดมสรรพกำลังใส่กันไม่ยั้ง

ปีนี้ก็เช่นกันทุกรายพร้อมจัดหนักจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเราหรือในประเทศจีนต้นตำรับมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์สะท้านโลก

ปีที่ผ่านมา เฉพาะ “อาลีบาบา” โกยยอดขายไปได้มากถึงเกือบ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราก้าวกระโดดทุกปี นับจากเทศกาลนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน

แดเนียล จาง ประธานกรรมการ และซีอีโอ อาลีบาบา

กรุ๊ป กล่าวว่า งาน 11.11 ที่จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2552 ในรูปแบบของงาน “ลดราคา” ปัจจุบันก้าวสู่ปีที่ 11 และได้ยกระดับสู่การเป็น “มหกรรมช้อปปิ้งระดับโลก” ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีกลุ่มผู้บริโภคหลากหลาย และเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ถือเป็นอนาคตของประเทศ และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการเติบโตของการบริโภคในประเทศจีน

Advertisement

สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีแค่ในประเทศจีน แต่เป็นแนวโน้มของ (ทั่ว) โลกด้วย

“ปีนี้ หน้าที่ของผม คือการเคลื่อนย้ายทรัพยากรภายในธุรกิจดิจิทัลของอาลีบาบาเพื่อสนับสนุนทีมงานที่ดูแลมหกรรม 11.11 เชื่อว่าทีมงานของเราจะใช้ความคิดสร้างสรรค์และความกระตือรือร้นบวกจินตนาการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในงาน 11.11 เพื่อผู้บริโภคและร้านค้า”

ปัจจุบัน ผู้บริโภคจากหลากหลายอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบดิจิทัล มีระบบปฏิบัติการดิจิทัลที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางการขาย คำถาม คือบริษัทจะใช้การบริการและนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สร้างและปรับปรุงมาตลอด 20 ปี นำเสนอโซลูชั่นที่สร้างขึ้นสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมให้กับผู้ค้าได้อย่างไร

ไม่ใช่แค่การช่วยกลุ่มผู้ค้าขายสินค้าจำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ใช้ประโยชน์จากซัพพลายเชน รวมถึงขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรด้วย

ซีอีโอ “อาลีบาบา” บอกว่า เราต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของเราตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของตนได้ดีขึ้น ช่วยให้พวกเขานำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยพึ่งพาบริการพื้นฐานของอาลีบาบาที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในยุคดิจิทัล

“สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโฉมธุรกิจ และการดำเนินงานกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่แท้จริงดังเช่นอาลีบาบาได้”

ในฐานะผู้ริเริ่มคอนเซ็ปต์การค้าปลีกใหม่ (นิวรีเทล) ซึ่งรวมคุณสมบัติที่ดีที่สุดของร้านค้าปลีกที่จับต้องได้ (physical retail) กับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ นอกจากเป้าหมายช่วยร้านค้าเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่ “นิวรีเทล” แล้ว “อาลีบาบา” ยังต้องการรองรับ

ผู้บริโภคได้มากกว่า 1 พันล้านรายทั่วโลก และมียอดขายออนไลน์ (GMV) ทะลุเป้า 10 ล้านล้านหยวน ภายในปีงบประมาณ 2567 อีกด้วย

“วันนี้เรารองรับบริการแก่ผู้บริโภคถึง 700 ล้านคนในจีน เชื่อว่ามีศักยภาพที่จะรองรับผู้บริโภค 1 พันล้านคน และมองเห็นโอกาสมากมายในตลาด โดยแต่ละปี มีผู้ใช้รายใหม่จำนวนมาก กลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและอายุน้อยลงขึ้นทุกที แม้ผู้บริโภคมีอายุมากขึ้นถึง 50-60 ปี ก็ยังมีแนวโน้มในการใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง”

ซีอีโอ “อาลีบาบา” มองว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายของการมียอดขายออนไลน์ทะลุ 10 ล้านล้านหยวน ในปี 2567 คือ การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรในเวลาที่ต้องการ รวมถึงการขยายหมวดหมู่สินค้าและผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม

“เรามั่นใจว่าจะรองรับผู้บริโภค 1 พันล้านราย และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลายมิติเพื่อการใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคต ตั้งแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ไปจนถึงอาหารที่เลือกรับประทาน รวมถึงที่อยู่อาศัย วิธีการเดินทางและความชอบส่วนตัวของแต่ละคน”

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “อาลีบาบา” สยายปีกธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านบริษัทในเครือภายใต้แบรนด์

“ลาซาด้า” โดยให้บริการอยู่ใน 6 ประเทศ

ในประเทศไทย “ลาซาด้า” ก็แอ๊กทีฟอย่างยิ่ง โดยในช่วงมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ (Lazada 11.11 Biggest One Day Sale) ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า “ลาซาด้า” ประกาศตอกย้ำจุดยืนในการเดินหน้าสร้างนิยามประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบใหม่

ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “ช้อปเปอร์เทนเมนต์” โดยมีเป้าหมายทำให้บรรดาขาช้อปออนไลน์สนุกสนานไปกับการจับจ่ายใช้เงินมากขึ้น

แจ็ค จาง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท

ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน ลาซาด้า

เป็นผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ด้วยจำนวนผู้ใช้งานแอ๊กทีฟมากกว่า 50 ล้านคนต่อปี และมีการเติบโตของจำนวนคำสั่งซื้อว่า 100% เมื่อเทียบสถิติแบบปีต่อปีติดต่อกันในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา

ในปีที่ผ่านมา มหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 สร้างสถิติในประเทศไทยด้วยยอดคำสั่งซื้อกว่า 240,000 ครั้ง ภายใน 1 ชั่วโมงแรก และมีคำสั่งซื้อทั้งหมดเพิ่มขึ้น 287% เทียบกับปี 2560

ด้วยยอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาลแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบอีคอมเมิร์ซของลาซาด้ารองรับเครือข่ายโลจิสติกส์สำหรับ Business to Customer (B2C) ที่ใหญ่ที่สุดด้วย

ไม่ใช่เท่านั้น ในปีนี้ “ลาซาด้า” ได้เพิ่มความสะดวกให้นักช้อปชาวไทยในช่วงเทศกาล 11.11 ด้วยการเปิดตัว Collection Point หรือจุดรับพัสดุด้วยตนเองเพิ่มเติม โดยร่วมกับเดอะมอลล์ กรุ๊ป และเทสโก้ โลตัสที่มีจุดรับพัสดุของลาซาด้าเพื่อให้นักช้อปเลือกรับในเวลา และสถานที่ที่ต้องการได้

นอกจากนี้ยังร่วมกับ 7 พันธมิตร เปิดตัว Stamp Hunt เพื่อเชื่อมออฟไลน์เข้ากับออนไลน์ โดยเปิดให้ผู้บริโภคเข้าไปใช้บริการในร้านค้าพันธมิตรสแกนคิวอาร์โค้ดรับแสตมป์สะสมเพื่อแลกรับของรางวัลได้ด้วย

เรียกว่าจัดหนักจัดเต็มอีกครั้ง โดยหวังด้วยว่า มหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ 11.11 ปีนี้จะโกยยอดขายได้มากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวจะยิ่งผลักดันให้ผู้บริโภคมองหาสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในการใช้จ่ายเงินในกระเป๋า