“เจ้าพระยาเดลต้า 2040″ตอบได้ ทำไม”กรุงเทพฯ”ไม่จำเป็นต้องย้ายเมือง?

26.11.19 | 22:36 น.

หลังจากองค์กร Climate Central เปิดเผยผลวิจัยใหม่เกี่ยวกับ “เมืองใหญ่ที่เสี่ยงจมน้ำภายในปี ค.ศ.2050 หรือในอีก 30 ปีข้างหน้า” ซึ่งมีทั้งเซี่ยงไฮ้ โฮจิมินห์ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ที่จะหายไปใต้ทะเล ทำเอาหลายคนหวาดกลัว มองหาที่ดินผืนใหม่ก่อสร้างบ้านในจังหวัดพื้นที่สูง เช่น นครราชสีมา เพชรบูรณ์ เพื่อรองรับสถานการณ์

ขณะที่หลายๆ หน่วยงานวางแผนจะสร้างเขื่อน ทำถนนเพื่อกั้นน้ำทะเลไม่ให้ท่วมเข้ามา แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปในการวางแผนคือ การมองบริบทการจัดการน้ำแบบครบทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ตามที่ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า เราไม่เคยมีความฝันร่วมกัน ไม่เคยพูดออกมาชัดๆ ว่าเราอยากเห็นกรุงเทพฯเป็นอย่างไร เราอยากได้เมืองปริมณฑลทั้งเดลต้าทั้งหมดนี้เป็นอย่างไร

เหตุนี้จึงเป็นที่มาของ โครงการ “เจ้าพระยาเดลต้า 2040” (Chao Phraya Delta 2040) หนึ่งในโครงการวิจัยภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งเป็นการบริหารงานวิจัยแบบใหม่ที่ก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมให้ประเทศมีทรัพยากรน้ำทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่สามารถรองรับการเติบโตในอนาคต

โครงการนี้ไม่ได้หมายเฉพาะที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ทว่า ในมิติทางระบบนิเวศทางสังคม เจ้าพระยาเดลต้าย่อมเชื่อมไปถึงลุ่มน้ำอื่นๆ ทั้งลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำท่าจีน อันจะส่งผลกระทบกันหมดไปจนถึงอ่าวไทย

รศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าวว่า ในเรื่องการจะบริหารจัดการน้ำ เราจะคุยกันแต่ว่าน้ำทะเลจะขึ้น แล้วเสนอว่าจะต้องทำเขื่อน โดยมองแค่มิติเดียว แต่ไม่มีการมาฝันร่วมกัน หรือเราไม่ต้องการให้กรุงเทพฯน้ำท่วม ไม่ต้องการให้ปริมณฑลน้ำท่วม เราพยายามจะสร้างทางผันน้ำลงสู่ทะเล แต่มีใครถามไหมว่าปลาทูจะตายหรือเปล่า? เมื่อมีน้ำจืดปริมาณมากไหลลงมาที่ทะเล ระบบนิเวศที่อ่าวไทยจะเป็นอย่างไร?

Advertisement

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าประเด็นกรุงเทพฯจะจมอยู่ใต้ทะเลในอีก 30 ปีข้างหน้าที่ถูกจุดกระแสขึ้น สิ่งที่เร่งปฏิกิริยาให้เกิดดราม่าขึ้นบนสื่อโซเชียลคือ การประกาศย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตาไปเกาะบอร์เนียว ของนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

แต่หากพิจารณาไปที่เมืองชายทะเล เช่น มัลดีฟส์ เมียนมา แล้วนั้น รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ได้ตั้งข้อสังเกตชวนให้คิดว่า เมืองชายทะเลเหล่านี้ล้วนมีการพัฒนาเมืองสวนทางกับข่าวที่เกิดขึ้น กรณี “เกาะมัลดีฟส์”

ซึ่งมีพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ต่างจากประเทศไทย กลับมีนักลงทุนจากทั่วโลกแห่กันเข้าไปลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล

แล้วทำไมเขาไม่กลัวน้ำท่วม ประเด็นเหล่านี้ต้องดูให้ชัดว่าถูกขยายความออกไปจนกลายเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงหรือไม่?

“กรณีจาการ์ตานั้น เพราะมีชั้นดินไม่เหมือนประเทศไทย เขามีชั้นดินหนากว่า แต่อ่อนกว่า ลงเสาเข็มไปอย่างไรก็ทรุด แต่ที่ กทม.เราลงเสาเข็มไป 20 กว่าเมตรก็เจอดินแข็งแล้ว จึงไม่ทำให้อาคารเกิดการทรุดตัว นั่นคือประเด็นแรก รวมทั้งการสูบน้ำบาดาลมากเกินไปทำให้เกิดการทรุดตัว ทั้งนี้ เหตุสำคัญที่นำมาเทียบเคียงกับเจ้าพระยาเดลต้าได้ก็คือ “การกระจายความเสี่ยงของเมือง” เนื่องจากปัจจุบันเมืองที่เป็นที่ทำการรัฐ กับเมืองที่เป็นเศรษฐกิจของประเทศอยู่ด้วยกัน การย้ายเมืองหลวงออกจึงง่ายต่อการบริหารจัดการกว่า ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยพื้นที่และสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ ส่วนที่ 2 คือแผ่นดินทรุด ซึ่งจาการ์ตาก็ยังเผชิญอยู่ แต่ไม่มากตามที่เป็นข่าว แต่ปัญหาหนักคือคุณภาพของน้ำ” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพียังให้ความเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯไม่จำเป็นต้องย้าย แต่ทำให้ดีขึ้นได้ ทว่า สิ่งสำคัญคือต้องนำสิ่งที่กังวลใจคือเรื่องน้ำท่วมจากน้ำเหนือและน้ำฝนมาหาวิธีแก้ให้ได้ก่อน ซึ่งที่ผ่านมามีงานวิจัยจำนวนมากที่ทำได้ เพียงแต่ต้องนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมมาวาง แล้วนำวัฒนธรรมรวมเข้าไป เช่น ถ้าอยากให้พื้นที่หนึ่งเป็นแก้มลิง ทำอย่างไรให้พื้นที่นั้นน่าอยู่ แล้วชูวัฒนธรรมเข้าไปผสมผสาน คือทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่อยู่มีความสุขนี่คือหัวใจหลัก

“เราต้องเริ่มจากการฝันร่วมกันก่อน เป็นโจทย์ที่ยากที่สุดและเราไม่เคยทำมาก่อนเลยในประเทศไทย เราไม่เคยคุยกันว่าเราอยากจะมีประเทศเราเป็นอย่างไร เพื่อว่าการทำงานแบบเข็มมุ่งจะไปได้ถูกทิศถูกทาง และได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้ นั่นเพราะในเชิงเทคนิคเราสามารถทำได้ แต่ที่ผ่านมาเราเจอปัญหาขัดแย้ง เนื่องจากเราไม่ได้มีความฝันอันเดียวกัน” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย