
ไม่เคยลอยกระทงตั้งแต่เป็น “บักหำน้อย” อยู่หมู่บ้านในดงดอน กระทั่งอยู่มหานครกรุงเทพฯกรุงธนจนบัดนี้ ผมจึงไม่เคยขอขมาดินน้ำและธรรมชาติด้วยกระทงใบตอง หรือวัสดุอื่นใด
บ้านนอก กลางเดือน 12 ลอยกระทงใบตอง ไม่รู้จักทั่วไปเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว [ก่อนเลือกตั้งสกปรก พ.ศ.2500] เพราะผมอยู่หมู่บ้านโกโรโกโสในดงศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี มีประเพณีขอขมาเจ้าแม่แห่งน้ำ [และดิน] โดยลอยกาบกล้วย [ไม่กระทง] ทำเป็นรูปเรือ แต่บางทีเป็นกระบานสี่เหลี่ยมรองด้วยใบตอง แล้วใส่เครื่องเซ่นเล็กๆ น้อยๆ พร้อมดอกไม้ข้างรั้วบ้าน
ชาวบ้านบางคนพยายามทำกระทงด้วยใบตองตามคำแนะนำของข้าราชการและครูประชาบาล ก็ทำออกมาเก้ๆ กังๆ จนกลายเป็น “ห่อหมก” ไม่เป็นกระทง
ในดงดอนบ้านเกิดไม่มีแม่น้ำลำคลองเหมือนที่ลุ่ม ส่วนที่มีคือหนองน้ำลำลาดผ่าทุ่งนา ซึ่งเป็นน้ำนิ่งขึ้นลงช้าๆ ไม่ไหลเป็นระลอกเหมือนแม่น้ำลำคลอง ดังนั้นหลังกินข้าวค่ำ [ราว 2 ทุ่ม] ก็พากันไปลำลาดน้ำนองเดือนสิบสองข้างขึ้น 15 ค่ำ เป็นกลุ่มๆ ขอขมาเจ้าแม่แห่งน้ำตามความเข้าใจ
ผมไม่เคยไปลอย เพราะนอนหลับแล้วทุกปี จึงไม่มีความทรงจำลอยกระทงกาบกล้วย
ดงป่าลึกเข้าไปไม่มีหนองน้ำลำลาดก็ตักน้ำใส่ถัง หรือกระป๋องกระแป๋ง (ไม่ใส่กะโหลก) แล้วลอยกาบกล้วยน้อยๆ ลงไปตามมีตามเกิด เสร็จแล้วเก็บน้ำไว้ในตุ่มในโอ่งเป็นน้ำเฮี้ยนของเจ้าแม่ไว้ดื่มกินเป็นสิริมงคลในครัวเรือน
เข้ากรุง ครั้นเกาะชายจีวรพระสงฆ์เข้ากรุงเทพฯ พ.ศ.2497 เพื่อเรียนต่อชั้นมัธยม เพิ่งรู้จักลอยกระทงใบตองลงน้ำไหลในแม่น้ำลำคลอง แต่ไม่เคยลอยกระทงตามประเพณี เพราะเป็นเด็กวัดถูกจำกัดเขตอยู่แต่ในวัด จึงไม่คุ้นเคย เลยเหมือน “คนแปลกหน้า” ไม่กล้าเผชิญคนหมู่มาก ทำให้ไม่ยุ่งเกี่ยวลอยกระทงตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้
หลายสิบปีมาแล้ว ผมมีส่วนร่วมด้วยช่วย
นักโบราณคดี กรมศิลปากร จัดงาน “เผาเทียนเล่นไฟ” [ยังไม่ใส่คำว่า “ลอยกระทง”] ครั้งแรกสุดในเมืองเก่าสุโขทัย แต่ไม่ลอยกระทงใบตองลงตระพัง เพราะคิดในครั้งนั้นว่า “ตั้งวงกินเหล้าขอขมา สนุกกว่ากันเยอะเลย”
ตอนนั้นไม่มีสำนึกว่าขยะจากกระทงใบตองและอื่นๆ จะมากมหาศาลเหมือนตอนนี้จนรกแม่น้ำลำคลองและท้องทะเลสมุทรในโลก
