หัวใจรักชาติของคนไทยจะพองโตด้วยความภาคภูมิในเอกราชของความเป็นไทยอีกครา ทุกครั้งที่เห็นผืนธงไตรรงค์โบกสะบัดบนยอดเสา พร้อมกับเสียงเพลงชาติไทยคุ้นหูที่ดังกระหึ่ม หลังจากได้ดื่มด่ำกับความเป็นมาของธงชาติไทยที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีความสำคัญแค่เพียงความหมายเชิงสัญลักษณ์ความเป็นไทย แต่ยังแฝงไปด้วยความเสียสละของบรรพบุรุษไทยในการดำรงเอกราชของชาติมาหลายร้อยปีผ่านนิทรรศการ
“ธงไตรรงค์ ธำรงไทย” ซึ่งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และวชิราวุธวิทยาลัยจัดขึ้น ณ อาคารนวมภูมินทร์ วชิราวุธวิทยาลัย โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน
ทั้งนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงความหมายของธงไตรรงค์ ที่มีความสำคัญมากกว่าผืนผ้าบนยอดเสา ดร.วิษณุได้บอกเล่าถึงเกร็ดความรู้ของธงอย่างน่าสนใจว่า ธง หมายถึง สัญลักษณ์ที่อาจจะทำขึ้นจากวัสดุที่เป็นผ้า โลหะ หรือกระดาษก็ได้ แต่มีการกำหนดความหมายให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้สื่อสารและผู้รับสาร ใช้เพื่อสื่อสารในระยะไกล โดยต้นกำเนิดของการใช้ธงเริ่มมาจากบนเรือ เพื่อสื่อสารข้อความบางอย่างมาบนฝั่ง ดังนั้นธงโดยส่วนใหญ่จึงนิยมใช้ผืนผ้า เพราะมีความทนทาน สามารถโบกสะบัดเพื่อดึงดูดสายตาคนได้ดีกว่าโลหะ
จากการใช้งานบนเรือ ธงเริ่มมีพัฒนาการมาสู่การใช้งานบนบก โดยดัดแปลงให้เข้ากับโอกาสต่างๆ มาตั้งแต่โบราณกาล อาจจะใช้สะท้อนความเป็นชนชาติ แทนบุคคลสำคัญ หรือใช้ในพิธีการ เป็นต้น




สำหรับประเทศไทย ดร.วิษณุฉายภาพให้เห็นพัฒนาการของธงไทยอย่างน่าสนใจ โดยแบ่งเป็น 4 ยุคด้วยกัน เริ่มจากยุคที่ 1 ในเวลานั้นสยามยังไม่มีอะไรที่แสดงสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เวลาออกรบกับพม่า ต้องอาศัยสังเกตจากการแต่งตัว จวบจนเข้าสู่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เริ่มมีการค้าขายกับชาติตะวันตก วันหนึ่งเมื่อเรือรบของฝรั่งเศสแล่นเข้ามา และได้ชักธงชาติพร้อมยิงสลุตเป็นการทักทาย ฝั่งไทยเองก็ยิงสลุตตอบ แต่ไม่มีธงจะชักขึ้นเสา จึงไปคว้าธงฮอลันดาซึ่งในเวลานั้นเป็นคู่สงครามของฝรั่งเศสชักขึ้นสู่ยอดเสา ฝ่ายฝรั่งเศสไม่พอใจและขอให้ฝั่งไทยนำธงลง มิเช่นนั้นจะไม่คบค้าด้วย ฝ่ายไทยจึงแก้ปัญหาด้วยการนำผ้าแดงมาใช้แทนธงเพื่อนำขึ้นสู่เสาแทน จึงกลายเป็นที่มาของหลักฐานในบันทึกฝรั่งเศสที่ระบุว่ากรุงศรีอยุธยาใช้ธงสีแดงเป็นธงประจำชาติ
มาสู่ยุคที่ 2 เข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริว่า ธงแดงอาจไม่สง่างามพอเป็นสัญลักษณ์ของชาติ จึงเพิ่มจักรซึ่งเป็นอาวุธของพระนารายณ์เข้ามา เพื่อสื่อถึงความเชื่อที่มีมาแต่โบราณว่า กษัตริย์เป็นสมมติเทพ และยังพ้องกับราชทินนามเดิมคือ “เจ้าพระยาจักรี” อันเป็นที่มาของนามราชวงศ์จักรีด้วย จึงกลายเป็นที่มาของ “ธงพื้นแดงจักรขาว” มาสู่ยุคที่ 3 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งมีช้างเผือกสำคัญมาสู่พระบรมโพธิสมภารหลายช้าง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราภาพช้างเผือกเพิ่มเข้าไปในกงจักร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นำวงจักรออกเหลือแต่เพียงช้างเผือกบนผ้าแดง รูปแบบธงนี้ใช้ต่อเนื่องในช่วงรัชกาลที่ 4 และ รัชกาลที่ 5 ซึ่งสยามมีการทำสนธิสัญญาสำคัญกับชาติตะวันตก จวบจนเข้าสู่ยุคที่ 4 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มให้ใช้ธงริ้วแดงขาว กระทั่งต่อมาโปรดให้เติมสีน้ำเงินเข้าไปในธงเพิ่ม เพราะมองว่าที่เป็นอยู่เดิมไม่สง่างามเพียงพอ และต้องการให้ธงเป็นสามสีตามลักษณะธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับกรุงสยามโดยมากเวลานั้น จึงถือเป็นจุดกำเนิดของธงไตรรงค์ ซึ่งมีความหมายว่า 3 สี กระทั่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขพระราชบัญญัติธงในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2460 และได้มีโอกาสเฉิดฉายในสายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก เมื่อครั้งที่ทหารไทยได้ร่วมเดินขบวนฉลองชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ฝรั่งเศส
“ด้วยประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของธงไตรรงค์ที่มีอายุยืนนานกว่า 100 ปี ควรค่าแก่การรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์ สะท้อนถึงความเป็นชาติที่ผู้ใดจะดูหมิ่นหรือนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมไม่ได้ ในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่ธงไตรรงค์มีอายุครบ 100 ปี คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทยเป็นต้นมา” ดร.วิษณุกล่าวทิ้งท้ายก่อนให้เกียรติเดินนำชมนิทรรศการ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ธงไทยในเวลาโลก”

สำหรับความพิเศษของนิทรรศการในปีนี้ คือ การจำลองบรรยากาศให้เข้ากับยุคสมัย โดยมียุวมัคคุเทศก์จากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้เข้าชมรับฟัง

พรพล ระวิโรจน์ นักเรียนชั้น ม.6 ซึ่งมารับหน้าที่ยุวมัคคุเทศก์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยประจำการอยู่ที่โซนต้อนรับ แนะนำผังของนิทรรศการ เผยถึงความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการอันทรงคุณค่านี้ว่า ถึงจะเป็นปีที่ต้องเรียนหนักเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ก็อยากมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวของผืนธงไทยที่มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา
“หลังจากได้มาทำงานตรงนี้ ความรู้สึกเวลายืนตรงเคารพธงชาติ หรือ ร้องเพลงชาติไม่เหมือนเดิม จากที่รู้สึกเฉยๆ กลายเป็นทำให้นึกถึงประวัติศาสตร์ของผืนธงไตรรงค์ของไทยที่มีเรื่องราวของบรรพบุรุษไทยมากมายให้ชวนภาคภูมิใจ”

ขณะที่ พีระวิชญ์ ธีระเดชปิติรัชต์ นักเรียนชั้น ม.2 เผยว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ปีที่แล้ว จนปีนี้ก็อยากมาอีกและคิดว่าถ้าโรงเรียนยังมีกิจกรรมนี้ก็จะมาร่วมทุกปี เพราะรู้สึกว่ายังมีอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวกับธงชาติไทยให้ได้ศึกษา และยังมีหลากเรื่องราวที่คนไทยหลายคนอาจจะยังไม่รู้หรือเข้าใจคลาดเคลื่อน เลยอยากมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้ตัวเอง และส่งต่อความรู้ให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมนิทรรศการด้วย โดยปีนี้เขาเลือกประจำการอยู่ที่โซนแรก เพื่อปูพื้นเรื่องราวความเป็นมาของธงแดง ซึ่งประวัติศาสตร์จารึกว่าเป็นธงผืนแรกของสยาม

ด้าน เดชพันธุ์ สินพนมรัตน์ นักเรียนชั้น ม.3 อีกหนึ่งยุวมัคคุเทศก์ที่หัวใจขอให้มาทำหน้าที่นี้ เพราะความสงสัยถึงที่มาของธงชาติไทย จึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมนี้ จนทำมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยครั้งนี้เขาเลือกประจำการที่โซนที่ 8 ว่าด้วยเรื่อง “ธงสำคัญของชาติ” ตลอดจนการใช้ธงให้ถูกวิธี
“นอกจากเรื่องธงชาติไทย ผมสนใจเรื่องธงสำคัญต่างๆ เลยมาศึกษา และเลือกมาประจำการโซนนี้ เพื่อแบ่งปันความรู้กับผู้ที่มาชมนิทรรศการ ซึ่งผมมองว่าข้อดีของการมาทำงานนี้ คือ ทำให้ผมได้หาความรู้เพิ่มเติมไม่พอ ยังได้ผึกความจำ และฝึกเทคนิคการบอกเล่าเรื่องราวให้คนอื่นเข้าใจ”

ปิดท้ายด้วย ศุภกร อุบลจิตต์ นักเรียนชั้น ม.4 เห็นพ้องกับทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องว่า การได้มาเป็นยุวมัคคุเทศก์ นอกจากจะทำให้ได้ศึกษาเรื่องราวของประวัติธงชาติไทยอย่างเจาะลึก ได้เรียนรู้วิวัฒนาการของธงที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญของโลกไว้มากมาย การทำกิจกรรมนี้ยังทำให้ได้ฝึกฝนตัวเองให้กล้าคิด กล้าแสดงออก รู้จักการทำงานเป็นทีม
“ก่อนผมจะมางานนี้ ก็ต้องฝึกพูด ซ้อมอยู่หน้ากระจกพอสมควร แต่ก็ยังตื่นเต้นพอสมควร อย่างตอนที่ต้องโชว์วิธีการพับธงชาติโดยมีท่านวิษณุเยี่ยมชมก็ตื่นเต้นมาก อาศัยว่าต้องมีสติ และทำให้ดีที่สุดครับ ซึ่งผมก็อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาเยี่ยมชมนิทรรศการดีๆ นี้ และร่วมภาคภูมิใจในความเป็นไทยไปด้วยกัน”
นี่คือส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนจากยุวมัคคุเทศก์ที่มีโอกาสทำงานอันน่าภาคภูมิใจ เพราะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของธงไตรรงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยและธงไตรรงค์อันเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทยของพวกเราทุกคน


